บทที่ ๑๑
เมื่อซูเหมินได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าปฏิเสธหยางอี้เฟย เขาเดินมานั่งโต๊ะที่หม่าหยงชิงเจี่ยจัดให้แต่โดยดี หวังจวินเองก็รู้ซึ้งแล้วว่าเหตุใดชายชาตรีทั่วล้าถึงหมายพิชิตใจสตรีหิมะถึงเพียงนี้
“เอาล่ะทุกท่าน เมื่อคุณหนูมาแล้วเราก็ขอดื่มต้อนรับให้คุณหนูหนึ่งจอก” หม่าหยงชิงเจี่ยเอ่ยตัดขึ้นพร้อมทั้งยกถ้วยเหล้าขึ้นเป็เชิง ทุกคนในห้องทั้งบัณฑิต และจอมยุทธ์ก็ไม่อาจปฏิเสธพลางยกขึ้นด้วยเช่นกัน
“ไม่ต้องหรอกท่านหม่า อี้เฟยเตรียมตัวนานทำให้พวกท่านต่างรอคอย ยกโทษแก่อี้เฟยด้วย” หญิงสาวกล่าวพร้อมทั้งผสานมือคารวะ ผู้คนในห้องไม่ว่าหญิงหรือชายต่างโค้งรับอย่างไม่สามารถปฏิเสธคำขอโทษนางได้
“หาได้เป็เช่นนั้นไม่คุณหนู พวกเราทั้งหลายต่างหากที่รบกวนเพราะต้องมาให้คุณหนูให้ขับบทกลอนให้ฟัง ดังนี้แล้วคุณชายหม่าพูดถูกพวกเราควรโดนปรับสุราหนึ่งจอก เอ้าดื่ม!” ครานี้เป็เสียงของหานซูป้า สิ้นเสียงมันก็ชิงยกดื่มในทันที ผู้คนต่างเห็นดังนั้นก็กลัวจะเสียคะแนนใจให้แก่มันพลางยกซดกันเสียหมดไม่ว่าหญิงหรือชาย
‘เออให้มันได้อย่างนี้สิ นางงามล่มเมืองชัดๆ เห็นทีงานนี้เราจะลำบากเสียแล้วหวังจวินเอ๋ยหวังจวินง ชายหนุ่มนึกพร้อมทั้งดื่มเข้าไปอึกใหญ่
“พวกท่านต่างมาไกล ไม่ทราบว่าเหน็ดเหนื่อยหรือไม่” หญิงสาวกล่าวขึ้น
“ไม่เลยคุณหนู กลับกันเสียอีกกลับสดชื่นมีกำลังวังชามากขึ้นเสีย” ทีนี้เป็ปู้จงเทียน
“ท่านจอมยุทธ์ปู้กล่าวเกินไปแล้ว มีที่ไหนเดินทางนับร้อยลี้มิเหน็ดเหนื่อย” หม่าหยงชิงเจี่ยเอ่ยและปู้จงเทียนก็ตอบขึ้นทันควัน
“ฮ่าๆ ๆ คุณชายหม่ากล่าวถูกๆ หากการเดินทางนั้นจุดหมายคือสิ่งอื่น แต่ในทางกลับกันกันหากรู้ทั้งรู้ว่าจุดหมายของการเดินทางนั้นเป็ทิวทัศที่สวยงาม หรือดอกไม้ที่งามดั่งจุติมาจากสรวง์แล้วไซร้ กำลังวังชาของนักเดินทางก็จักเพิ่มพูนให้เขาผู้นั้นเร่งเดินทางให้เร็ว” สิ้นประโยคทุกคนก็รู้ทันทีว่าปู้จงเทียนเองก็หมายจะชิงหยางอี้เฟยเช่นกัน และด้วยคำพูดของเขาเป็การหักหน้าหม่าหยงชิงเจี่ยเล็กน้อย หม่าหยงชิงเจี่ยใจจริงมันคงอยากจะมาสดับฟังคนเดียว แต่ผู้คนเหล่านี้นับเป็ลูกหลายสหายพ่อมัน จึงจำใจต้องเชื้อเชิญมา
“ท่านจอมยุทธปู้ชมเกินไปแล้ว ไหนเลยจะนำอี้เฟยไปเทียบกับดอกไม้สวยงามดันท่านว่าได้” หญิงสาวกล่าวต่อแต่สีหน้าของนางยังคงเป็ปกติ
และแล้วหยางอี้เฟยก็สะบัดมือเป็เชิงให้เด็กรับใช้นำพิณมา เมื่อมาถึงนางก็วางไว้ด้านข้างไม่ห่างนักก่อนจะกล่าวต่อ
“ก่อนอื่นใดอี้เฟยอยากทราบความเห็นของพวกท่านเสียหน่อย บทกลอนของอวี้ชิงเมื่อร้อยปีก่อนกล่าวไว้ว่า ‘โลกหล้านภาลัยที่ผันแปร หรือเพียงแค่หิ่งห้อยคลุกฝุ่นตรม ประดุจดังบอระเพ็ดที่ขื่นขม หาใช่นมนั้นเพียงแค่หวานเกิน’ เริ่มจากอาจารย์ลู่กงก่อน ท่านคิดว่าบทกลอนของอวี้ชิงบทนี้นั้นความหมายทั้งทางแจ้ง และลับนั้นเป็ฉันใดบ้าง” สิ้นคำนางทุกคนก็พากันจดจ้องไปยังชายเฒ่าผู้หนึ่งอายุราวหกสิบปีเครายาว และเขาเองก็กำลังลูบเครางามพินิจพิจารณาอยู่
“อวี้ชิงเขียนกลอนนี้ในวันที่หญิงสาวอันเป็ที่รักของเขาต้องสิ้นลงด้วยน้ำมือของพิษกุหลาบจากอริศัตรูของอวี้ชิง ว่ากันว่าหลังจากนั้นอวี้ชิงก็มุ่งสู่ทะเลโพ้นไม่กลับมาอีก ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงคิดว่ากลอนบทนี้กล่าวถึงความขมขื่นของชีวิตที่เป็ต้นเหตุให้คนรักต้องตายไป” ลู่กงกล่าวหนักแน่นพร้อมทั้งวาดมือเป็เชิงพรรณนา จากนั้นเขาก็พูดต่อถึงข้อสรุปเขาเอง
“แต่ความจริงแล้วอวี้ชิงไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น เขาไม่ได้ขมขื่นหากแต่ปล่อยวาง เหมือนที่ว่าแท้จริงแล้วบอระเพ็ดไม่ได้ขม หากเป็นมนั้นที่หวาน ด้วยที่มนุษย์เราดื่มนมที่หวานกว่ามาเสียก่อน และตั้งมั่นว่านั้นคือหวานจึงคิดเองว่าบอระเพ็ดนั้นคือขม แท้จริงแล้วรสชาติของนมอาจป็นหวาน และบอระเพ็ดแท้จริงนั้นเพียงแค่หวานน้อยกว่าเสียเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คนรักของอวี้ชิงความจริงอาจเพียงสิ้นอายุขัยด้วยบุญกรรม หาใช่โดนสังหารเพราะอวี้ชิง” เมื่อลู่กงจินพูดจบทุกคนก็ต่างซึ้งในหลักความคิดที่ลึกซึ้งของเขา หวังจวินเองก็เช่นเดียวกัน
“อาจารย์ลู่กงสรุปได้ลึกซึ้งนักอี้เฟยเห็นแจ้งแล้ว” หยางอี้เฟยพูดยิ้มแย้มแววตาของนางแสดงความชื่นชมชัดเจน ทำให้ไฟริษยาจากหม่าหลงชิงเจี่ยและหานซูป้าลุกโชน
‘นางไม่ได้ดูคนจากรูปลักษณ์ภายนอกหากแต่ชื่นชมลู่กงจินด้วยปัญญาและความสามารถ นับว่าเป็หญิงสูงศักดิ์ที่น่าชื่นชมนัก’ หวังจวินนึกยิ้มๆ
“ความรู้และปัญญาของอาจารย์ลู่กงสูงส่งจริงๆ สมแล้วที่ท่านแตกฉานในตำราพิชัยา ข้าน้อยปู้จงเทียนเลื่อมใสนักนัก” ว่าแล้วมันก็ยกมือคำนับเป็พิธี
“กล่าวเกินไป แม้แตกฉานในตำราพิชัยาอย่างท่านว่าจริง ก็ไม่อาจเทียบเคียงเพลงกระบี่ของท่านได้ดอก การประลองของท่านที่สยบโจรสวาททมิฬนับเป็ชื่อเสียงที่แซ่ซ้องทั่วยุทธภพ” ลู่กงจินกล่าวตัด ปู้จงเทียนได้ยินดังนั้นถึงกลับหัวเราะชอบใจ หานซูป้าและหม่าหยงชิงเจี่ยเองก็พลางหน้ามีสีทันที
“ข้าเองก็อยากได้ปริศนาจากคุณหนูไม่ทราบว่าจะแจ้งให้แก่ข้าได้หรือไม่” เสียงของหม่าหยงชิงเจี่ย
“อย่าได้ตำหนิอี้เฟยเลย อี้เฟยหมดแล้วซึ่งความฉงนในคำถาม” หญิงสาวตอบขึ้นพร้อมทั้งมองไปยังผู้ร้องขออย่างมีมารยาท ส่วนหม่าหยงชิงเจี่ยเองก็ดูเหมือนจะดีใจที่สตรีหิมะจ้องมองมันบ้าง
“ถ้าเช่นนั้นเหตุใดคุณหนูไม่ลองเปิดโอกาสให้พวกเราถามเสีย ด้วยปัญญาของคุณหนูจะช่วยแถลงไขแก่พวกเราได้” ซีซีเอ่ยขึ้นบ้างหลังจากเงียบอยู่เนิดนาน เหล่าชาติชายเองก็พลันฉงนที่ซีซีผู้ไม่ค่อยจะปริปากคุยกับผู้ใดพูดขึ้น
“พี่หญิงชมน้องเกินไปเสียแล้ว แต่ถ้าพี่หญิงพูดเช่นนี้น้องเฟยเองก็ไม่กล้าปฏิเสธหรอก” คำตอบของหยางอี้เฟยเองก็ยิ่งสร้างความฉงนให้แขกเรื่อคนอื่นขึ้นไปอีก หลายคนต่างสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งสอง อาจจะมีเพียงแต่ หยางหม่าตู ซูเหมินและลู่ซื่อเท่านั้นที่มีท่าทีสงบเงียบไม่ได้ใอะไร หวังจวินเองก็เฝ้ามองลู่ซื่อไม่หาย
‘นางโจรผู้นี้รู้ถึงความสัมพันธ์ของคุณหนูหยาง หรือว่านางแท้จริงแล้วมาตำหนักเพราะเื่เกี่ยวกับคุณหนู’ หวังจวินนึกพลางยกเหล้าขึ้นมาดื่มอีกอึกหนึ่ง
และแล้วเหล่าผู้มาเยี่ยมก็ต่างถือโอกาสอันดีที่ซีซีเสนอให้พูดคุยกับสตรีหิมะ ทั้งแขกที่มีชื่อเสียงหรือเหล่าจอมยุทธก็ต่างได้รับคำตอบอันชาญฉลาด และเป็กันเองจากหยางอี้เฟยสร้างความประทับใจแก่ทุกคนเป็ยิ่งนัก แต่ถึงอย่างไรหวังจวินเองก็เป็เพียงคนเดียวที่ไม่ได้ปริปากอันใดจากผู้คนในห้องโถงทั้งสิบแปดคน
“คุณหนูตอบคำถามมาราวชั่วยามแล้วคงเหนื่อย ข้าเองก็ได้จัดเตรียมรำกระบี่ตามบทกลอนอยากจะให้คุณหนูช่วยชี้แนะ ไม่ทราบว่าคุณหนูนั้นคิดเห็นว่าอย่างไร” หม่าหยงชิงเจี่ยถามขึ้นอีกหมายจะเอาใจนาง
“เื่เพลงยุทธอี้เฟยไม่กล้าออกความเห็น หากแม้นเกี่ยวโยงบทกลอนก็มิอาจตีความ” นางตอบ ได้ยินดังนั้นหานซูป้าก็ยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้นคุณหนูจะพักเลยหรือไม่” ซูเหมินตัดบทบ้างทำเอาพวกที่หมายจะพูดคุยกับสตรีหิมะต่อต่างแค้นเคือง
“ไม่หรอกซูเหมิน อี้เฟยอยากถามปัญหาสักเื่หนึ่งเสียก่อน”
“ท่านจอมยุทธที่นั่งยังที่ตรงนั้นเหตุใดไม่สนทนาปัญหากับอี้เฟยบ้าง เช่นนั้นแล้วอี้เฟยขอถามปัญหาหนึ่งความได้หรือไม่” หยางอี้เฟยพูดพลางปาดมือไปยังหวังจวิน หวังจวินไม่ได้มีความวิตกใดเพียงแต่จ้องตอบเท่านั้น ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่เหล่าคนดังที่ชอบพอหยางอี้เฟย
“สุดแล้วแต่คุณหนู แท้จริงข้าเพียงผ่านทางมาและพอมีเทียบเชิญจากคนรู้จักให้ไว้ ได้ยินว่าสตรีที่มากปัญญาและความสามารถเช่นท่านมาขับกลอน จึงแวะเวียนมาสดับฟังให้เป็บุญเสียเท่านั้น ไม่ได้หมายบังอาจจะมาสนทนาอันใดให้หมองหม่น” หวังจวินตอบเรียบๆ แววตาจ้องมองไปยังคู่สนทนาไม่หวั่นเกรง แม้ใจใจจะหวั่นไหวด้วยโฉมสะคราญอยู่มาก
“ท่านจอมยุทธยกยออี้เฟยมากไปแล้ว ท่านทำให้อี้เฟยรู้สึกผิดมากนัก” หญิงสาวตอบทันที
“ใช่ท่านพูดเหมือนประชดคุณหนูหยางนะท่าน...” หม่าหยงชิงเจี่ยเสริมขึ้นเหมือนมีอารมย์แต่ก็ไม่อาจรู้ชื่อของหวังจวิน
“หวังจวิน เป็ชื่อที่ผู้คนเรียกข้า คำที่ข้าเอื้อนเอ่ยออกไปหาใช่คำประชดประชัน หากแต่เป็ความสัตย์จริงเท่านั้น” หวังจวินพูดต่อแต่แววตาไม่ได้มองไปยังหม่าหยงชิงเจี่ยหากเป็หยางอี้เฟยคนเดิม ทำให้หานซูป้าและปู้จงเทียนเองก็แอบสะใจ แต่ก็เหม็นน้ำหน้าของหวังจวินขึ้นด้วย
“เช่นนั้นอี้เฟยขอยอมแพ้จอมยุทธหวัง ไม่ทราบว่าท่านเป็ใครมาจากหนใด” หญิงสาวกล่าวอีกพร้อมทั้งจ้องมองหวังจวินอย่างสนใจ
‘อืมได้ผลเช่นนี้เราควรชักเื่ต่อไปสร้างความสนิทสนมกับนางให้ได้เมื่อได้โอกาสค่อยเล่าความจริงสอบถามถึงท่านอาจารย์’
“ข้าเป็คนพเนจร ไม่ได้สังกัดพรรคใด ครั้นมีวาสนาได้เจอยอดยุทธไร้นามผู้หนึ่งถ่ายทอดวิชา จึงพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง อีกทั้งยังมีวาสนาคบคนในราชสำนักจึงได้รับเทียบเชิญที่ทรงคุณค่ามายังที่นี่ ตอนนี้ก็ร่อนเร่รับจ้างทำงานตามแต่จะมีคนพึงใจ” หวังจวินตอบพร้อมทั้งยกดื่มอีกหนึ่งอึก
“ฮ่าๆ ท่านหวังก็เป็คนมีวิชาไม่ทราบว่าหากท่านพอจะพอมีเวลาแลกเปลี่ยนความรู้กับข้าได้หรือไม่” ปู้จงเทียนพูดขึ้นเหมือนพยายามจะแสดงตนว่าเขานั้นเป็ยอดยุทธที่อยู่ภายในห้องนี้
“ถ้าเช่นนั้นข้าซูเหมินเองได้ยินชื่อเสียงท่านมามากก็อยากจะได้รับคำชี้แนะจากจอมยุทธปู้บ้าง ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่” ซูเหมินพูดขึ้นบ้างเมื่อเห็นปู้จงเทียนนั้นอวดตนเพื่อหักหน้าหวังจวิน ทำให้หวังจวินเองรู้สึกชื่นชมในใจ
“ได้ ข้าปู้จงเทียนยินดีชี้แนะท่าน” มันตอบอย่างยินดีและมั่นใจ
“ดูเหมือนท่านจะไม่ว่างแล้วดังนั้นข้าก็ขอปฏิเสธท่านปู้ขอปรับตัวเองหนึ่งจอก” หวังจวินตอบพร้อมทั้งซดลงคอออีกอึกหนึ่ง และด้วยคำตอบของเขาทุกคนต่างดูแคลนในความขลาด ยกเว้นก็เพียงแต่ ซีซี ลู่ซื่อ ลู่กงจิน และสตรีหิมะที่มองเขาด้วยความชื่นชมในการแก้ไขสถานการณ์
“ท่านหวังชอบดื่มสุรามากเลยกระมัง ข้าเห็นท่านดื่มกินอยู่เสียคนเดียว” อีเฟยกล่าวถามขึ้นอีก สร้างความไม่พอใจแก่เหล่าหมาหวงก้างทวีขึ้น
“สุรารสดีเช่นนี้ หวังจวินเองไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อน บัดนี้มีโอกาสจึงรีบตักตวงอย่าได้ถือสา” หวังจวินเอ่ยตอบพลางยกซดอีกจอกหนึ่ง ซึ่งคำตอบนี้สร้างรอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวเล็กน้อยเพราะมันได้ล้อเลียนหม่าหยงชิงเจี่ยที่อวดร่ำอวดรวยอันหมายจะพิชิตใจนางซึ่งความจริงแล้วสร้างความรำคาญมากกว่า ถือได้ว่าเป็การแก้แค้นเล็กๆ น้อยๆ แทนนาง
“ถ้าท่านชอบเช่นนั้นขอให้อี้เฟยดื่มเป็เพื่อนท่าน” หญิงสาวกล่าวต่อยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยกถ้วยค้างไว้และดื่มจนหมด สร้างความเดือดดาลจนถึงขีดสุดแก่หานซูป้าและหม่าหยงชิงเจี่ย เพราะั้แ่สนทนามานางยังไม่ดื่มเหล้าเลยสักจอกนอกจากชา
“ท่านหวัง ท่านนับว่าโชคดีนักที่คุณหนูดื่มเป็เพื่อนชาตินี้ถือว่าคุ้มแล้ว” ลู่กงจินเสริมขึ้นยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี
“ขอบคุณคุณหนู” หวังจวินตอบพร้อมยกมือคำนับ
“เมื่อครู่ท่านหวังกล่าวว่ายอดยุทธไร้นามผู้หนึ่งถ่ายทอดวิชาให้ ไม่ทราบว่าจะแสดงให้แก่เราดูได้หรือไม่ ข้าปู้จงเทียนนั้นมีความรู้กว้างขวางอาจพอช่วยท่านได้ว่าอาจารย์ท่านเป็ใคร” ปู้จงเทียนวกวนมาเื่เก่าอีกครั้ง ครานี้หมายจะโอ้อวดเส้นสายทางยุทธจักร หานซูป้าได้ยินจึงเสริมเติมต่อมา
“ความคิดดี ท่านหวังดูท่าทางองอาจวิชาของท่านนั้นย่อมไม่ธรรมดาข้าเห็นด้วยกับท่านปู้” น้ำเสียงของมันนั้นชื่นชมแต่แท้จริงแล้วหากหวังจวินไม่ยอดเยี่ยมดังที่มันว่าก็หมายถึงดูดีเพียงรูปลักษณ์ภายนอกแต่ไส้ในไม่มีอะไร
‘ฮืม พวกมันหวังฉีกหน้าเรา ถ้าครั้งนี้ปฏิเสธอีกหยางอี้เฟยคงนึกว่าเราปอดแหกจริงๆ แน่’
“เช่นนั้นข้าพเ้าก็จักขอให้ท่านปู้และพี่หานช่วยชี้แนะ แต่คงไม่อาจจะทำได้ในห้องนี้ ข้าเองก็ฝีมือยังอ่อนด้อยไหนเลยจะควบคุมพลังได้ อาจเป็อันตรายแก่คุณหนู” น้ำเสียงของหวังจวินสงบ
“ตอนนี้ก็เกือบจะตะวันตกดิน ข้าเองก็อยากเชิญคุณหนูไปพักสายตาที่ลานหิน ที่นั้นอยู่บนยอดตำหนัดที่เชิงเขา มองลงมาทิวทัศสวยงามและพื้นที่กว้างขวาง เหมาะอย่างยิ่งที่จะให้ท่านหวังแสดงฝีมือได้เต็มที่” หม่าหยงชิงเจี่ยเสริมขึ้นอีก
‘มันไม่ปล่อยเราเลย เห็นทีคงต้องทำตามข้อเสนอของมันก่อนแต่ถึงอย่างไรมันคงต้องได้รับความยินยอมจากคุณหนู นางคงไม่อยากทำร้ายเรา’ เขานึก แต่ทว่าหยางอี้เฟยหาได้ปฏิเสธนางกลับสนับสนุนเลยทีเดียว
“อี้เฟยเองก็อยากออกเห็นวรยุทธของจอมยุทธหวังเช่นเดียวกัน และก็ได้ยินว่าที่ลานหินของท่านหม่ามีดอกหมื่นรักที่กลิ่นหอมหนักหนา อี้เฟยอยากลองััเสียสักครา” นางตอบแต่แววตาจับจ้องมายังหวังจวิน พร้อมทั้งยิ้มเป็นัย
สุดท้ายผู้มีชื่อเสียงทั้งหมดก็มายังลานหินยกเว้นแขกธรรมดาที่ได้แต่รอเบื้องล่าง มันอยู่บนตำหนักหลักด้านหลังเดินขึ้นเขาไปไม่ไกลนัก แต่เมื่อมองลงมาไม่มีหมู่ไม้ใบหญ้าบดบัง ทำให้มองเห็นทิวทัศสวยงามและตอนนี้ดวงตะวันเริ่มจะเคลื่อนลง ขอบฟ้าส่งแสงแดงส้มสวยงามดังคำโฆษณาของหม่าหยงชิงเจี่ยไม่ต่างนัก เมื่อพวกเขาขึ้นมาถึงกลิ่นหวานก็ล่องลอยผ่านลมยามเย็นเข้าสู่โสตประสาท มันหอมและทำให้สดชื่นดังที่หยางอี้เฟยกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน พวกเขาก็มาถึงลานหิน ทุกคนต่างยืนห่างออกไปมีเพียงหวังจวินที่ยืนอยู่ตรงกลางเพื่อที่จะรำเพลงยุทธ แต่ก่อนที่จะร่ายรำหานซูป้าก็ร้องทักมาก่อน
“ข้าว่าจอมยุทธอย่างท่านหวัง หากไม่มีคู่เปรียบก็คงไม่อาจแสดงพลังได้เต็มที่ แต่หากจะให้จอมยุทธปู้เป็คู่มือก็จะเหมือนว่าหนักเกินไปข้าขอเสนอตัวข้าหานซูป้า แม้มิใช้ผู้เยี่ยมยุทธแต่ชื่อเสียงที่มีก็คงไม่เป็การดูถูกท่านนัก” หานซูป้ากล่าวนอบน้อม แต่แท้จริงหมายจะโอ้อวดให้หยางอี้เฟยเห็นถึงฝีมือตน ตอนนี้มันมั่นใจว่าหวังจวินเป็เพียงชาวยุทธบ้านนอก คงเป็ไม้ซ้อมมือมันได้ดีนัก
“ถ้าท่านให้เกียรติพเนจรไร้ชื่อเสียงอย่างข้าขนาดนี้ ก็เชิญท่านเข้ามาเถิด” พูดจบหวังจวินก็กระทืบเท้าทันทีแผ่นหินเบื้องล่างล้วนสลายไปในพริบตากลับกลายเป็ฝุ่นผงหวังจวินโคจรพลังและสะบัดมือขึ้นเล็กน้อยฝุ่นผงที่แตกละเอียดเบื้องล่างก็ล่องลอยขึ้นมาหลอมรวมเป็กระบี่เล่มหนึ่ง บัดนี้หานซูป้าคงสำนึกไม่ทันเสียแล้วเพราะเขากำลังประจักษ์ยอดยุทธคนหนึ่งที่ปราณกระบี่ไม่ได้เย่อหย่อนไปกว่าปู้จงเทียนเท่าใดนัก ดีไม่ดีปราณกระบี่ของหวังจวินอาจจะระดับเดียวกับซูเหมินของตระกูลหยางก็ว่าได้
“กระบวนท่านี้ ท่านอาจารย์ของข้าเรียกมันว่า ‘กระบี่พสุธา’ ”