“คุณเจียงโม่หลานครับ ‘ผมรักคุณ’ นายหวังเจียนหยุนคนนี้อยากเป็นคนรัก และอยากแต่งงานกับคุณครับ” หวังเจียนหยุนคุกเข่าแล้วยื่นดอกกุหลาบในมือไปตรงหน้าเจียงโม่หลาน
เจียงโม่หลานตกใจกับการกระทำของชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อทบทวนคำพูดของเขาให้ชัดๆ เธอก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา คำพูดที่เธออยากได้ยินมาตลอดมันไพเราะอย่างนี้นี่เอง “ยินดีค่ะ ฉันยินดีเป็นคนรักของคุณ และฉันยินดีที่จะแต่งงานกับคุณค่ะ หวังเจียนหยุน”
เสียงโห่ร้องยินดีของนักศึกษาดังไปทั่วมหาวิทยาลัย มีเพียงหวังลี่ปิงและเซี่ยเหอซวนเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะพวกเขาเพิ่งเดินออกมาจากคณะ จึงไม่ทันได้เห็นว่าเมื่อครู่มีเรื่องราวสุดโรแมนติกเกิดขึ้นที่หน้ามหาวิทยาลัย และหวังลี่ปิงก็ไม่รู้เลยว่าผู้ชายสุดโรแมนติกที่เพื่อนนักศึกษาเพิ่งพูดถึงคือพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเธอ
“สหาย” หวังลี่ปิงเรียกสหายหญิงคนหนึ่ง “ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นเหรอ ฉันได้ยินเสียงเพื่อนนักศึกษาตะโกนแสดงความยินดี”
“เมื่อกี้มีคนมาสารภาพรักกับอาจารย์เจียงน่ะ มันน่ารักมาก”
“อาจารย์เจียงโม่หลานจากคณะเศรษฐศาสตร์น่ะเหรอ”
“อืม อาจารย์เจียงคนนั้นนั่นล่ะ” เพื่อนนักศึกษาตอบคำถามเสร็จก็เดินไปสมทบกับเพื่อนคนอื่น
หวังลี่ปิงหันไปยิ้มให้กับเซี่ยเหอซวนอย่างคาดหวัง “ฟังดูแล้วเป็นการกระทำที่กล้าหาญมากเลยนะคะเหอซวน ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับฉัน ฉันคงทำตัวไม่ถูกเหมือนกันค่ะ”
เซี่ยเหอซวนเข้าใจความหมายของหวังลี่ปิง แต่เขาก็ได้แค่ยิ้มและนึกเหยียดหยามผู้ชายคนนั้นอยู่ในใจ มีแต่ผู้ชายที่ไม่รักศักดิ์ศรีเท่านั้นล่ะที่จะยอมคุกเข่าให้ผู้หญิง เขาไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่นอน
หวังลี่ปิงไม่ได้รับคำตอบจากชายหนุ่ม แต่เธอก็ไม่ได้นึกเคือง เพราะเธอกับเขาเพิ่งอยู่ในช่วงทำความรู้จักกันเท่านั้น เวลาข้างหน้ายังอีกยาวไกล เอาไว้เมื่อเขารักเธอจนสุดหัวใจเมื่อไหร่ เรื่องโรแมนติกที่ทุกคนพูดกันอาจจะเกิดขึ้นกับเธอก็ได้
“วันนี้เราจะไปที่ไหนกันดีคะ” หวังลี่ปิงเปลี่ยนเรื่องถาม
“ผมจะพาคุณไปทานข้าวที่ร้านอาหารของรัฐก็แล้วกันนะครับ” เซี่ยเหอซวนเสนอ เวลานี้ในปักกิ่งมีร้านอาหารดีๆ เปิดขึ้นมากมาย แต่เขาชวนเธอไปร้านอาหารของรัฐเพราะอาหารที่นั่นราคาถูก
“ถ้างั้นคราวนี้ให้ฉันจ่ายบ้างนะคะ ให้คุณจ่ายค่าอาหารทุกวันฉันเกรงใจ”
เซี่ยเหอซวนแอบนึกเสียดาย ถ้ารู้ว่าเธอจะเป็นคนจ่ายค่าอาหาร เขาคงเสนอให้ไปทานข้าวที่ร้านอาหารตะวันตกที่เพิ่งเปิดใหม่ไปแล้ว เขาทำได้แค่ปฏิเสธพอเป็นพิธี “จะได้ยังไงล่ะครับ มีสุภาพบุรุษคนไหนที่จะให้สุภาพสตรีเป็นคนออกค่าอาหาร”
หวังลี่ปิงยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างเอียงอาย “เรา...เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันสักหน่อย อาหารแค่มื้อเดียวฉันจ่ายได้ค่ะ”
เซี่ยเหอซวนแอบยิ้มภูมิใจให้ตัวเอง เขาใช้เวลาแค่สองเดือนเท่านั้นเพื่อพิชิตใจเธอ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวลดการระวังตัว เขาจึงเอื้อมมือไปคว้าแล้วบีบมือเธอไว้อย่างทะนุถนอม “คุณหมายความว่ายังไงครับที่ว่าเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล คุณอย่าล้อเล่นกับความรู้สึกของผมนะครับ ถ้าคุณทำแบบนั้นผมจะเสียใจมาก”
“ฉันไม่เคยล้อเล่นกับความรู้สึกของคุณเลยนะคะ ที่ฉันพูดออกมาคือความรู้สึกที่แท้จริงของฉันค่ะ” หวังลี่ปิงสบตาชายหนุ่ม
“ถ้างั้นเราเปลี่ยนสถานที่กินข้าวกันดีกว่านะครับ ผมจะพาคุณไปหาที่เงียบๆ แล้วเราจะได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้”
คืนนั้นเซี่ยเหอซวนพาหวังลี่ปิงไปพักที่ห้องเช่าห้องหนึ่ง และบังเอิญที่ความชอบส่วนตัวของเซี่ยเหอซวนก่อนที่เขาจะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคู่ควง เขามักจะดื่มเหล้าย้อมใจและมักจะมอมเหล้าหญิงสาวเพื่อให้กิจกรรมของคู่รักเร่าร้อนถึงใจ เขาจึงให้หวังลี่ปิงดื่มเหล้าไปหลายแก้วจนหวังลี่ปิงเมาหลับไป
จากนั้นเซี่ยเหอซวนก็เริ่มกิจกรรมของคู่รักอย่างดุดัน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเป็นเขาต่างหากที่ถูกหวังลี่ปิงวางแผน เพราะเหล้าไม่กี่แก้วจะทำอะไรเธอได้ ตอนยังอยู่ที่หมู่บ้านหลีเจี่ยเธอกับหลีหงเสี่ยวดื่มเหล้าฤทธิ์แรงกว่านี้มาแล้วไม่น้อย
ก่อนที่หวังลี่ปิงจะหลับไปในอ้อมแขนของชายหนุ่มเพราะความอ่อนเพลีย เธอก็กัดนิ้วตัวเองก่อนที่จะใช้นิ้วนั้นป้ายไปบนผ้าปูที่นอน เมื่อเซี่ยเหอซวนตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและมองเห็นร่องรอยแห่งความภาคภูมิใจ เขาก็จัดหนักให้กับหวังลี่ปิงต่ออีกหลายชั่วโมง
ที่บ้านสกุลเจียงหลังจากที่เจียงโม่โฉวและโจวอ้ายเหม่ยกลับมาส่งข่าว ทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจกันมาก โดยเฉพาะคุณแม่เจียงที่รู้จักว่าที่ลูกเขยมาตั้งแต่ตอนที่เธอยังใช้แรงงานอยู่ที่ทางเหนือแล้ว ส่วนคุณปู่เจียงถึงขั้นเดินไปเปิดปฏิทินมงคลเพื่อดูฤกษ์งามยามดีด้วยตัวเอง
“นี่อย่าบอกนะครับว่าคุณแม่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้พี่เจียนหยุนจะขอพี่ใหญ่แต่งงาน” เจียงโม่โฉวเห็นอาหารวางอยู่บนโต๊ะมากมายจึงถามขึ้นอย่างสงสัย
“แม่จะไปรู้เรื่องนั้นได้ยังไงกัน แต่ที่แม่ทำอาหารเยอะก็เพราะวันนี้อวี้หลุนกับซูเจินจะมาทานข้าวกับเราด้วยต่างหาก”
“พี่อวี้หลุนกับพี่ซูเจินจะมาทานข้าวที่บ้านเราด้วยเหรอครับ ดีจังครับ ผมมีเรื่องอยากปรึกษาพี่อวี้หลุนอยู่พอดี” เจียงโม่โฉวหันไปตะโกนบอกภรรยา “ที่รัก วันนี้พี่อวี้หลุนกับพี่ซูเจินจะมาทานข้าวเย็นกับเราด้วยนะ”
“จริงเหรอคะ ฉันกำลังคิดถึงพี่ซูเจินอยู่พอดี” โจวอ้ายเหม่ยหันไปถามแม่สามี “คุณแม่คะ เราทำอาหารเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างดีไหมคะ ไหนๆ วันนี้ก็มีแต่เรื่องดีๆ ฉันคิดว่าเราต้องดื่มฉลองกันหน่อยแล้วค่ะ”
“แม่เห็นด้วย เพราะนอกจากเราจะทำอาหารต้อนรับอวี้หลุนกับซูเจินแล้ว เรายังต้องทำอาหารพิเศษต้อนรับลูกเขยของแม่อย่างเป็นทางการ” คุณแม่เจียงปิดปากหัวเราะอย่างถูกใจ “ ต่อไปแม่ไม่ต้องเรียกเจียนหยุนว่าว่าที่ลูกเขยอีกแล้ว”
เป็นอีกวันที่ครอบครัวเจียงสังสรรค์กันอย่างมีความสุข จากนั้นคุณปู่เจียงก็ได้ประกาศวันมงคลให้ทุกคนรู้ นับว่าการแต่งงานของหวังเจียนหยุนและเจียงโม่หลานได้ถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอนแล้ว
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว งานแต่งงานของหวังเจียนหยุนและเจียงโม่หลานถูกจัดขึ้นที่บ้านสกุลเจียง เมื่อถึงเวลาเข้าห้องหอจึงจะส่งตัวคู่บ่าวสาวไปที่บ้านหลังใหม่ของพวกเขา ซึ่งบ้านหลังใหม่ก็คือบ้านหลังติดกันที่คุณปู่เจียงซื้อไว้ให้เจียงโม่หลานนั่นเอง
เป็นเพราะคุณพ่อกับคุณแม่ของหวังเจียนหยุนเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ ผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวจึงเป็นคุณพ่อหวัง บิดาของหวังลี่ปิง ซึ่งวันนี้คุณพ่อหวังก็ได้เดินทางมาที่บ้านสกุลเจียงพร้อมกับหวังลี่ปิง โดยที่หวังลี่ปิงได้ชวนเซี่ยเหอซวนให้มาร่วมงานแต่งนี้ด้วย
ทีแรกเซี่ยเหอซวนตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เขาก็เปลี่ยนใจและตอบรับคำเชิญ เพราะการได้มาร่วมงานแต่งของอาจารย์เจียงโม่หลานที่เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยปักกิ่งนั้นถือว่ามีเกียรติไม่น้อย และเซี่ยเหอซวนก็รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ด่วนปฏิเสธคำเชิญ เพราะมันทำให้เขารู้ว่าพี่ชายต่างมารดาของเขาสนิทสนมกับโจวอ้ายเหม่ยมากขนาดไหน ในวันหน้าเขาจะใช้ข้ออ้างนี้เพื่อตีสนิทกับเธอ
“สวัสดีครับคุณอ้ายเหม่ย บังเอิญจังนะครับที่เราได้มาเจอกันที่นี่” เซี่ยเหอซวนหันไปยิ้มให้หงอวี้หลุน “ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะรู้จักกับคุณอ้ายเหม่ยด้วยนะครับ”
“ใครเป็นพี่ใหญ่ของคุณไม่ทราบครับคุณชายเซี่ย คุณคงทักคนผิดแล้ว” หงอวี้หลุนพูดโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา
“ฉันก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ไม่ทราบว่าคุณคือใครเหรอคะ เราเคยรู้จักกันมาก่อนเหรอ” โจวอ้ายเหม่ยขมวดคิ้วถาม เธอไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน แล้วทำไมเขาถึงเข้ามาทักเธออย่างสนิทสนมเช่นนี้
“เขาคือคุณชายเซี่ยค่ะพี่อ้ายเหม่ย ทั่วทั้งปักกิ่งต่างก็รู้กันดีว่าเขาเป็นผู้ชาย เอ่อ...จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ เป็นผู้ชายที่ชอบใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ น่ะค่ะ ที่เขามาตีสนิทคงเพราะไม่รู้ว่าพี่แต่งงานแล้ว” มู่อันอันเป็นคนตอบคำถาม ก่อนที่เธอจะหันไปส่งยิ้มให้เซี่ยเหอซวน “ขอโทษด้วยนะเซี่ยเหอซวน พี่เขยของฉันหรือก็คือสามีของพี่อ้ายเหม่ยยังยืนอยู่ตรงโน้น นายช่วยไปหว่านเสน่ห์อันน้อยนิดของนายไกลๆ เลยไป”
เซี่ยเหอซวนไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยปกติแล้วมีแต่คนอยากจะเข้ามาประจบประแจงเขา แต่คนพวกนี้กลับทำให้เขาขายหน้า คนอื่นเขาชักสีหน้าใส่ไม่ได้ แต่กับมู่อันอันนั้นไม่ใช่ “คุณหนูมู่ ที่ตั้งแง่กับฉันก็เพราะเธอยังโกรธที่ฉันยกเลิกงานหมั้นอยู่ใช่ไหม”
มู่อันอันหัวเราะเสียงดังอย่างไม่สนใจใคร “นายกำลังพูดตลกอะไรอยู่ ฉันจะโกรธที่งานหมั้นนั้นถูกยกเลิกไปได้ยังไง นายคงไม่รู้สินะว่าทันทีที่งานหมั้นถูกยกเลิก ฉันกับคุณแม่ก็ตระเวนไปจุดธูปไหว้พระถึงแปดวัดเชียวนะ โชคดีขนาดนั้นแล้วฉันจะมาโกรธนายทำไม”
“ถ้าพี่จำไม่ผิด หลังจากนั้นเธอกับครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ในย่านคนรวยที่สุดในปักกิ่งเลยไม่ใช่เหรอ” หงอวี้หลุนรับลูกต่อ
“ใช่ค่ะพี่อวี้หลุน ฉันย้ายออกจากบ้านเก่าหลังจากที่พี่ย้ายไปอยู่ที่อำเภอหยางเฉิงไม่นาน แต่ต้องยอมรับว่าโชคดีของครอบครัวฉันได้มาเพราะยกเลิกงานหมั้นกับผู้ชายเฮงซวยคนนี้จริงๆ ค่ะ”
มู่อันอันกับหงอวี้หลุนสลับกันรุกสลับกันรับอยู่อีกครู่ใหญ่ตามประสาคนคุ้นเคยที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก จนในที่สุดเซี่ยเหอซวนก็ทนฟังไม่ได้ เขาเดินสะบัดหน้าออกจากงานแล้วกลับบ้านไปด้วยความโมโห โดยไม่สนใจที่จะไปร่ำลาเจ้าภาพของงานเลยสักนิด เรื่องนี้ทำให้หวังลี่ปิงถูกพ่อหวังตำหนิเสียยกใหญ่ หวังลี่ปิงเอาความผิดทั้งหมดโยนไปให้โจวอ้ายเหม่ย เพราะถ้าโจวอ้ายเหม่ยไม่หักหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้จักเซี่ยเหอซวน เซี่ยเหอซวนก็คงไม่ถูกพี่ชายต่างมารดาและมู่อันอันพูดจาไม่ให้เกียรติเช่นนี้