ตอนที่ 28 พิธีงานจับคู่ (2)
“ข้าต้องเลือกสตรีหนึ่งคน…” เฟยอวี่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงธรรมดา นี่ไม่ต่างอันใดไปจากการแต่งงานแบบคลุมถุงชนแบบมีระยะเวลากำหนด “กฎการจับคู่วัดจากอะไร? พวกนางรู้ข้อมูลของเราก่อนแต่เรากลับหาได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับพวกนางไม่ ไหนเล่าความยุติธรรม?”
ในที่สุดชายหนุ่มก็เอ่ยถามคำถามนี้ออกไป เหลียงเซินแย้มยิ้มเล็กน้อย “มันไม่มีกฎบังคับ แม้ท่านแข็งแกร่งที่สุดก็สามารถเลือกเ้าหญิงที่อ่อนแอที่สุดได้ และที่ท่านกล่าวนั้นถูกต้อง มันไม่มีความยุติธรรมแม้แต่น้อย นี่ใช้หลักการของอัศวินที่มอบดาบให้ผู้เป็นาย อัศวินย่อมไม่มีสิทธิ์รู้เกี่ยวกับนายเหนือหัวหากผู้เป็นายไม่ได้บอกให้ทราบ พวกเรารู้แค่ว่านางหน้าตาเป็ยังไง นางมีกลิ่นหอมหรือไม่ นางสวยหรือไม่ นางแข็งแกร่งหรือไม่…”
เฟยอวี่พึงเข้าใจจุดประสงค์ของพิธีงานจับคู่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สังเกตจากศิษย์พี่หลิวเจียนที่ดูท่าทางไม่สนโลกคนนั้นกลับยังมีคู่เป็ศิษย์พี่เลี่ยงเฟิ่ง ไม่ต้องถามก็ทราบได้เลยว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงงานพิธีในวันนี้ได้อย่างแน่นอน ชายหนุ่มกวาดสายตาไปทางศิษย์ของสำนักกระบี่ดารา์ พวกนางที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้วต่างหลบสายตาของเขาในฉับพลัน
“มันไม่ได้หมายความว่าข้ากลายเป็ขยะในสายตาของพวกนางไปแล้วหรือ?” เมื่อลองทบทวนเหตุการณ์ดูให้ดีแล้ว พวกนางรู้ลึกไปถึงตัวตนของซูอวี่ เช่นนั้นคงทราบถึงเหตุการณ์ที่อัดศิษย์ภายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดมาได้อย่างสบายๆ “ข้าเป็ผู้ชนะเลิศการประลองประจำเดือนของสำนักกระบี่คู่์ นี่พวกนางรู้หรือไม่?”
เหลียงเซินที่ได้ยินดังนั้นยังอดที่จะขมวดคิ้วเป็ปมแน่นไม่ได้ “…ท่านน่ะหรือ?” ท่าทางของเขาราวกับไม่ได้เชื่อคำพูดของเฟยอวี่แม้แต่น้อย …เชื่อสิแปลก เหลียงเซินนั้นรอบรู้อย่างมาก เขาทราบไปถึงว่าศิษย์ภายนอกที่เก่งกาจที่สุดอยู่ระดับเริ่มต้นขั้นสิบครึ่งก้าวสู่เชี่ยวชาญ แล้วเฟยอวี่บอกว่าตนเองเป็ผู้ชนะเลิศ? นี่มันเื่ตลกอันใดกัน?
“ถ้าท่านคิดล้อเล่นกับข้า พอดีว่าข้าเป็คนไม่มีอารมณ์ขันเท่าไหร่” เหลียงเซินรับรู้ข่าวคราวของเฟยอวี่มามาก เขายืนฟังพวกนางเล่าั้แ่เที่ยงวันจนถึงบ่ายจึงพอทราบหลายๆเื่ อย่างไรก็ตาม มันไม่มีข้อมูลที่เฟยอวี่เป็คนชนะเลิศการประลองประจำเดือนเลย อย่าว่าแต่พวกนางไม่รู้ เหลียงเซินที่เป็ศิษย์ของสำนักกระบี่คู่์ยังไม่รู้เลย! นี่เห็นได้ชัดว่าเหลียงเซินมีความสามารถในการล้วงข้อมูลจากคนอื่น ศิษย์ของสำนักกระบี่ดารา์มิใช่ประเภทที่จะคายข้อมูลออกมาง่ายๆ
เฟยอวี่ตระหนักได้ทันทีจากสีหน้าและท่าทางจริงจังของเหลียงเซิน ดูเหมือนข้อมูลนี้กลับไม่ได้ถูกแพร่กระจายออกไป แม้ไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่แน่ชัดของคนที่อยู่เื้ั มันกลับกลายเป็ประโยชน์ต่อเขาเสียมากกว่า ในมุมมองของทุกคนในตอนนี้ เฟยอวี่คือขยะไร้ความสามารถ ไม่ใช่ว่าเขาสามารถคัดเลือกสตรีที่งดงามทั้งกายและจิตใจได้ไม่ใช่หรืออย่างไร?
ภายในพิธีงานจับคู่นั้นมีทั้งศิษย์พี่ภายนอกและศิษย์พี่ภายในของสำนักกระบี่คู่์และสำนักกระบี่ดารา์ เฟยอวี่ปราดสายตามองหาคนที่เป็ผู้ชมที่อยู่ในงานประลองประจำเดือน คนเ่าั้ต้องอยู่ในงานนี้เป็แน่… แต่ด้วยจำนวนคนในพิธีงานจับคู่ที่มากกว่าพันคน และชายหนุ่มสามารถจดจำใบหน้าของผู้ชมในตอนนั้นได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น มันต้องใช้เวลา…
“อย่างที่เ้าเข้าใจ ข้าไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพิธีงานในวันนี้ ข้าจึงอยากรู้ว่าถ้าเป็เ้า เ้าจะเลือกสตรีเช่นใด?”
เหลียงเซินลูบคางพลางครุ่นคิด “นี่เป็คำถามที่น่าสนใจทีเดียว… เ้าหญิงที่เรามอบดาบให้นั้นจะกลายเป็บุคคลสำคัญสำหรับเรายิ่ง แต่ถ้าศิษย์เ่าั้ต่อต้านล่ะ? ถ้าพวกเขาเกลียดเ้าหญิงของตนเองล่ะ? หลังจากท่านกล่าวสัตย์สาบานเสร็จ มันมีวัตถุที่เรียกว่าตราประทับมหาจักรพรรดิอยู่ มันจะประทับอักขระระดับราชันจักรพรรดิไปที่ตัวท่าน หากท่านทำร้ายนางหรือนางทำร้ายท่าน ตราประทับนั้นจะมอบความทรมานประดุจเพลิงอาบร่างท่าน แผดเผาร่างท่าน เอิ่ม…ข้าได้ยินมาเช่นนั้น กลับมาที่คำถามของท่าน ในเมื่อมีตราประทับบังคับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ข้าคงเลือกสตรีที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้านางเก่งมาก ภาระที่ข้าต้องปกป้องย่อมน้อยลงตามไปด้วย…”
สิ้นคำกล่าวของเหลียงเซิน ศิษย์จากทั้งสองสำนักล้วนมาอยู่กันภายในตำหนักหลักครบถ้วนสมบูรณ์ ฝั่งของสำนักกระบี่คู่์หกร้อยยี่สิบคน ฝั่งของสำนักกระบี่ดารา์หกร้อยยี่สิบคน การรับสมัครในแต่ละปีนั้นทางสำนักกระบี่ดารา์จะรับตามจำนวนที่สำนักกระบี่คู่์รับ ปีนี้นับว่ายากเป็พิเศษ เนื่องจากผู้ที่ลงไปทดสอบของสำนักกระบี่คู่์คือเ้าสำนัก ศิษย์สตรีที่มีสิทธิ์เข้าเรียนได้ของสำนักกระบี่ดารา์จึงมีจำนวนรับน้อยตามไปด้วย …ยี่สิบเจ็ดคน
ทั้งนี้ทั้งนั้น สำนักกระบี่ดารา์ไม่ได้ใช้เกณฑ์รับเหมือนสำนักกระบี่คู่์ พวกเขาทดสอบคัดเลือกกันสามสนามสอบ ข้อเขียน การฝึกซ้อมและภาคสู้รบจริง
การสนทนาระหว่างเฟยอวี่และเหลียงเซินดำเนินมาจนถึง่เย็นอย่างพอดิบพอดี
“เด็กทั้งหมดมากันครบแล้ว” เสียงนุ่มนวลสายหนึ่งดังก้องกังวาลในโสตประสาทของผู้คน แทบจะในทันทีที่แสงไฟในงานพิธีมืดดับลงจนกลายเป็แสงสลัวๆ มันมีแสงสว่างจ้าที่ส่องลงมาจากข้างบนตกกระทบลงตรงที่แท่นประลอง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของตำหนักหลัก ทุกคู่สายตาจ้องมองไปที่แท่นประลองเป็ภาพเดียวกัน ทันใดนั้นเองที่เรือนร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งลอยเหาะลงมาจากอากาศอันว่างเปล่า …เ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่ดารา์
“หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบคนไม่ขาดไม่เกิน” ลู่หลินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางหรี่ตาทอดมองผู้คนนับพันเบื้องล่างท่าทางองอาจ ความงดงามของนางนั้นสะกดสายตาผู้คนทั้งตำหนักหลัก เ้าสำนักเผยรอยยิ้มบาง “ข้าขอประกาศให้พิธีงานจับคู่เริ่มต้นขึ้น!”
เสียงปรบมือกระหึ่มะเืทั่วทั้งตำหนักหลักเพื่อเป็การให้เกียรติแก่ผู้เปิดงานพิธี ลู่หลินดำเนินพิธีงานต่อในทันที “พวกเ้าคงทราบโดยทั่วกัน ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมจากราชโองการของพระมหาจักรพรรดิแห่งแดนราชัน ก่อนจะจับคู่ชายหญิงกันนั้น ข้าอยากให้พวกเ้ารู้ว่าคนเราย่อมมีพัฒนาการที่ดีขึ้น บางคนในอดีตอาจเคยเป็เด็กไร้ความสามารถ แต่มาวันนี้เด็กคนนั้นอาจเป็ัในหมู่ชน ทางพระมหาจักรพรรดิมอบโอกาสแก้ตัวให้พวกเขาด้วยวัตถุวิเศษชิ้นนี้”
เ้าสำนักผายมือออกไป แหวนมิติในมือของนางสะท้อนแสงจรัสดุจดวงดารา เพียงชั่วพริบตาเดียว มันปรากฏวัตถุทรงกลมขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง เป็ทรงกลมสีขาวบริสุทธิ์ที่มีความสูงหนึ่งเมตรถ้วน ลู่หลินหันขวับไปทางเหล่าสานุศิษย์ “พวกศิษย์พี่ที่เคยร่วมพิธีแล้วคงทราบกันดี วัตถุทรงกลมนี้เป็วัตถุวิเศษที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ฝึกยุทธชนชั้นราชันจักรพรรดิซึ่งเป็ผู้ใช้อักขระ มันจะบ่งบอกพร์ของพวกเ้า…”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นจากในหมู่ของบรรดาศิษย์พี่ที่เคยทดสอบมาแล้ว วัตถุชิ้นนี้นับว่าไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเห็นมันกี่ทีก็รู้สึกทึ่งทุกที คราวแรกย่อมไม่มีใครเชื่อคำบอกเล่าของวัตถุบ้าบอตรงหน้า ไม่มีศิษย์ใดที่เชื่อว่าวัตถุชิ้นเดียวจะบอกพร์การฝึกยุทธของพวกเขาได้… แต่ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป พวกเขายิ่งเข้าใจ… ทั้งเข้าใจและสะพรึงกลัวในความวิเศษของวัตถุนี้เช่นกัน หากมันบอกว่าท่านพร์ต่ำ ต่อให้ตอนนี้เก่งกาจแต่ในภายภาคหน้าประหนึ่งว่าท่านมิอาจเติบโตไปมากกว่านี้ได้อีก
สิ่งที่ทำให้ผู้คนเชื่อในวัตถุวิเศษชิ้นนี้ไม่ใช่เพราะคำบอกกล่าวจากผู้าุโ แต่เป็คำบอกกล่าวของศิษย์เก่าที่เคยประสบพบเจอกันมาด้วยตัวเอง เหตุนี้เองที่ศิษย์พี่จากทั้งสองสำนักล้วนเชื่อสนิทใจ…
“ล่วงรู้พร์?” เฟยอวี่เลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจลึกล้ำ โดยปกตินั้น พร์ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถจับต้องได้ มันมิอาจมองเห็นเป็ตัวเลข มันคือนามธรรม คนในโลกเซียนมองเื่พร์ผ่านพัฒนาการของแต่ละคน หากเติบโตเร็วนั่นหมายความว่ามีพร์มาก…
“วัตถุวิเศษชิ้นนั้นเป็ของจริง ไม่ว่าจะศิษย์พี่ในตอนนี้หรือศิษย์เก่าที่จบไปแล้ว พวกเขาบอกว่าพร์ที่วัตถุนั้นบอกมาคือความจริงที่เลี่ยงไม่ได้…” เหลียงเซินกล่าวเสริม
ซุ่มเสียงในตำหนักหลักมิอาจเงียบสงบได้ชั่วคราว เมื่อลู่หลินมั่นใจว่าตำหนักหลักเงียบพอแล้ว นางจึงกล่าวต่อว่า “พร์ที่ก้อนกลมนี้แสดงออกจะจำแนกออกเป็เก้าสี ขาว ดำ ม่วง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง เรียงลำดับจากอ่อนสุดไปมากสุด หากวัตถุวิเศษแปรเปลี่ยนเป็สีแดง เ้าคือว่าที่ผู้ที่จะกลายเป็ราชันจักรพรรดิคนถัดไปในภายภาคหน้า ว่ากันว่า วัตถุวิเศษชิ้นนี้อ้างอิงจากพลังของเทพและมาร พระมหาจักรพรรดิกล่าวว่าวัตถุชิ้นนี้สามารถมองพร์ผู้คนได้ละเอียดมากกว่าความสามารถของเทพและมารด้วยซ้ำ”
เสียงเฮฮาเสียงกระซิบกระซาบล้วนแ่เบาลงมาก มันมีเพียงเสียงกลืนน้ำลายของเหล่าศิษย์ใหม่ วัตถุก้อนกลมนี้ประหนึ่งลางบอกเหตุในอนาคตล่วงหน้า
“ศิษย์ใหม่จากทางสำนักกระบี่คู่์จะต้องมาทดสอบกับวัตถุวิเศษชิ้นนี้ เพื่อแสดงพร์ของเ้าให้กลายเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของหมู่เรา ว่าพวกเ้านั้นคู่ควรที่จะมาเป็ดาบของเราหรือไม่ รายชื่อข้าจะเรียงตามคนที่ไปรับเครื่องแบบของสำนักกระบี่คู่์ คนแรก…โม่กุ่ยเสิน!”
คำกล่าวของลู่หลินทำให้เหล่าผู้าุโซึ่งนั่งอยู่ในเขตของอาจารย์ถึงกับสำลักน้ำ …เ้าเด็กผมขาวดำเป็คนแรก?! พวกเขาแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง เหล่าผู้าุโต่างคิดว่าเด็กนั่นควรเป็คนสุดท้าย ตลอดระยะเวลาเจ็ดวันก่อนเดินทางมาสำนักกระบี่ดารา์ เหล่าผู้าุโล้วนสังเกตการณ์ศิษย์แต่ละคนอย่างลับๆ โม่กุ่ยเสินเป็คนประเภทที่ไม่สนโลกสุดกู่ วันๆไม่ทำอะไรนอกจากล่าสัตว์อสูร… และล่าอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย!!
“หึ… ถ้าไม่ใช่เพราะเ้า ข้าคงไม่เข้าร่วมพิธีแบบนี้เป็แน่” โม่กุ่ยเสินบ่นพึมพำ ชายหนุ่มลุกยืนขึ้นจากโต๊ะกลมซึ่งส่วนใหญ่นั้นมีทั้งศิษย์พี่และศิษย์ใหม่นั่งร่วมกันถึงแปดคน หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายของเขาพลันน้ำตาซึม เผ้าผมของนางดำสนิท ดวงเนตรทั้งสองก็เช่นกัน นางราวกับเด็กน้อยขี้แยที่เสียน้ำตาได้ง่าย “ขะ…ข้าขอโทษนะเ้าคะ”
โม่กุ่ยเสินสาวเท้าไปทางแท่นประลอง ท่ามกลางสายตานับพันคู่ที่จับจ้องมาทางเขา ชายหนุ่มกลับไม่มีอาการตื่นตระหนกหรือวิตกใดๆ ใบหน้าที่ดุดันทรงพลังนั้นเพ่งมองลู่หลินไม่กระพริบตา เมื่อโม่กุ่ยเสินมายืนอยู่ตรงหน้าของวัตถุวิเศษ เขาถอนหายใจเบาบาง
…ข้าจะสร้างอาณาจักรที่ทุกเผ่าพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้!!
ั์ตาของโม่กุ่ยเสินฉายแววความมุ่งมั่นอันหนักแน่น เขาแตะััวัตถุวิเศษก้อนนั้นเต็มหนึ่งฝ่ามือ เพียงสามลมหายใจ ตัวของวัตถุวิเศษบังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจากสีขาวกลับกลายเป็สีดำ ม่วง น้ำเงิน มันกำลังไล่ระดับไปเรื่อยๆ… ในขณะเดียวกัน สีหน้าของบรรดาศิษย์ใหม่และศิษย์พี่ล้วนแข็งค้างประดุจก้อนหิน เมื่อสีของวัตถุวิเศษจบลงที่สีแดง…
มันยากจะจินตนาการว่าตำหนักหลักที่เปี่ยมล้นด้วยคนนับพันจะแปรเปลี่ยนเป็เงียบสงัดประดุจป่าช้า ศิษย์ใหม่ ศิษย์ภายนอก ศิษย์ภายในและบรรดาผู้าุโจากทั้งสองสำนัก แม้กระทั่งเ้าสำนักกระบี่ดารา์… พวกเขามิอาจเก็บซ่อนอารมณ์ที่ปะทุขึ้นมาจากข้างใน ดวงตาทั้งสองเบิกโตกว้างปานถลน ปากอ้ากว้างจนสุดกราม ทุกคู่สายตาเขม็งมองไปที่โม่กุ่ยเสินเป็ภาพเดียว คนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีที่สุดในบรรดาผู้าุโคงมีเพียง …เ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่คู่์เท่านั้น
“ระ…ราชันจักรพรรดิ!? ว่าที่ราชันจักรพรรดิ!!”
เสียงฮือฮาดังสะท้านกัมปนาท ทุกสรรพเสียงพลันะเิก้องขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาแทบอยากจะวิ่งเข้าไปทำความรู้จักกับโม่กุ่ยเสินในทันที ผู้าุโจากสำนักกระบี่คู่์ต่างยืนขึ้นโดยทั่วกัน พร์สีแดง… นี่อาจเป็ครั้งแรกที่สำนักกระบี่คู่์จะสามารถคว้าชัยจากวังัก็เป็ได้! แม้ฝูงชนส่วนใหญ่จะอยู่ในอาการดีใจสุดขั้ว โม่กุ่ยเสินกลับไร้ซึ่งอารมณ์ตอบสนองอันใด
ชายหนุ่มเดินผ่านลู่หลินที่มองเขาตาค้าง ในอนาคต เด็กชายผมขาวดำผู้นี้จะก้าวข้ามนางไป… สำนักกระบี่คู่์นับว่าได้เพชรอันล้ำค่าแล้ว! เหล่าสตรีจากสำนักกระบี่ดารา์แทบอยากจะวิ่งเข้ามาโผกอดเขาเพื่อขอให้เขามาเป็อัศวินให้ แต่ศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักกระบี่ดารา์นั้นเป็กุลสตรี พวกนางทราบดีว่าโม่กุ่ยเสินคงเลือกเ้าหญิงไว้แล้ว
โม่กุ่ยเสินนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง เสียงใสละมุนของหญิงสาวดังขึ้น “สะ…สุดยอดเลยเ้าค่ะ” นวลหน้าขาวผ่องของนางปรากฏคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิทดี ั์ตาสีดำขลับกลมโตจับจ้องโม่กุ่ยเสินอย่างเคารพ
ในขณะนี้เองที่ไป๋เติ่งราวกับิญญาหลุดออกจากร่าง เขาจะต้องเป็คนต่อไปที่ขึ้นไปวัดระดับพร์ คนแรกนั้นเป็อัจฉริยะที่ร้อยปีจะเกิดขึ้นสักคน นี่ไม่ต่างอันใดไปจากการส่งตัวเองไปโดนเชือด เขาคิดว่าตนเองนั้นโดดเด่นที่สุดในบรรดาศิษย์ใหม่ …นั่นช่างเป็ความคิดที่โง่เขลายิ่งนัก ไม่ใช่เพียงเื่นี้เท่านั้นที่ทำให้ชายหนุ่มหนักใจ
…เจียวอ้าว …คู่หมั้นของเขา …นางมีแผลเป็ตรงบริเวณหน้าผากข้างขวา ต่อให้เื่นี้ทราบไปถึงตระกูลเจียวก็คงไม่มีผู้ใดสนใจนาง แต่ทว่า สิ่งที่น่าสลดยิ่งกว่านั้น ไป๋เติ่งกลับรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก รอยแผลเป็ของนางนั้นเด่นสะดุดตาเกินไป อีกทั้ง มันยังดูอัปลักษณ์มากอีกด้วย… ความรู้สึกด้านลบนี้กำลังก่อเกิดขึ้นในจิตใจของไป๋เติ่งอย่างเชื่องช้าโดยไร้สัญญาณเตือนอันใด
ลู่หลินที่สูญเสียการควบคุมไปเพิ่งคุมสติกลับมาได้ นางกระแอมไอเล็กน้อย “…ไป๋เติ่ง”