ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 18 สถานการณ์ไม่ปกติ
ทั้งสี่คนรวมถึงมาคัสเมื่อได้ฟังคำพูดของเคนก็นิ่งเงียบกันไปครู่ใหญ่ ทุกคนรู้ว่านี่เป็สมมติฐานที่มีช่องโหว่อยู่มาก แต่เบาะแสที่ได้มาไม่ใช่เื่ไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน
ไม่ว่าสิ่งที่เคนคิดจะเป็เื่จริงหรือไม่ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่มันอาจจะเป็พื้นที่กบดานของคนบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับแคนซัสในทางใดทางหนึ่งก็เป็ได้
ไม่ว่าเื่ราวจะเป็อย่างไร พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินทางไปจุดนั้นด้วยตัวเอง
มาคัสจึงบอกให้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อนแล้วค่อยเดินทางออกจากเมืองั้แ่เช้าตรู่
พวกเขาทั้งเดินทางทั้งสืบหาเื่ราวกันอย่างหนักใน่หลายวันมานี้ ควรจะพักผ่อนให้พอก่อนลุยงานอีกครั้ง
อีกอย่างพื้นที่รกร้างในส่วนที่ต้องเดินทางไปในครั้งนี้มีความอันตรายมากยิ่งกว่าพื้นที่รกร้างระหว่างเมืองไปมากทีเดียว มีทั้งกลุ่มโจรน้อยใหญ่ และเหล่าสัตว์อสูรที่ไม่ได้ถูกกวาดล้าง
การเดินทางไปที่นั่นยามค่ำคืนจึงเป็เื่อันตรายมากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับพวกเขาที่ไม่ชำนาญพื้นที่แถบนี้
-----------------------
วันต่อมา เวลาเที่ยงวัน
กลุ่มของมาคัสทั้งห้าคนเลือกเดินเท้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง C-48 ส่วนรถที่นำมาจากตระกูลได้ฝากไว้กับกลุ่มบริษัทรักษาความปลอดภัยภายในเมือง
สำหรับเมืองขนาดกลาง การมีรถยนต์เข้าออกเมืองเพื่อเดินทางไปยังที่ต่างๆ นั้นเป็เื่ปกติมาก จนเกิดเป็ธุรกิจหนึ่งในเครือบริษัทรักษาความปลอดภัยขึ้นมา
การเดินเท้าเป็ไปได้ด้วยดี ่แรกเป็พื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยฝุ่นทรายสีเหลือง
แต่เมื่อเดินทางไปร่วมชั่วโมง ก็เริ่มมีพืชพรรณนานาชนิดให้เห็น ยิ่งมุ่งหน้าลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ ต้นไม้รอบข้างก็ยิ่งอยู่ชิดติดกันมากขึ้นเท่านั้น กลายเป็ป่าหนาทึบที่พระอาทิตย์ส่องแสงลงมาไม่ทั่วถึงเท่าใดนักแม้จะเป็เวลาเที่ยงก็ตาม
มีสัตว์อสูรระดับต่ำประปรายระหว่างทาง แต่พวกมันก็เลือกที่จะหนีไปแทนที่จะเข้ามารบกวน เพราะผู้นำในการเดินทางครั้งนี้เป็ถึงอเวกระดับห้า
“จากแผนที่น่าจะเป็แถวนี้ น่าเสียดายที่ไม่สามารถชักชวนพ่อค้าผู้นั้นให้มาชี้จุดที่ชัดเจนกว่านี้ได้ เราคงต้องลองหาทางไปต่อดู”
เมลิกมองแผนที่ในมือพร้อมกับหันมองต้นไม้รอบข้าง ตอนนี้เขาแทบไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่บริเวณนี้ได้เลย
“อืม ถ้าต้นไม้พวกนี้ไม่ได้ชักนำให้เราหลงทิศ ก็คงต้องมุ่งตรงต่อไปด้านหน้านี้แหละ” เคนกล่าวตอบรับ
ทั้งห้าหยุดฝีเท้าแล้วมองไปรอบๆ ตอนนี้พวกเขาเดินทางเข้ามาลึกพอสมควร อีกไม่นานคงใกล้ถึงจุดที่กลุ่มพ่อค้ากลุ่มนั้นถูกปล้นโจมตี
ขณะที่ทุกคนกำลังรอสัญญาณจากมาคัส ตัวมาคัสเองก็ยืนนิ่ง หน้านิ่วคิ้วขมวด
“แปลก” คำพูดเพียงหนึ่งคำหลุดออกมาจากปากของมาคัส
ทุกคนหันมามองมาคัสกันเป็ตาเดียว นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาเห็นมาคัสแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมาั้แ่เข้าพื้นที่รกร้าง
“เงียบเกินไป ปกติแล้วข้าจะััได้ถึงสัตว์อสูรป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ ขณะเดินทาง สุดท้ายก็จะหนีออกไปเองเมื่อมันััได้ถึงอันตรายจากพวกเรา”
“แต่ครั้งนี้......เหมือนกับว่าไม่มีสัตว์อสูรอยู่ละแวกนี้เลย ทั้งๆ ที่เป็ส่วนลึกในป่า”
คำพูดของมาคัสทำให้ทุกคนต้องหันไปมองรอบๆ อีกครั้ง
จริงดังว่า ภายในป่านั้นเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงของสัตว์อสูรจากที่ไกลๆ ด้วยซ้ำ
“สถานการณ์เช่นนี้......หมายความว่าอย่างไรหรือท่านหัวหน้าตระกูล?” เคนที่มีประสบการณ์ชีวิตน้อยที่สุดเอ่ยถามออกมาด้วยเสียงแ่เบาราวกับกระซิบ
มาคัสไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกไป ยังคงขมวดคิ้วอยู่เช่นเดิมเหมือนกำลังตั้งสมาธิกับอะไรบางอย่างอยู่
จึงเป็มาร์ลที่ให้คำตอบออกมาแทน
“เป็ไปได้หลายอย่าง อาจจะมีสัตว์อสูรระดับสูงเป็เ้าอาณาเขต มีกลุ่มคนมากวาดล้างสัตว์อสูรไปแล้วก่อนหน้านี้ หรืออาจจะเป็เหตุการณ์อื่นซึ่งไม่ว่าจะเป็เพราะเหตุใด ก็นับว่าเป็เหตุการณ์ที่ไม่ปกติทั้งนั้น”
ปากก็พูดไป แต่มือของมาร์ลก็ไม่อยู่นิ่ง ควานจับไปที่อาวุธของตนพร้อมกับมองสถานการณ์โดยรอบอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเคนได้ยินดังนั้น เขาก็เริ่มตระหนักรู้ถึงสิ่งที่อาจจะต้องเผชิญ หยิบอาวุธขึ้นมาถือไว้ทันที
แม้ตระกูลพีไรซ์จะมีเพียงแค่วิชากระบวนท่ามือเปล่า แต่การที่มีอาวุธอยู่ในมือก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ได้นิดหน่อยสำหรับอเวกระดับสามอย่างเคน
เทียบกับสมาชิกที่มาในครั้งนี้ถือว่าตัวเขาเป็คนที่มีระดับพลังต่ำที่สุด เพราะนอกจากหัวหน้าตระกูล อีกสามคนที่เหลือก็เป็อเวกระดับที่สี่กันหมด แต่เพราะไหวพริบของชายคนนี้ก็ไม่ธรรมดา มาคัสจึงมอบหมายให้เขามาเสริมทีมในครั้งนี้ด้วย
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรกันทั้งสิ้น ทั่วบริเวณสงบเงียบ
เงียบอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงลมพัดในลักษณะแปลกๆ เสียงใบไม้แห้งที่ถูกกดทับ เสียงกระทบกันของอุปกรณ์บางอย่าง
“พวกมันมาแล้ว” เสียงเย็นเยียบดังออกมาจากปากของมาคัสที่เงียบไปนาน
“วิ่งไปฝั่งขวา! มันจะโอบล้อมพวกเราไม่ได้!” มาคัสะโสั่งก่อนจะพุ่งร่างออกไปเป็คนแรก ก่อนที่ทุกคนจะวิ่งตามออกไปในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที
“พวกมันรู้ตัวแล้ว ทุกคนรวมตัว โจมตีเข้าไปตรงๆ เลย” เสียงะโคำรามก้องดังมาจากส่วนหนึ่งของป่า
ทันใดนั้นบรรยากาศสงบเงียบก็ถูกทำลาย เสียงฝีเท้านับสิบคู่วิ่งตะบึงเข้ามาทางกลุ่มของมาคัสทันที
“หยุดตรงนี้ เตรียมตั้งรับ!” มาคัสหยุดฝีเท้าลงกลางทางแล้วหมุนตัวหันกลับไปยังทิศทางเดิม ตั้งท่าเตรียมต่อสู้
สมาชิกตระกูลพีไรซ์สี่คนที่เหลือก็ตั้งท่าเตรียมปะทะอยู่ด้านหลังหัวหน้าตระกูล
ในลานสายตาของคนทั้งห้า เห็นร่างเกือบสิบร่างกระจายตัวมาจากหลายๆ ฝั่งของป่า ทุกคนล้วนใส่ชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้ม จากท่วงท่าการเคลื่อนไหว เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนเป็อเวกที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็อย่างดี
“พวกนี้ไม่ใช่โจรธรรมดาแล้ว!” คาคัสส่งเสียงลอดผ่านไรฟัน แต่อีกสี่คนที่เหลือล้วนได้ยินกันอย่างชัดเจน
ที่คาคัสพูดออกมาเช่นนี้เป็เพราะชายร่างกำยำในชุดสีน้ำตาลด้านหน้าสุดดันปลดปล่อยแรงกดดันที่เทียบเคียงกับตนเองออกมา
กลุ่มโจรพวกนี้มีอเวกระดับสี่!
นอกจากนี้ กลุ่มคนในชุดสีน้ำตาลเข้มที่เหลืออย่างต่ำๆ ก็ต้องเป็อเวกระดับที่สาม
“มีระดับสี่ถึงสองคน......” เมลิกที่อยู่ด้านข้างกล่าวออกมาเบาๆ เมื่อเห็นกลุ่มคนตรงหน้าพุ่งตัวออกมาจนครบ
นั่นทำให้สมาชิกตระกูลพีไรซ์ทั้งสี่คนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย มีเพียงมาคัสเท่านั้นที่ยังนิ่งเฉยได้อยู่
“ไม่ต้องกังวล ระดับสี่ทั้งสองคนข้าจัดการเอง ส่วนพวกเ้าตรึงพวกที่เหลือเอาไว้ให้ดี” มาคัสกล่าวออกด้วยความมั่นใจ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาชายร่างกำยำตรงหน้า
เมื่อเห็นดังนั้น อีกสี่คนที่เหลือก็มองหน้ากันก่อนจะกระจายตัวกันไปด้านข้าง
ความเร็วของมาคัสในตอนนี้มากกว่าแต่ก่อนไปมาก แม้แต่ในหมู่อเวกระดับห้าด้วยกันก็ยังนับว่าเหนือกว่า
พลังที่ได้มาจากคัมภีร์บ่มเพาะระดับกลางไม่ใช่เื่ล้อเล่น มันไม่ใช่แค่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการฝึกฝน แต่ยังเพิ่มพลังรบให้เหนือกว่าอเวกที่ฝึกฝนวิชาบ่มเพาะระดับต่ำไปอีกหนึ่ง่ใหญ่ๆ
ไม่น่าแปลกใจเลยถ้าได้เห็นอเวกจากเมืองใหญ่หรือจากมหานครบดขยี้อเวกจากถิ่นห่างไกลความเจริญที่มีระดับเดียวกันได้อย่างง่ายดาย นั่นเป็เพราะวิชาบ่มเพาะมันมีระดับที่ต่างกันมากจนเกินไป
ซึ่งวิชาบ่มเพาะพยัคฆ์เมฆานั่นส่งเสริมพลังทุกด้านอย่างสมดุล แม้จะไม่ได้ทรงพลังในด้านไหนเป็พิเศษ แต่เมื่อเทียบกับวิชาบ่มเพาะระดับต่ำ นั่นเท่ากับว่ามันเหนือกว่าในทุกๆ ด้าน
เมื่อรวมเข้ากับเสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดาราที่ได้มาจากบรรพบุรุษ ซึ่งมาคัสสวมใส่ไว้กับตัวตลอดการเดินทาง ความเร็วทุกอย่างเพิ่มขึ้นไปอีกมากทั้งในด้านการเคลื่อนที่และความไวว่องในการโจมตี
เพียงพริบตาเดียว มาคัสก็มาโผล่ตรงหน้าชายร่างกำยำเป็ที่เรียบร้อย
ปัง!
ไม่ต้องมีคำพูดใดเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู มาคัสปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังอันอัดแน่นเข้าใส่ชายตรงหน้าโดยตรง
ด้วยระยะที่ใกล้เกินกว่าจะตวัดมีดยาวในมือได้ทัน มันจึงนำแขนทั้งสองข้างไขว้กันไว้ด้านหน้าตัว เพราะมันจะสามารถป้องกันการโจมตี ทั้งยังใช้มีดฟันโจมตีในจังหวะต่อไปได้ด้วย
แต่เหมือนมันจะคาดการณ์ผิดไปหน่อย พลังหมัดของมาคัสไม่ใช่สิ่งที่จะป้องกันได้ด้วยกายเนื้อของอเวกระดับสี่
“อั่กกก!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้น พร้อมกับเห็นร่างทั้งร่างลอยทะยานไปด้านหลัง แขนขวาของมันบิดเบี้ยวผิดรูป เืไหลออกมาย้อมชุดสีน้ำตาลให้ดูเข้มขึ้นไปอีก