“อนิจจา...” เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจเดินตรงเข้าไปยังอารามแล้วยื่นมือไปปิดดาลประตูหลัก
ที่ตั้งอารามเต๋าอยู่ห่างไกลตอนกลางวันไม่มีผู้ใดมาจุดธูปไหว้ ตอนค่ำยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ตลอดทั้งปี คาดว่าจะมีเพียง่เทศกาลปีใหม่หรือไม่ก็วันเทศกาลอื่นๆเท่านั้น ถึงจะมีผู้คนมากหน้าหลายตาจากที่ต่างๆมาอธิษฐานขอพรเพื่อความสงบสุขร่มเย็น
เพราะศาลเ้าขนาดใหญ่ไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมืองก็มักมีผู้คนแออัดยัดเยียด เป็เหตุทำให้หลายชีวิตใจร้อนไม่อยากรอจึงได้เดินทางมาไหว้ขอพรที่เหล่าอารามอันห่างไกล แสวงหาความสะดวกสบายในการเดินทาง
ไม่มีแม้กระทั่งความศรัทธาเห็นภาพการล่มสลายของอารามเต๋าได้ชัดเจนเลยทีเดียว
ถึงแม้จะไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก แต่เมื่อเซียวจิ่งหยวนได้ไปเห็นภาพของศาลเ้าหันซานนอกตัวเมืองกูซูที่แม้จะตั้งอยู่ท่ามกลางไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ แต่กลับมีพระหลายร้อยรูปมีควันธูปลอยละล่องหมุนเวียนขาวโพลนเสมือนเมฆขาวไม่ขาดสายทั้งวันมาแล้วครั้งหนึ่งนั้นก็มินึกอยากไปอีก กลัวจะเ็ปจนอยากหลั่งน้ำตา
หากจะให้เปรียบเทียบระหว่างอารามหวนเจินกับศาลเ้าหันซานก็คงจะเป็เหมือนฟ้ากับเหว และด้วยเหตุผลนี้ทำให้เซียวจิ่งหยวนสงสัยในคำพูดของนักพรตเฒ่าเป็อย่างมาก
ในตอนที่นักพรตเฒ่ายังมีชีวิตอยู่ วันวันก็เอาแต่พ่นคำพูดไร้สาระอยู่ข้างหูเขาเช่นเมื่อพันกว่าปีก่อนอารามหวนเจินเคยเป็สำนักเซียนที่ยิ่งใหญ่ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนักสามารถควบคุมเทพปีศาจทั้งสามเขาห้าเกาะได้เป็อันดับหนึ่งของสำนักเต๋าในใต้หล้าทั้งปวง ตราบใดที่เป็สาวกของอารามหวนเจินแม้จะเป็ลูกศิษย์ทั่วไปที่ต่ำต้อยที่สุด เมื่ออยู่ในโลกของมนุษย์ธรรมดาก็เป็ผู้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าขุนนางทรงอำนาจ
เวลานั้นสาวกของอารามหวนเจินได้กินข้าววิเศษธัญญาหารเซียนกินตับัไขสันหลังหงส์ ร่ำสุราเซียนชั้นยอด กินยาอายุวัฒนะ บำเพ็ญพรตอันสูงส่งโบยบินสู่ชั้นฟ้าได้ดั่งใจนึก...
สำหรับเื่ขี้โม้พรรณนี้เซียวจิ่งหยวนไม่มีทางเชื่อ
อย่างไรเสีย อูฐผอมเจียนตายก็ยังใหญ่กว่าม้าคนมีฐานะหรือบารมีประสบเคราะห์กรรมก็ยังสบายกว่าคนยากจน หากพื้นเพอารามหวนเจินเป็เช่นนั้นจริงๆต่อให้ล่มสลายก็ควรมีสิ่งตกทอดหลงเหลืออยู่บ้างไม่ใช่ว่าเหลือไว้เพียงอารามเต๋าที่ผุพังเช่นนี้
มรดกอันเฟื่องฟูจากวิญญูชนดับสูญโดยชนรุ่นหลัง
ชีวิตย่อมมีทุกข์สุขพบและแยกจากจันทรามีข้างขึ้นย่อมมีข้างแรม ด้วยเหตุนี้เซียวจิ่งหยวนจึงเข้าใจความจริงนี้เป็อย่างดีไม่ว่าราชวงศ์จะเจริญรุ่งเรืองเพียงใดก็ย่อมมี่เวลาที่ตกต่ำนับประสาอะไรกับลัทธิพวกนี้
ปกติแล้วการล่มสลายของมันจะไม่เกิดรวดเร็วมักค่อยเป็ค่อยไป ภายใต้การทำลายล้างของเวลาข้อด้อยที่สะสมมาทุกยุคทุกสมัยกระทั่งพละกำลังแห่งรากฐานที่แข็งแกร่งก็ไม่อาจหยุดยั้งการล่มสลายได้
แต่ตอนที่เซียวจิ่งหยวนถาม ว่าอารามหวนเจินล่มสลายได้อย่างไรนักพรตเฒ่าก็เอาแต่ตัดบท จากคำบอกเล่าที่สืบทอดมาในสำนักเหมือนว่าอารามหวนเจินจะล่มสลายลงตอนที่รุ่งเรืองมากที่สุด
เพียงชั่วข้ามคืนจากสำนักเซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ร่วงลงกลายเป็เพียงสำนักเล็กๆ ที่เสื่อมโทรมเป็ไปได้ด้วยหรือ และถึงแม้จะเป็ไปได้ แต่กระนั้นการเปลี่ยนแปลงกะทันหันแบบใดถึงนำมาสู่ผลสุดท้ายเช่นนี้
คำถามมากมายที่แม้แต่นักพรตเฒ่าก็ไม่แน่ใจจึงเป็ธรรมดาที่ไม่อาจให้คำตอบได้
จากคำอธิบายของนักพรตเฒ่าเซียวจิ่งหยวนจึงยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คิดว่าอาจเป็เพราะนักพรตเฒ่าเอาดีใส่ตัวเพื่อล่อลวงให้เขาที่ถูกมองว่าเป็อัจฉริยะมาเป็ลูกศิษย์ของอารามหวนเจิน และกลายเป็ผู้สืบทอดคำโกหกมดเท็จเหล่านี้
เพียงแต่เมื่อนึกถึงบุญคุณอันใหญ่หลวงของนักพรตเฒ่าที่มีต่อตัวเขาก็ไม่อยากจะจับผิด
“ข้าคนสมัยใหม่คนหนึ่ง สาบานว่าจะยึดถือปฏิบัติตามคำสอนไม่เคยคิดคดทรยศเลย แต่ข้าจนปัญญาแล้วจริงๆ ตาเฒ่าก็เหมือนกัน ตายไปแล้วก็ยังมิวายลากข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกจริงๆ เลย...เฮงซวยจริงๆ !” เซียวจิ่งหยวนบ่นพึมพำส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ เดินมาถึงห้องนอนด้วยความเชื่องช้า
ภายในห้องนอนตกแต่งด้วยเตียง โต๊ะเก้าอี้และตู้เสื้อผ้าของใช้ในบ้านไม่มาก ห้องดูคับแคบไปหน่อย แต่เขาก็ชินแล้ว เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงจากนั้นมือก็ลูบไปยังข้างเตียง
ตุบ!
ทันใดนั้น ไม้กระดานเตียงพลิกเซียวจิ่งหยวนที่อยู่ในห้องหายวับไป
ขณะเดียวกันเขาก็มาโผล่ที่ห้องอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ลุกขึ้นจุดเทียนอย่างชำนาญ ห้องที่มืดมิดก็สว่างไสวขึ้น
ที่นี่เป็ห้องกว้างห้องหนึ่งเป็ห้องลับที่ถูกสร้างขึ้นในชั้นใต้ดิน เป็ความลับแกนหลักสำคัญที่สุดของอารามเต๋าทั้งห้องว่างเปล่า ไร้ซึ่งข้าวของเครื่องใช้ภายใน ไม่มีของตกแต่งแม้แต่ชิ้นเดียวมีเพียงชั้นวางหนังสือที่มุมมุมหนึ่ง บนชั้นวางหนังสือมีสิ่งของที่ดูคล้ายกับตำราม้วนไม้ไผ่วางกระจัดกระจายอยู่
ตำราม้วนไม้ไผ่เ่าั้คือคัมภีร์บำเพ็ญพรตที่ตกทอดมาของอารามหวนเจิน
แม้แต่ชั้นหนังสือยังวางไม่เต็มชั้นเลยแต่ละม้วนยังบางยิ่งกว่าหนังสือเรียนเด็กประถมเสียอีก ช่างน่าเศร้า
แน่นอนเซียวจิ่งหยวนทราบดีว่าคำพูดที่ส่งต่อกันมาหนึ่งประโยคเป็สาเหตุของคำเท็จในม้วนตำรานับหมื่นเล่มและคัมภีร์กองเป็ูเาความรู้มหาศาลดั่งท้องทะเลไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จแห่งการบำเพ็ญเพียร
บางครั้งบทสวดเพียงท่อนเดียวหรือคำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำก็อาจจะมีประโยชน์กว่าตำราสองสามหมื่นม้วนก็ได้
ปัญหาก็คือไม่ว่าเซียวจิ่งหยวนจะศึกษาอย่างไรก็ไม่รู้สึกว่าคัมภีร์บนชั้นหนังสือเหล่านี้จะเพียงพอสู่หนทางแห่งความสำเร็จและเคล็ดลับการบรรลุเซียนได้เขาจึงสรุปด้วยความรู้ที่มีว่าเคล็ดวิชาในคัมภีร์เหล่านี้ง่ายเกินไปไม่แน่อาจจะเป็เพียงแค่วิทยายุทธเบื้องต้นทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเ็ปก็คือเขาฝึกอยู่เจ็ดแปดปีแม้แต่ขั้นต้นยังทำไม่ได้เลย
ไม่ใช่ว่าเขาเกิดมาโง่หรือไม่มีความเฉียวฉลาดแต่อย่างใด แต่หลักๆ คือคัมภีร์เหล่านี้บกพร่องไม่สมบูรณ์เคล็ดลับสำคัญนั้นขาดหายไป
เขาลำบากตรากตรำฝึกบำเพ็ญไปได้เสียเจ็ดแปดปีนักพรตเฒ่าทนดูไม่ไหวจึงบอกเื่นี้แก่เขาเป็นัยๆ
ตอนนั้นเมื่อเขาได้รู้เื่นี้เข้าราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ แทบกระอักเื
แต่จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
“เข้าฌานรวมสมาธิ หลอมรวมเป็หนึ่ง กลั่นแล้วควบแน่น...”
เซียวจิ่งหยวนเดินมาถึงชั้นหนังสือเปิดตำราม้วนไม้ไผ่อย่างแ่เบา ในม้วนตำราปลายพู่กันบรรจงวาดจดบันทึกขอบเขตการฝึกบำเพ็ญไว้พอสังเขป
เข้าฌานรวมสมาธิคือขั้นเบื้องต้นและเป็ขั้นพื้นฐาน
การเข้าฌานหรือที่เรียกว่าการทำสมาธินั้น ทางเต๋าเรียกว่าการเข้าฌานส่วนพุทธเรียกว่าการทำสมาธิ แม้วิธีการเรียกจะไม่เหมือนกันแต่โดยเนื้อแท้นั้นเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็การเข้าฌานหรือการทำสมาธิจุดมุ่งหมายโดยแท้จริงแล้วคือการจดจ่ออยู่ในสมาธิ ขจัดความคิดฟุ้งซ่านจากนั้นปลุกเร้าพลังงานแฝงในตัว แล้วเชื่อมต่อ์และโลกเข้ากับจักรวาลเข้าดูดซับพลังอันศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดิน
บำเพ็ญภายใต้พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของฟ้าดินร่างกายจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ละสังขารสำเร็จเป็เซียน
สรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่ก่อกำเนิดจากสิ่งเล็กๆสิ่งที่ไม่มีก่อกำเนิดจนเกิดมีโดยธรรมชาติแล้วขั้นแรกที่เป็พื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็คือการเข้าฌาน รวบรวมสมาธิ ผู้ใดก็มิอาจมองข้ามได้
เซียวจิ่งหยวนโชคร้ายมากที่ติดอยู่ที่ด่านนี้
เจ็ดหรือแปดปี ที่เขาถูกขวางอยู่หน้าประตูคิดหาวิธีการต่างๆ นานา ก็ไม่อาจผ่านประตูเข้าไปได้ เหตุผลง่ายนิดเดียวนั่นก็คืออารามหวนเจินมีเพียงคัมภีร์ แต่ไม่มีสิ่งของรวมจิต
ต้องรู้ก่อนว่าไม่ว่าจะเป็การเข้าฌานหรือการเข้าสมาธิการเก็บมาใคร่ครวญ หรือการเห็นแล้วคิดตามนั้น แิทั้งสองนี้ต่างกัน
การเก็บแล้วค่อยใคร่ครวญการเห็นแล้วค่อยคิดตาม
เก็บสิ่งใด ใคร่ครวญสิ่งใด เห็นสิ่งใดคิดถึงสิ่งใด
สิ่งเหล่านี้ได้รับความสนใจเป็อย่างมากมีความคิดที่ลึกซึ้งในหลักปรัชญานักยิ่งกว่านั้นยังเป็ความลับสุดยอดของคัมภีร์แต่ละนิกายที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมาแล้วยังเป็การกำหนดทิศทางในการประพฤติปฏิบัติของเหล่าสาวกในอนาคตอีกด้วย
ยกตัวอย่างง่ายๆ เซียวจิ่งหยวนได้รับตำราเคล็ดลับอีกาดำมาเล่มหนึ่งถ้าฝึกวิชาอีกาดำสำเร็จก็สามารถควบคุมอีกาหลายแสนตัวให้รวมเป็กลุ่มก้อนบนฟ้าอย่างมืดฟ้ามัวดิน ทำให้ผู้คนสับสนและลงมือฆ่าอย่างไร้ร่องรอย
ทว่าหากอยากฝึกวิชาอีกาดำให้สำเร็จมีเพียงพระคัมภีร์นั้นไม่พอ
จะยังต้องมีรูปภาพ ภาพของอีกาดำ
ภาพนี้ โดยปกติจะเป็ยอดฝีมือที่ฝึกวิชาอีกาดำสำเร็จถ่ายทอดออกมาทีละเส้นอย่างบรรจงเต็มไปด้วยจิติญญาของวิชาอีกาดำ ผู้ที่้าฝึกวิชาอีกาดำ ต้องจดจ่อกับจิติญญาของวิชาอีกาดำในภาพเสียก่อนจากนั้นละทิ้งความคิดฟุ้งซานในสมอง และร่างภาพอีกาที่สมบูรณ์ภายในความคิดเมื่อภาพอีกาที่ร่างไว้ในความคิดรวมเข้ากับร่างกายเป็หนึ่งเดียวกันแล้ว ถึงสามารถดูดกลืนพลังตะวันจันทรารวบรวมลมปราณมาฝึกบำเพ็ญ
สิ่งนี้ถึงเป็ความลึกซึ้งของการเข้าฌานและการเข้าสมาธิ
ประการแรกต้องมีคัมภีร์ประการที่สองต้องมีรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ ภาพสมบูรณ์พร้อมอักษรเขียนชัดเจนเมื่อครบสองเงื่อนไขนี้ถึงจะพอฝึกบำเพ็ญได้อย่างแท้จริง
แต่ตอนนี้ในมือของเซียวจิ่งหยวนมีเพียงคัมภีร์ไม่มีภาพไม่ว่าเขาจะฉลาดเพียงใด แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ปราศจากภาพเจาะจงก็ไม่อาจจินตนาการถึงจิติญญาจากความว่างเปล่าบรรลุขั้นพื้นฐานได้ยากเป็ธรรมดา
“ยากยิ่งนัก...”
เซียวจิ่งหยวนส่ายศีรษะแล้วถอนหายใจยาวๆ
ไม่ใช่เพียงเขาแต่นักพรตเฒ่าก็เสียเวลาทั้งชีวิตไปกับการฝึกบำเพ็ญ ถึงบรรลุขั้นพื้นฐานได้อย่างไม่ตั้งใจแต่ก็รับรู้เพียงว่าร่างกายมีพลังเท่านั้น ไม่อาจใช้พลังได้อย่างอิสระ สุดท้ายก็เสียใจไปทั้งชีวิต
เมื่อนึกถึงเื่นี้เซียวจิ่งหยวนก็อดไม่ได้ที่จะสะท้อนใจ
ความโศกเศร้าแบบที่นักพรตเฒ่าต้องเผชิญประดุจจะกลายเป็วันพรุ่งที่เขาจะต้องเผชิญ
“ไม่ไหว ข้าไม่สนคำมั่นสัญญาใดๆ แล้ว”
เซียวจิ่งหยวนลังเล ที่โลกเดิมของเขา พวกคำสัญญาใดๆก็ไม่ต่างอะไรกับกระดาษแผ่นหนึ่ง ถ้าไม่อยากบังคับตนเองก็สามารถฉีกทิ้งได้ทุกเมื่อแต่เมื่อเขาเกิดความคิดอยากตระบัดสัตย์ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงการจากไปของนักพรตเฒ่า...
นักพรตเฒ่าที่ฝึกจนมีลมปราณแล้วตามหลักควรมีอายุยืนร้อยปีแต่กลับศึกษาเคล็ดวิชาอย่างมุทะลุจนธาตุไฟเข้าแทรก ลมปราณแตกซ่าน จิตใจคับข้องจนตายเพียงเพื่ออยากวาดภาพจิติญญาให้เซียวจิ่งหยวนได้ศึกษา เซียวจิ่งหยวนจึงรับไม่ได้ถ้าจะทำให้คนที่ตายเพื่อให้เขาได้สืบทอดสำนักนั้นผิดหวัง
“เ้าติดกับเข้าให้แล้ว!”
เซียวจิ่งหยวนเคาะศีรษะตนเองหัวใจของเขาไม่อาจสงบลงได้ จิตใจร้อนรุ่ม สติกระเจิดกระเจิง
อารมณ์เช่นนี้ช่างไม่เหมาะต่อการบำเพ็ญเอาเสียเลย ดูท่าคืนนี้จะสูญเปล่าอีกแล้ว
เขาส่ายศีรษะเบาๆกะว่าจะออกไปอาบน้ำเย็นๆ ด้านนอก ให้ร่างกายและจิตใจเย็นลงสักหน่อยไม่ทันไรก็มีแสงสีขาวเล็กๆ สว่างวาบขึ้นที่ช่องระบายอากาศตรงมุมห้อง
จากนั้นอากาศวูบหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาจนเปลวเทียนสั่นไหว
“อะไรน่ะ”
เซียวจิ่งหยวนใได้ยินเสียงดังโครมครามจากข้างนอก ดังกึกก้องไกลไปร้อยลี้
“ฝนตกฟ้าร้องกระมัง”
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดได้ว่าฝนฟ้าคะนอง่ฤดูใบไม้ผลิเป็เื่ปกติ แต่เมื่อนึกได้ว่าตากผ้าเอาไว้ที่ลานของอารามเต๋าเขาก็รีบปีนออกมาจากห้องมืดและพุ่งตรงไปยังหลังอาราม
ตอนเขาพุ่งตัวมาถึงหน้าประตูฟ้าก็แลบแปลบ เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ตามมาด้วยฟ้าผ่าที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรงนำมาซึ่งอำนาจวายุอัสนีแห่ง์เก้าชั้นฟ้า
เซียวจิ่งหยวนหยุดฝีเท้าในทันทีเงยหน้าขึ้นตามสัญชาติญาณ เห็นเพียงแสงประหลาดที่กำลังเปล่งแสงอยู่ตรงหน้าเขาสว่างจนตาเขาพร่าไปชั่วขณะ
“เปรี้ยง!”
พริบตาเดียวฟ้าก็ผ่าลงมาโดนร่างของเซียวจิ่งหยวนเต็มๆเขาตัวแข็งทื่อเป็หิน ิัไหม้เกรียมปากพ่นควันออกมาแล้วกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า “อีกแล้ว...”
เขาล้มลงบนพื้นและสลบไป