บทที่ 1
ขอทานน้อย
ในอาณาจักรเปลวเพลิง
เมืองเล็กๆภายในอาณาจักรเปลวเพลิงสถานที่แห่งนี้ผู้คนมากมายเดินผ่านไปผ่านมาอยู่บนถนน ขอทานชรานั่งอยู่ข้างกับขอทานหนุ่มผู้นึง
หนึ่งชายชราหนึ่งเด็กหนุ่มที่ร่างกายนั้นสวมใส่ชุดขาดรุ่ย ดวงตาของทั้งสองกำลังมองผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาในตอนนี้
เด็กหนุ่มขอทานผู้นั้นยกมือขึ้นมาเท้าคางพลางส่งเสียงขึ้น “ นี่เหล่ากุ้ย.. ”
“ เ้าว่าแม่นางผู้นั้นรูปร่างเป็อย่างไร ” ดวงตาของขอทานหนุ่มในตอนนี้กำลังจับจ้องเรือนร่างของสตรีที่เดินผ่านหน้าอย่างตาไม่กระพริบ
จับจ้องพลางวิเคราะห์เรือนร่างอันน่าหลงใหลของนางจากด้านหลัง
เมื่อขอทานหนุ่มเอ่ยถามออกมาขอทานเท่าผู้นั้นหันไปมองพลางใช้สายตาของตนวิเคราะห์ด้วยเช่นเดียวกัน
หนึ่งชายชราหนึ่งเด็กหนุ่มวิเคราะห์ตาเป็มัน มองไปมาทั้งสองก็หันไปยิ้มให้กันราวกับรู้นิสัยใจคอเป็อย่างดี
“ ว่าอย่างไร เ้าว่าดีหรือไม่ ” ขอทานหนุ่มเอ่ยถาม
“ เรือนร่างแม่พันธุ์ ข้าว่าผู้ใดได้เป็ภรรยาคงมีลูกเต็มบ้านแน่ๆ ” ขอทานเฒ่าตอบกลับมาพร้อมกับแสยะยิ้ม เผยเห็นฟันภายในปากที่หักไปหลายซีก
“ เสียดายจริงๆข้าไม่มีวาสนา พวกเราเป็เพียงขอทานไร้ค่าข้างถนนภายในเมืองเล็กๆแห่งนี้เพียงแค่เงินจะซื้อข้าวกินเองก็ยังแทบจะไม่มี บางวันต้องขอข้าวผู้อื่นกินต้องขโมยบ้างคงจะไม่มีวาสนาเสพสุขเหล่าสตรีพวกนั้น ” ขอทานน้อยเอ่ยออกมาพร้อมกับเอนหลังพิงเข้ากับผนังกำแพง
ใบหน้าของขอทานน้อยเงยหน้ามองท้องนภา ยามนี้ดวงตากำลังเหม่อมองกว้างคิดหลายหลายอย่างอยู่ภายในหัว
“ ในเมืองแห่งนี้ไม่ค่อยมีคนใจบุญสุนทานเกรงว่าพวกเราต้องเดินทางอีกแล้ว ” ขอทานเฒ่าเอ่ยขึ้นหันหน้าไปมองขอทานน้อยที่ตอนนี้อายุเพียงแค่ 16 ปี
ขอทานน้อยเหม่อมองท้องฟ้าพลันแต่ว่ากลับไม่ตอบอันใดกับไปตอนนี้ได้แต่ขบคิดในใจ ‘ ข้ามีนามว่าจางอี้ เป็เพียงแค่ขอทางธรรมดาธรรมดาคนนึงในตอนนี้เดินทางร่อนเร่ไปเมืองต่างๆั้แ่จำความได้ ไม่รู้จักพ่อแม่ตาเฒ่าผู้นี้เป็คนเก็บค่ามาเลี้ยง ’
‘ จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าตัวเองใช้ชีวิตไปเพื่ออันใด ’
ดวงตาที่กำลังแหงนหน้ามองท้องนภามีภาพเงาร่างกระบี่พุ่งทะยานผ่านไป บนตัวกระบี่ที่ลอยอยู่บนท้องนภามีบัณฑิตหนุ่มหลายคนที่ยืนอยู่บนตัวกระบี่ด้วยท่าทางองอาจ
คนพวกนั้นคือผู้ฝึกฝนวรยุทธหรือผู้ฝึกตน เป็ผู้บ่มเพาะวิถี์กล่าวง่ายง่ายก็คือเป็คนที่มีความสามารถเหนือธรรมดา
ในโลกใบนี้ผู้คนมากมายถูกแบ่งแยกออกเป็หลากหลายระดับแตกต่างกันออกไปคนธรรมดา และก็ผู้บ่มเพาะ
ผู้บ่มเพาะคือผู้ที่ใช้พลังฟ้าดินในการบ่มเพาะเคล็ดวิชาของตนเองก่อกำเนิดกลายเป็พลังพวกเขามีความสามารถเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็พลังหรือแม้กระทั่งอายุขัยเองก็สามารถอยู่ได้นานกว่าคนธรรมดาหลายเท่า
“ ผู้บ่มเพาะไม่ค่อยเห็นนะในเมืองเล็กๆของอาณาจักรเพลิงกลับมีผู้บ่มเพาะเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ด้วย เ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรอเหล่ากุ้ย ” จางอี้หันไปถาม
ขอทานเฒ่ายกมือขึ้นมาลูบปลางคางพยักหน้าขึ้นลง “ ไม่ใช่เื่ของพวกเรา ”
“ ก็จริงผู้บ่มเพาะมีฐานะสูงส่งพวกมันถูกยกย่องจากผู้คนมากมายจะมาใช้ชีวิตลำบากลำบนกับพวกเราได้อย่างไร ”
“ เอาละต้องเดินทางแล้ว ” ขอทานเฒ่าลุกขึ้นแล้วค่อยเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้
จางอี้ั้แ่ใช้ชีวิตสิบหกปีที่ผ่านมาตัวของเขาใช้ชีวิตร่อนเร่ไปวันๆ
ในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าตนเองร่อนเร่เลยไปเพื่ออะไรไม่ลงหลักปักฐานที่ไหนสักแห่งได้แต่ใช้ชีวิตตามขอทานเฒ่าผู้นี้ที่เป็คนเก็บตนเองก็มาเลี้ยงดูั้แ่ยังเล็ก
พวกขอทานส่วนใหญ่เองก็จะมีเขตของตนเองพวกมันจะอาศัยอยู่ตามเมืองต่างๆลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงแต่ว่าตัวของพวกเขาทั้งสองตอนนี้เป็เพียงแค่ขอทานเร่ร่อนเท่านั้น
เดินออกมานอกเมืองเล็กๆแห่งนั้นจางอี้บ่นพึมพำขึ้น “ เหล่ากุ้ยพวกเราจะเดินทางอีกแล้วงั้นรึตอนนี้เมืองแห่งนี้พวกเราอยู่เพียงแค่สองวันที่ผ่านมาพวกเราไม่เคยอยู่เมืองแห่งใดเกินถึงเจ็ดวันเลยนะ ”
“ อย่าบอกนะว่าเ้ากำลังหนีบางอย่างอยู่ ” จางอี้ถามขอทานเฒ่าที่เดินนำหน้าอยู่
“ จะเป็แบบนั้นได้อย่างไรละ เ้าเนี่ยถามมากความจริงๆก็เห็นอยู่ว่าภายในเมืองไม่ค่อยมีผู้คนให้เงินพวกเราก็ต้องย้ายสิ ” ขอทานเฒ่าหันมาตอบ
“ เอาละเดินทางเข้าไปภายในสถานที่แห่งนั้นผ่านป่านี้ไปก็จะถึงเมืองอีกเมืองหนึ่งแล้วแต่ว่ามองจากเวลาคงจะต้องหยุดพักในป่าหนึ่งคืน ”
ผ่านเข้ามาภายในป่าที่หนาวเหน็บใต้พื้นฟ้าท้องนภาสีดำสนิท ยามนี้ภายในป่าเล็กๆที่อยู่นอกเมืองเต็มไปด้วยความเงียบสงัด
อากาศหนาวเย็นกัดกินร่างกายของขอทานทั้งสองที่สวมใส่เสื้อผ้าบางเฉียบ ในตอนนี้กองเพลิงกองเล็กๆถูกจุดขึ้นเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นใต้แสงไฟของกองเพลิงนี้ขอทานทั้งสองนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
จางอี้ก็ทำเช่นทุกครั้งนอนอยู่ใต้ต้นไม้แหงนมองท้องนภายามราตรี ก่อนที่จะมีคำถามหนึ่งถามขึ้นมา “ นี่เหล่ากุ้ยโลกเบื้องบนเป็ยังไงอย่างนั้นหรอรู้หรือเปล่า ”
โลกใบนี้มีถูกแบ่งแยกออกเป็สองส่วนโลกเบื้องบนและโลกเบื้องล่างมันเกิดขึ้นจากในอดีต ทำให้ภายในสถานที่แห่งนี้ถูกแบ่งแยกออกเป็สองภพ
ภพเบื้องล่างแล้วก็ภพเบื้องบนกำหนดเป็โลกสองโลกภายในโลกด้านล่างที่ที่เขาอยู่
มันเป็เหมือนกับโลกที่มีผู้ฝึกฝนระดับเริ่มต้นมากมายอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
ภายในโลกเบื้องล่างคนที่เป็คนธรรมดาจะมากมายที่สุดส่วนโลกเบื้องบนกล่าวว่ามีผู้ที่มีสายเืบริสุทธิ์ของผู้สร้างโลกอาศัยอยู่มากมาย
มันจึงทำให้โลกเบื้องบนเต็มไปด้วยผู้ที่มีความสามารถกล่าวว่าเป็ประหนึ่งเทพเซียนก็ไม่ผิด
มีมนุษย์เบื้องล่างที่บ่มเพาะระดับพลังของตนเองมากมายจนขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดท้ายก็สามารถขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนได้ สำหรับผู้คนมากมายภายในโลกเบื้องล่างเบื้องบนเหมือนกับสรวง์ที่ตนเองไม่สามารถจินตนาการถึงได้
เหล่ากุ้ยไม่ตอบอันใด เหม่อมองกองไฟด้านหน้าพร้อมกับใช้ท่อนไม้แห้งในมือเขี่ยเพลิงให้มันลุกไหม้
“ โลกเบื้องบนก็เหมือนโลกเบื้องล่างเนี่ยแหละไม่มีอะไรแตกต่างหรอก แตกต่างเพียงแค่ผู้คนผู้คนภายในโลกเบื้องบนก็หยิ่งยโสมากกว่าเพราะมีสายเืบริสุทธิ์ของผู้สร้างโลกแต่ก็ไม่ใช่ว่ามีแต่คนเช่นนั้น ”
“ เ้ารู้ด้วยงั้นหรอรู้ได้ยังไง ” จางอี้มองเหล่ากุ้ย
เหล่ากุ้ยเงยหน้าของตนเองขึ้นมาในครั้งนี้ใบหน้าของขอทานเฒ่าที่มักจะปรากฏรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาแปรเปลี่ยนไป
จางอี้ก็มองเห็นใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงนั้นจนรู้สึกว่าประหลาด ปกติแล้วเหล่ากุ้ยมักจะแสดงรอยยิ้มออกมาจากบนใบหน้าอยู่บ่อยครั้งไม่ค่อยเห็นในยามที่จะแสดงใบหน้าเคร่งเครียดแบบนี้
เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งเครียดของชายชราขอทานน้อยก็เอ่ยถามขึ้น “ มีอันใดหรือไม่เหตุใดจึงแสดงใบหน้าเช่นนั้น? ”
“ คือว่า… ” ในยามที่ขอทานเท่ากำลังจะหลุดพูดออกมาอยู่อยู่ก็มีบางอย่างที่แปลกออกไป
ความกดดันของห้วงพลังแปรผันออกมามันก่อกำเนิดกลายเป็ก้อนพลังจำนวนมากที่พุ่งทะยานเข้ามาหาร่างกายของพวกเขาทั้งสอง
จางอี้ที่ไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวรยุทธหลังจากโดนห้วงพลังนั้นทะลวงเข้าใส่ร่างกาย ร่างกายตอบสนองอย่างรวดเร็วสั่นสะท้านจนไม่สามารถขยับได้
รู้สึกราวกับว่าหัวใจของตนเองนั้นกำลังจะโดนบีบอัดนี่เป็ครั้งแรกที่รู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งแบบนี้
เดินทางไปมากมายเคยพบเห็นผู้แข็งแกร่งในฐานะผู้บ่มเพาะมาไม่น้อยแถมยังเคยเห็นพวกสัตว์อสูรผ่านตามมาด้วยแต่ในตอนนี้ความรู้สึกแบบนี้มันเกินจะบรรยาย
จางอี้ยกมือขึ้นมาจับกุมหน้าอกของตนเองฟันภายในปากกัดกระทบกันแน่นใบหน้าของขอทานน้อยเต็มไปด้วยเหงื่อ ลมหายใจเองก็หายใจทีรรวยยังไม่เป็จังหวะ
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นปรากฏขึ้นบริเวณด้านหลังของทั้งสอง หนึ่งชายชราหนึ่งเด็กหนุ่มหันไปมองเป็ตาเดียว
เมื่อหันไปมองแล้วสิ่งที่พบเห็นก็คือ สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์หุ่นศิลาหินที่มีขนาดเทียบเท่ามนุษย์ก้าวเดินออกมาจากมุมมืดร่างกายถูกสะท้อนภายใต้แสงของกองเพลิง
มันเป็หุ่นนักรบหินสีดำสนิทภายในมือมีกระบี่เล่มหนึ่งถือเอาไว้บ่งบอกได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป
เหล่ากุ้ยะโขึ้นภายใต้แรงกดดันมหาศาลกับสามารถขยับได้บ่งบอกว่าชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดามองตรงไปยังหุ่นสิราหินนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด “ นี่มัน สัตว์อสูรงั้นรึ? ไม่สินี่มันสมบัติตกทอดจากยุคโบราณระดับราชันย์ สายเืา ”
“ แย่แล้ว!!! เสี่ยวอี้!!! วิ่งหนีไป!!! ”
จบบท
ฝากกดติดตามด้วยครับ