ในขณะที่เอี้ยเสวียนกำลังง่วนอยู่กับการค้นหาวัตถุแห่งชีวิตและวางแผนการทำลายฐานทัพอสูรอย่างเงียบๆนั้น ที่ด่านซีเหมิน แม่ทัพลู่เส้าเทียนได้ดำเนินการตามแผนที่ได้รับจากเอี้ยเสวียนไปแล้วอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่แม่ทัพลู่ได้ดูบันทึกทั้งหมดของเอี้ยเสวียนในบทที่แล้วเขาก็สั่งเรียกประชุมรองแม่ทัพทั้งสี่ทันที การอภิปรายเป็ไปอย่างตึงเครียดแม้จะมีขุนนางบางคนแสดงความกังวลและไม่เชื่อในข่าวแต่แม่ทัพลู่ก็ตัดสินใจเชื่อในสัญชาตญาณของตนและประสบการณ์ของเอี้ยเสวียน
"เราจะดำเนินการตามที่เอี้ยเสวียนแนะนำแต่ทำอย่างระมัดระวัง" แม่ทัพลู่สั่งการ " หลิวไป๋ข้ามอบงานนี้ให้เ้าเตรียมการสร้างค่ายกลรอบจุดผนึกทั้งเจ็ดแต่บอกกับทุกคนว่าเป็การฝึกซ้อมประจำปีเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก"
รองแม่ทัพหลิวไป๋ เคารพแบบทหารก่อนที่จะกล่าวว่า”รับคำสั่งท่านแม่ทัพ”พร้อมทั้งเดินออกไปเพื่อทำตามตำสั่ง
แม่ทัพลู่ใช้เวลาหลายวันในการระดมทรัพยากรและกำลังคนอย่างลับๆพวกเขาเสริมสร้างค่ายกลป้องกันรอบจุดผนึกมารทั้งเจ็ดอย่างเงียบเชียบโดยใช้ข้ออ้างว่าเป็การฝึกซ้อมเพื่อหลอกตาเหล่าอสูรและสายลับที่อาจแฝงตัวอยู่ในเมืองการเสริมกำลังนี้ไม่ได้แค่การเพิ่มทหาร แต่ยังรวมถึงการติดตั้งอักขระป้องกันใหม่ๆที่เอี้ยเสวียนระบุไว้ในแผน
และเพียง 15 วันจากการบัญชาของจักรพรรดิ์ และเป็วันที่20ของภารกิจของเอี้ยเสวียนที่ฐานทัพอสูรกำลังเสริมชุดแรกจากอาณาจักร จำนวน 50,000 นายที่นำโดยแม่ทัพจ้าวรวมถึงนักจารึกอักขระ 9 ดาวทอง 12 คน ก็มาถึงด่านซีเหมินอย่างเงียบเชียบพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันการมาถึงของกองกำลังมหาศาลนี้เป็สัญญาณที่ชัดเจนว่าราชสำนักเริ่มเชื่อในคำเตือนของเอี้ยเสวียนและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึงในขณะเดียวกันก็ทำให้ชาวด่านซีเหมินทั้งมวลเริ่มมั่นใจมากขึ้นโดยเฉพาะบรรดานักจารึกอักขระประจำด่านทั้งหลาย ด้วยมีนักจารึกอักขระ 9 ดาวทองจำนวน12 คนที่มากประสพการณ์มาช่วยในการวางอักขระและปรับปรุงอักขระต่างๆทำให้ทุกอย่างที่วางแผนไว้เสร็จเร็วขึ้น
เมื่อกองกำลังเสริมชุดแรกมาถึงแม่ทัพลู่ก็ทราบทันทีว่าเวลาสำหรับการรอคอยได้หมดลงแล้ว เขาตัดสินใจเริ่มดำเนินการตามแผนที่เอี้ยเสวียนวางไว้ทันทีการเสริมกำลังป้องกันและเตรียมการเชิงรุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการปะทุของสถานการณ์ที่ฐานทัพอสูรโดยม่ทัพลู่ได้สั่งเดินทัพไปซุ่มตามจุดต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้กับทางเอี้ยเสวียนที่กำหนดจุดโจมตีไว้ที่ ูเาใส้ขาด ที่เปนชัยภูมิเปี่ยมอันตรายเพราะเป็หน้าผาสูงชัน ทีทางเดินเส้นเดียว โดยมาทัพลู่ให้ รองแม่ทัพ จางเสี่ยวหลิงและหลี่เหวินหง นำกำลังไปซุ่มไว้ที่หน้าผาทั้งสองข้าง ในขณะที่ แม่ทัพลู่ นำกำลัง10,000 นาย เพื่อเป็หน่วยล่อให้กองทัพอสูรเข้ามาใน ตำแหน่งที่กำหนด
กลับมายังห้องเก็บสมบัติของเทวบุตรจากยมโลก...
เอี้ยเสวียนกำลังง่วนอยู่กับการปลดผนึกชิ้นที่ 3 ใน 5 ขั้นตอนของวัตถุแห่งชีวิตชิ้นที่สามซึ่งเป็ชิ้นสุดท้าย ความรู้สึกถึงพลังงานโบราณที่ไหลเวียนออกมาจากวัตถุเ่าั้ทำให้เขาทั้งตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่เขาไม่รู้เลยคือในขณะนั้น ผึ้งไร้เงาสามตัว ซึ่งเป็อสูรสอดแนมพิเศษได้ลอบเข้ามาในห้องโดยที่พวกเขาไม่ทันสังเกตผึ้งเหล่านี้มีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย โปร่งแสงคล้ายควันและเคลื่อนที่โดยไม่มีเสียงแม้แต่น้อยพวกมันสามารถซ่อนตัวได้แเีจนกระทั่งเอี้ยเสวียนและสหายยังคงอยู่ในมายาของครึ่งคนครึ่งอสูรทำให้ผึ้งไร้เงาเข้าใจว่าเป็อสูรพวกเดียวกัน จึงยังไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ออกไป
จนกระทั่งเมื่อเอี้ยเสวียนปลดผนึกชั้นที่ 3 ของวัตถุแห่งชีวิตชิ้นสุดท้ายสำเร็จคลื่นพลังงานบริสุทธิ์ที่ปลดปล่อยออกมาก็ทำให้ผึ้งไร้เงาทั้งสามตัวสั่นสะท้านพวกมันไม่เคยััพลังงานบริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อนและนั่นก็เป็สัญญาณเตือนภัยที่พวกมันถูกตั้งโปรแกรมไว้ให้ส่งไปทันที"ซี่... ซี่..." เสียงคล้ายกระซิบเบาๆ ดังขึ้นในอากาศเป็สัญญาณเตือนที่ถูกส่งไปยัง เทวบุตรจากยมโลก โดยตรง
แทบจะในเวลาเดียวกัน นางพญามดอัคนี ซึ่งเป็ดั่งสมองส่วนกลางของกองทัพปีศาจก็ได้ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้องไปทั่วทั้งฐานทัพ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงปกติแต่เป็คลื่นจิตที่สั่งการเหล่าอสูรทุกตัวในบริเวณให้พุ่งไปยังห้องเก็บสมบัติทันที!
"ซวยแล้ว!" เอี้ยเสวียนสบถเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องที่ผิดปกติและรู้สึกถึงแรงสั่นะเืที่เพิ่มขึ้นเขาพุ่งตัวเข้าไปยังวัตถุชิ้นสุดท้ายอย่างรวดเร็ว "พวกมันรู้ตัวแล้ว! ไป๋ฮวา!เคลียร์ทาง!"
จิ้งจอกเก้าหางใช้กรงเล็บคมกริบที่แฝงพลังเวทมนตร์ตวัดใส่ผนึกป้องกันสุดท้ายที่ยังคงขวางวัตถุแห่งชีวิตเอาไว้พลังของผนึกแตกกระจายออกไป พร้อมกับเอี้ยเสวียนที่ใช้ เนตรวงแหวนวิเคราะห์โครงสร้างพลังงานของห้อง และ สุริยันจันทรา(ความสามารถในการตรวจจับพลังงานขั้นสูงของเขา) ผสานกันเพื่อค้นหาตำแหน่งที่แน่นอนของวัตถุแห่งชีวิตที่ถูกซ่อนไว้ในผนึกสุดท้าย
ในพริบตา เขาก็คว้า วัตถุแห่งชีวิตทั้งสามชิ้น ออกมาได้สำเร็จ!วัตถุแต่ละชิ้นเปล่งประกายแสงสีเขียว สีทอง และสีเงินซึ่งแต่ละชิ้นให้ััของพลังงานที่แตกต่างกันอย่างลึกล้ำและเมื่อวัตถุทั้งสามถูกรวมกันไว้ในมือของเขาแสงจากวัตถุเ่าั้ก็ส่องสว่างจ้าไปทั่วห้อง
ทันทีที่วัตถุถูกหยิบออก เสียงคำราม ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งฐานทัพประตูเหล็กขนาดมหึมาที่ปิดผนึกห้องเก็บสมบัติกำลังเลื่อนลงมาปิดทางออกอย่างรวดเร็วเสียงเหล็กกระทบกันดังก้องราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายโบราณเอี้ยเสวียนตัดสินใจทันที "หนี! พี่ต้าเสี่ย! ไป๋ฮวา!ใช้เส้นทางที่เราวางแผนไว้!"
พวกเขาทั้งสามพุ่งตัวออกจากห้องเก็บสมบัติก่อนที่ประตูจะปิดลงอย่างสมบูรณ์เพียงเสี้ยววินาทีเสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังระงมปะปนกับเสียงคำรามของเหล่าอสูรที่กำลังพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง
ขณะที่วิ่งหนีตายไปตามทางเดินที่มืดมิดและซับซ้อนเอี้ยเสวียนไม่ลืมที่จะกระหน่ำโยน ลูกปัดหยินหยาง สีดำอมขาวที่เขาซ่อนไว้ในย่ามออกไปอย่างรวดเร็วลูกปัดแต่ละลูกส่องแสงวาบเมื่อัักับอักขระะเิและอักขระไฟที่เขาได้วางเอาไว้ตามจุดสำคัญต่างๆทั่วฐานทัพเมื่อหลายวันก่อนราวกับเขากำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความพินาศไปทั่วทุกหนแห่ง
ตูมมมมมมมมมม!
เสียงะเิกึกก้องตามมาเป็ลูกโซ่ทำให้หอคอยทมิฬทั้งสองแห่งและส่วนต่างๆของฐานทัพเริ่มสั่นะเือย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหวเปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนขึ้นจากภายในอาคารมอดไหม้โครงสร้างที่เคยยิ่งใหญ่ให้ถล่มลงมาเป็เสี่ยงๆ หอคอยแห่งบาปและคำสาป ที่เคยยืนตระหง่านเริ่มปริร้าวเสียงโลหะบิดงอและหินผาแตกหักดังก้องไปทั่วหุบเขา สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงหมอกดำยิ่งทึบขึ้นจากควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ฟ้าแต่กลับมีแสงสะท้อนของเปลวเพลิงสีแดงส้มฉายฉาดให้เห็นเป็ระยะๆแรงะเิต่อเนื่องทำให้พื้นดินสั่นะเื และคลื่นพลังงานปีศาจที่ถูกกักเก็บไว้ภายในูเาไฟก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่เป็ระเบียบทำให้เกิดลมพายุหมุนวนและแสงไฟสีม่วงครามที่น่ากลัว
เทวบุตรจากยมโลก ผู้ที่เพิ่งมาถึงบริเวณห้องเก็บสมบัติเห็นภาพความวินาศสันตะโรตรงหน้าก็โกรธจัดจนร่างสั่นสะท้านพลังงานปีศาจสีดำสนิทพวยพุ่งออกจากร่างของเขาอย่างควบคุมไม่ได้ แผ่รัศมีแห่งความมืดมิดไปทั่วบริเวณดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับเพลิงนรก "บังอาจ! พวกแกมันบังอาจมาก!ทำลายฐานทัพของข้า! ข้าจะบดขยี้พวกแกให้เป็ผุยผง!" เขาคำรามลั่นสั่งให้อสูรทุกตัวออกค้นหาผู้บุกรุกทันที
นางพญามดอัคคีิญญา ซึ่งเป็ผู้รับผิดชอบการควบคุมอสูรทั้งหมดได้ใช้พลังจิตอันน่าสะพรึงกลัวของตน นางส่งคลื่นจิตััไปทั่วทุกซอกมุมของฐานทัพที่กำลังพังทลายความสามารถในการรับรู้ผ่านเครือข่ายจิตของเหล่าอสูร ทำให้ไม่นานนักนางก็ตรวจจับตำแหน่งของเอี้ยเสวียนและสหายทั้งสามที่กำลังหนีตายออกมาจากฐานทัพได้"ทางนั้น! ตามไป! อย่าให้พวกมันหนีรอดไปได้! ล้อมจับพวกมันไว้!"เสียงแหลมสูงของนางดังก้องไปทั่วูเาไฟเป็สัญญาณแห่งการไล่ล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด
กองทัพปีศาจที่เคยประจำการอยู่เบื้องล่างของปราสาทต่างสับสนอลหม่านไปชั่วขณะ แต่ไม่นานนัก พวกมันก็เริ่มเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วอสูรบินนับพันตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามติดเอี้ยเสวียนและสหายอย่างไม่ลดละอสูรบนพื้นดินตัวมหึมากระโจนตามรอยไปอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามของพวกมันดังกึกก้องราวกับจะทำให้แผ่นดินถล่มลง
เอี้ยเสวียนและสหายวิ่งหนีตายไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินผาและรอยแยกพวกเขาพบกับ กับดักใหม่ๆ ที่ถูกกระตุ้นจากการะเิของฐานทัพบางครั้งเป็ลาวาที่ปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน บางครั้งเป็หินที่ถล่มลงมาขวางทางพวกเขาต้องใช้ทั้งความเร็ว ไหวพริบ และความสามารถเฉพาะตัวในการหลบหลีก
"พี่ต้าเสี่ย! ทางนี้!"เอี้ยเสวียนะโบอกเมื่อเห็นรอยแยกแคบๆ ที่สามารถหลบอสูรขนาดใหญ่ได้ต้าเสี่ยกระโจนเข้าใส่รอยแยกนั้นอย่างไม่ลังเลร่างกายที่ใหญ่โตของมันเบียดเสียดผ่านช่องแคบไปอย่างเฉียดฉิวส่วนไป๋ฮวาก็ตัวเล็กพอที่จะตามไปได้ง่ายๆ
อสูรระดับสูงบางตัวปรากฏตัวขึ้นขวางทาง พวกมันเป็อสูรที่ทรงพลังมีพลังเวทมนตร์และพละกำลังเหนือกว่าอสูรธรรมดา เอี้ยเสวียนต้องใช้ อักขระโจมตี ที่ติดตัวมาบ้างเพื่อสร้างกำแพงไฟหรือะเิเล็กๆ น้อยๆ เพื่อถ่วงเวลาส่วนต้าเสี่ยก็ใช้พละกำลังเข้าห้ำหั่นกับอสูรที่เข้ามาใกล้เพื่อเปิดทางให้เอี้ยเสวียนได้วิ่งต่อไปจิ้งจอกไป๋ฮวาบางครั้งก็แปลงร่างเป็นกตัวเล็กๆบินขึ้นไปบนฟ้าเพื่อตรวจสอบเส้นทางด้านหน้า และกลับมาบอกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด
ในขณะที่วิ่งหนี เอี้ยเสวียนยังคงกำ วัตถุแห่งชีวิตทั้งสามชิ้นไว้ในมือแน่น วัตถุเหล่านี้ดูธรรมดาอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อแรกเห็นชิ้นแรกเป็เพียงคัมภีร์โบราณเกี่ยวกับคำสอนที่มีอักขระที่ไม่เข้าใจไม่มีแสงสว่างใดๆชิ้นที่สองเป็เพียงกระบี่ไม้ชิ้นเล็กๆที่ดูเหมือนนักพรตเอาไว้ใช้ในการทำพิธีกรรมและชิ้นที่สามเป็เพียงผลึกสีเงินที่ทึบแสงไม่มีประกายระยิบระยับเหมือนอัญมณีล้ำค่าทั่วไป
แต่เมื่อเอี้ยเสวียนได้ ัั มันอย่างลึกซึ้งผ่านพลังจิตและเนตรหยินหยางเขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
วัตถุชิ้นแรก: คัมภีร์โบราณเกี่ยวกับคำสอนที่อักขระที่ไม่เข้าใจเมื่อัั มันส่งความรู้สึก ให้คนรู้สึกอยากเปิดอ่านเพื่อทำให้ตนบรรลุบางอย่างและคิดว่าเป็วาสนาของตนพลังชีวิตที่บริสุทธิ์ของมันแผ่ออกมาอย่างมหาศาล แต่กลับถูกปกคลุมด้วยม่านพลังงานสีดำจางๆที่ดูดกลืนแสงและพลังงานรอบข้างเอาไว้ราวกับมีบางสิ่งกำลังกัดกินหรือดูดซับพลังของมันอย่างช้าๆมีกระแสความรู้สึกบางอย่างที่พยายามจะ ล่อลวง ให้เขาจมดิ่งลงไปในความสงบสุขนั้น
วัตถุชิ้นที่สอง: กระบี่ไม้ชิ้นเล็กๆเมื่อััมันให้ความรู้สึกเปี่ยมพลังที่สามารถขับไล่ภูตผี และมอบพลังให้กับผู้ แต่มันก็ถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นอายแห่งความมืด ที่พยายามจะบิดเบือนพลังบริสุทธิ์นั้นให้แปดเปื้อนมีเสียงกระซิบเบาๆ คล้ายจะเชื้อเชิญให้เขามอบความมืดมิดให้กับพลังงานอันอบอุ่นนี้เพื่อแลกกับอำนาจที่ไร้ขีดจำกัด
วัตถุชิ้นที่สาม: ผลึกสีเงินทึบแสง เมื่อัั มันให้ความรู้สึก บริสุทธิ์และลึกซึ้งราวกับดวงดาวนับล้านในห้วงอวกาศอันไกลโพ้นพลังงานของมันแผ่กระจายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด แต่ก็ถูกบดบังด้วยหมอกควันสีเทาคล้ายเงาแห่งความสิ้นหวังที่พยายามจะกลืนกินประกายแห่งความหวังนั้น มีความรู้สึกเย็นะเืที่พยายามจะ ชักนำให้เขาปลดปล่อยความรู้สึกด้านลบออกมา
วัตถุเหล่านี้เป็พลังงานที่ตรงกันข้ามกับพลังงานปีศาจที่คละคลุ้งรอบตัวอย่างสิ้นเชิงแต่กลับถูกแปดเปื้อนด้วยบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้มันดูน่าอันตรายอย่างยิ่งเอี้ยเสวียนเข้าใจทันทีว่าทำไมเทวบุตรจากยมโลกจึง้ามันมากเพียงนี้ไม่ใช่แค่เพื่อพลังงาน แต่เพื่อ ปลดปล่อย หรือ ควบคุม พลังอันมหาศาลที่ถูกกักเก็บอยู่ภายในและใช้มันเป็เครื่องมือในการทำลายล้าง
พวกเขาวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิตทิ้งหอคอยคู่ที่กำลังลุกไหม้เป็เปลวเพลิงไว้เื้ัเสียงะเิยังคงดังก้องเป็ระยะๆทำใหู้เาไฟที่เคยเป็ฐานทัพอสูรกลายเป็เพียงซากปรักหักพังที่กำลังจะถล่มลงมา
ระหว่างที่กำลังจัดวางกำลัง ทั้งหมดก็รู้สึกถึงแผ่นดินะเืเมื่อมองไปข้างหน้าคือแสงสีแดงฉานขนาดมหึมาก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตามมาด้วยกลุ่มควันดำทะมึนที่พุ่งสูงเสียดฟ้าราวกับเสาอสูรที่ทิ่มแทงก้อนเมฆเสียงะเิดังตามมาแ่ๆ แม้จะอยู่ไกล แต่แรงสั่นะเืยังคงมาถึงที่นี่ทำให้ทุกคนรู้สึกได้
รองแม่ทัพหลี่เหวินหง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ยังมีความกังวลถึงภัยคุกคามถึงกับขยี้ตาหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ฝันไป
รองแม่ทัพ จางเสี่ยวหลิง ผู้ที่เคยต่อสู้ร่วมกับเอี้ยเสวียนมาถึงกับหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก "ฮ่าๆๆๆ! ข้าเชื่อแล้ว!ข้าเชื่อแล้วว่าไอ้เด็กบ้านี่ชอบเล่นใหญ่! ไม่มีใครรู้จักพ่อดีเท่าลูก!ถึงมีคำเตือนในรายงานว่า 'ให้มันเพลาๆ มือหน่อย อย่าเล่นใหญ่ไปซะหมด' แต่ก็ยังทำถึงขนาดนี้! ไอ้เด็กบ้าเอ้ย!"
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ด่านซีเหมิน แม่ทัพเ้าและบรรดารองแม่ทัพกำลังยืนอยู่บนกำแพงเมืองมองไปยังทิศทางของูเาไฟที่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนบนกำแพงเมือง ปากอ้าตาค้าง ด้วยความตกตะลึงไม่ว่าจะเป็แม่ทัพจ้าว หรือแม้แต่ทหารหาญที่ยืนอยู่ข้างกายทุกคนล้วนมีสีหน้าไม่เชื่อสายตา ในรายงานที่เอี้ยเสวียนส่งมานั้นมีเพียงการระบุถึงแผนการโจมตีฐานทัพอสูรแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าผลลัพธ์จะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
"นั่น...นั่นมัน..." รองแม่ทัพหลิวไป๋ผู้ที่เคยผลักจดหมายของเอี้ยเสวียนออกด้วยความไม่เชื่อในตอนแรก ถึงกับพูดไม่ออกน้ำลายแทบไหล
รองแม่ทัพเหวยจิ้น เองก็ยืนนิ่งงันไปพักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ สูดหายใจลึกๆและถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ดวงตาของเขามองไปยังภาพเปลวเพลิงที่กำลังมอดไหม้หอคอยปีศาจก่อนจะหันไปมองหน้าบรรดารองแม่ทัพที่ยังคงตกตะลึง
"เตรียมกำลังพล!" แม่ทัพจ้าวสั่งการเสียงดังแววตาของเขามุ่งมั่นกว่าที่เคย "ให้หน่วยสอดแนมออกไปประเมินสถานการณ์ทันที!และเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็วให้พร้อม! ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะต้องเข้าสนับสนุนแนวหน้าให้เร็วที่สุดให้เร็วที่สุด!