ร่างกายของซูฉินโอนเอนเล็กน้อย ราวกับผักตบชวาลอยน้ำ สีหน้าที่เคยมีเืฝาดค่อยๆ ซีดขาวทีละน้อย
เดิมทีก็ดูร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งดูบอบบางน่าสงสารยิ่งกว่าเดิม
เสิ่นม่านซูย่อมไม่อยากให้มารดาโกรธเคือง นางจึงรีบพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย จากนั้นก็หันหลังกลับไปยังทางแยก พาป้านเซี่ยกับเจ๋อหลันตั้งใจจะจากไป
ซูฉินยืนอ่อนแอตรงนั้นอยู่นาน แต่สองแม่ลูกกลับไม่เหลียวแลแม้แต่น้อย
นางโกรธจนแทบะเิโทสะ
ท้ายที่สุดซูฉินมองแผ่นหลังของเสิ่นม่านซู กัดฟันแน่น ก่อนจะยกชายกระโปรงขึ้นแล้วเร่งฝีเท้าตามไป นางอยากรู้ว่าองค์ชายเจ็ดพูดไว้เช่นไรกันแน่…
เสิ่นม่านซูไม่มีอารมณ์จะสนใจซูฉิน นางหันไปบอกเจ๋อหลัน “กันนางไว้ อย่าให้นางมารบกวนข้า”
“เ้าค่ะ”
จากนั้นเสิ่นม่านซูก็พาป้านเซี่ยกลับเข้าเรือน แล้วมุ่งหน้าไปยังประตูหลังในทันที
ป้านเซี่ยเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น เอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น “คุณหนู เราจะไปที่ใดกันหรือเ้าคะ”
“เรือนว่านโซ่ว” เสิ่นม่านซูตอบพลางเดินไปตามทางลัดหลังเรือนอย่างชำนาญ
ป้านเซี่ยงุนงงยิ่งนัก
ไม่ใช่ว่าเพิ่งไปมาหรือ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยังไม่ทันพักผ่อน สาวใช้คนสนิทนามชิวเย่ว์เห็นว่าเสิ่นม่านซูหวนกลับมาอีกครั้งก็ถึงกับชะงัก
“คุณหนูสาม?”
“ข้ามีเื่เร่งด่วนอยากบอกท่านย่า”
เสิ่นม่านซูตัดสินใจแล้ว เื่นี้ต้องจัดการขณะยังร้อนอยู่
ซูฉินที่สามารถวางแผนจนเ้าของร่างเดิมต้องตาย ไม่ว่าอย่างไรย่อมไม่ใช่คนดี
หากปล่อยให้งูพิษเช่นนี้นอนข้างกายท่านย่า หรืออยู่ในจวนแม่ทัพ เสิ่นม่านซูย่อมไม่อาจวางใจได้
นางไม่ห่วงทางฝั่งของบิดามารดา เพราะทางที่น่ากังวลที่สุดคือฝั่งของท่านย่าต่างหาก
เพราะท่านย่าถูกซูฉินหลอกลวงเื่เดิมอยู่นาน
เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของเสิ่นม่านซู ชิวเย่ว์จึงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“คุณหนูสามรอสักครู่ บ่าวจะไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่าให้เ้าค่ะ”
“ขอบคุณพี่ชิวเย่ว์มาก”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นแม้จะอ่อนล้า แต่เมื่ออายุมากแล้ว ก็ใช่ว่าจะหลับได้ทันที
นางเอนกายพักอยู่บนตั่งนุ่ม พลันได้ยินชิวเย่ว์เข้ามารายงาน
หวนกลับมาเช่นนี้ ย่อมต้องมีเื่สำคัญ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง มือหนึ่งกำสายประคำพลางเอ่ยขึ้น “ให้นางเข้ามา”
เสิ่นม่านซูเข้าไปแล้วก็เอ่ยอย่างอ่อนโยนและว่าง่าย “ท่านย่า เมื่อครู่น้องสาวดึงม่านซูไว้พูดอยู่พักใหญ่ ม่านซูพลันนึกถึงเื่หนึ่ง คิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ จึงมารบกวนท่านย่า หวังว่าท่านย่าจะช่วยชี้ทางให้ม่านซูเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเอ่ยถามด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เื่ใดหรือ”
“ก่อนหน้านี้ม่านซูคิดสั้นเพราะอยากแต่งกับองค์ชายเจ็ด ด้วยเกรงว่าทุกคนจะไม่เห็นด้วย จึงคิดจะใช้ความตายบีบบังคับ แต่ในตอนแรก ม่านซูเตรียมผ้าขาวไว้แล้ว”
มือที่กำสายประคำของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นชะงักเล็กน้อย
เสิ่นม่านซูเงยหน้าเอ่ยต่อ “แต่น้องสาวกลับบอกว่าการกลืนทองจะได้ผลดีกว่า”
“เหลวไหล!” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นโกรธจัด ถึงกับขว้างสายประคำลงพื้นข้างกาย
เสิ่นม่านซูก้มหน้าเอ่ยด้วยเสียงสำนึกผิดอย่างยิ่ง “ท่านย่า ตอนนั้นหลานโง่เขลายิ่งนัก จึงแยกแยะดีชั่วไม่ออก ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วท่านย่า ท่านพ่อ และท่านแม่คิดเพื่อหลานทั้งสิ้น”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองหลานสาวอยู่นาน ก่อนจะกล่าวช้าๆ “เ้ารู้เช่นนี้ก็ดีแล้ว แม้์จะลิขิตวาสนาของคนไว้แล้ว แต่หากใช้สุรุ่ยสุร่าย วันหนึ่งก็ย่อมหมดลง”
เสิ่นม่านซูรีบพยักหน้าเห็นด้วย
เื่นี้จริงอย่างยิ่ง สุดท้ายนางเอกในเื่เดิมก็ทำลายตนเองเสียเปล่า
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นโบกมือให้เสิ่นม่านซูออกไป จากนั้นจึงหันไปถามสาวใช้คนสนิท
“ชิวเย่ว์ เ้าว่าผ้าขาวกับการกลืนทองต่างกันอย่างไร”
ชิวเย่ว์ที่ได้ยินเื่นี้เดิมทีก็ใจเต้นแรงอยู่แล้ว เมื่อถูกถามก็เม้มปากแน่น ก่อนจะตอบเสียงเบา “อย่างหนึ่งช่วยได้ง่าย แต่อีกอย่างช่วยได้ยากเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพยักหน้ากล่าว “ที่แท้ก็เป็เพราะเื่นี้เองที่ทำให้ซูเอ๋อร์ตาสว่าง”
พอนึกถึงซูฉิน แววตาของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็เ็าในทันที
ไม่ว่าจะเป็ใคร หากจริงใจกับคนผู้หนึ่งถึงเพียงนั้น แต่กลับได้รับผลลัพธ์เช่นนี้ ย่อมไม่มีทางสบายใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเอนกายพิงเบาะนุ่ม ก่อนจะเอ่ยเสียงแ่เบา “เดิมทีก็ไม่อยากให้นางไปพัวพันกับองค์ชายเจ็ด...”
ชิวเย่ว์ไม่พูดอะไร เพียงช่วยจัดผ้าห่มให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นอย่างเอาใจใส่
เรือนว่านโซ่วพลันเงียบสงบไปชั่วขณะ
ทางด้านเสิ่นม่านซู เมื่อกลับถึงเรือนของตน เจ๋อหลันก็เล่าให้ฟังว่า ซูฉินจะบุกเข้ามา เจ๋อหลันจึงผลักนาง ทำให้นางล้มก้นจ้ำเบ้าไปกับพื้น...
สุดท้ายซูฉินจึงร้องไห้วิ่งหนีไป
เจ๋อหลันอธิบายอย่างเคร่งขรึม
“คุณหนู บ่าวไม่ได้ออกแรงเลยนะเ้าคะ”
หากนางออกแรงจริง คงไม่ใช่แค่ล้มลงง่ายๆ เช่นนั้น
เสิ่นม่านซูพยักหน้าอย่างเรียบเฉย ตอนแรกที่นางทิ้งเจ๋อหลันไว้ขวางทาง ก็ไม่ได้คิดจะไว้หน้าซูฉินอยู่แล้ว
ป้านเซี่ยที่อยู่ด้านข้างพูดแทรก “นางต้องร้องไห้ไม่สวยเท่าคุณหนูแน่นอนเ้าค่ะ!”
เสิ่นม่านซู “…”
ในเมื่อตอนนี้เื่ของซูฉินกับองค์ชายเจ็ดเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ต่อไปซูฉินคงต้องขายความน่าสงสารสารพัดกระมัง แต่ไม่เป็ไร ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นอคติต่อซูฉินแล้ว ต่อให้อีกฝ่ายจะก่อเื่วุ่นวายอย่างไร ก็คงพลิกสถานการณ์ได้ไม่มากนัก
หากองค์ชายเจ็ดไม่แต่งงานกับซูฉิน นางก็คงอยู่ในจวนแม่ทัพได้อีกไม่นาน
เสิ่นม่านซูเท้าคางอย่างครุ่นคิด เื่ที่ทำให้นางกังวลก็คือ…ต้นขาทองคำไป๋ชอบขนมที่นางส่งไปหรือไม่นะ
หลังจากอ่านตำราแพทย์อยู่ครึ่งค่อนวัน ไป๋ซิวจิ่นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ก่อนจะเรียกไป๋จี๋ให้นำของว่างมา
ไป๋จี๋ขานรับแล้วรีบนำของว่างเข้ามาในทันที
ทว่าไป๋ซิวจิ่นเพิ่งกัดไปหนึ่งคำ คิ้วงามก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ัันี้ไม่ถูกต้อง หรือจะพูดให้ชัดคือรสััไม่อร่อยเท่าตอนกลางวัน
เขาวางลงเงียบๆ แล้วกล่าวกับไป๋จี๋ว่า “เอาของว่างไปที่ครัว ถามดูว่าใครทำขนมชนิดนี้ได้บ้าง”
“ทั้งหมดเลยหรือขอรับ” ไป๋จี๋ถามทันที
คิ้วของไป๋ซิวจิ่นกระตุกเล็กน้อย “เ้ากินได้สองสามชิ้น”
“ขอรับ!”
ไป๋จี๋ซึ่งหงุดหงิดมาทั้งบ่ายก็อารมณ์ดีขึ้นในที่สุด
เขาถือกล่องอาหารออกไปพลางรีบหยิบขนมชิ้นหนึ่งใส่ปาก
ก็อร่อยดีนี่นา โดยเฉพาะแป้ง ไม่รู้ใส่อะไรลงไปถึงหอมหวานเป็พิเศษ
ไส้ก็เช่นกัน กัดเข้าไปแล้วความนุ่มละมุนกระจายอยู่ในปาก
ไป๋จี๋กินไปโดยไม่รู้ตัว หนึ่งชิ้น…อีกหนึ่งชิ้น…แล้วก็อีกหนึ่งชิ้น…
พอเดินมาถึงหน้าครัว เขาล้วงมือเข้าไปในกล่อง ใบหน้าหล่อเหลาก็เปลี่ยนไปทันที
แย่แล้ว! เขากินหมดแล้ว!
จะทำอย่างไรดี!
คุณชายตั้งใจจะให้คนในครัวเรียนรู้เพื่อจะได้กินขนมนี้อีก แต่เขากินขนมหมดแล้ว จะเอาอะไรไปให้เรียนละ!
ไป๋จี๋ไม่กล้าเข้าไปในห้องครัว รีบหมุนตัวกลับไปหาไป๋จื่อที่เพิ่งจัดการงานเสร็จ แล้วลากอีกฝ่ายเข้าไปในห้องด้านข้าง
ไป๋จี๋ทำหน้าราวกับจะร้องไห้ “ไป๋จื่อ เื่นี้เร่งด่วนและแสนสาหัสยิ่งนัก เ้าต้องช่วยข้านะ!”
“เ้าไปก่อเื่อะไรมาอีกละ”
“เ้านายบอกว่าขนมเย็นแล้วไม่อร่อย ให้ข้าเอาไปให้พวกพ่อครัวเรียนรู้ บอกว่าข้ากินได้สองสามชิ้น แต่ข้า…กินเพลินไปหน่อย จึงกินจนหมดเลย”
ไป๋จื่อเห็นเศษขนมที่มุมปากของไป๋จี๋ก็คิ้วกระตุก เขาพูดอย่างจนใจ “เช่นนั้นก็ไปสารภาพผิดกับนายท่านเสียเถอะ”
“ไม่ได้เด็ดขาด! ครั้งก่อนข้าทำผิด นายท่านให้ข้าขี่ม้าทั้งวันทั้งคืนเพื่อไปซื้อถังหูลู่[1]หนึ่งไม้กลับมาเชียวนะ”
ประเด็นคือห้ามละลายด้วย!
ตอนนั้นพอกลับมาถึง ม้าที่เขาควบไปก็เหนื่อยแทบขาดใจ แม้แต่ปากของเขายังถูกลมพัดจนแทบปิดไม่ลง ทว่าสุดท้ายถังหูลู่ก็ยังละลาย เขาจึงถูกลงโทษให้เฝ้าประตูอีกครึ่งเดือน
ช่างเป็อดีตที่เขาไม่อยากหวนนึกถึง...
ไป๋จื่อมองกล่องอาหารก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้นยังมีอีกวิธีหนึ่ง”
[1] ถังหูลู่ หมายถึง ผลไม้เสียบไม้เคลือบน้ำตาลกรอบ มักทำจากผลซานจา เป็ของกินเล่นยอดนิยมของจีน