"สวัสดีค่ะคุณคีรินทร์”
“สวัสดีครับคุณประภัสสร”
ชายหญิงต่างวัยทั้งสองยกมือไหว้ทำความเคารพซึ่งกันและกัน
ประภัสสรมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ตกตะลึง ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ หน้าตาคมคาย แพคิ้วดกดำรับกับจมูกโด่งเป็สันบวกเข้ากับริมฝีปากที่แดงระเรื่อ ทุกสัดส่วนบนใบหน้าส่งผลให้เขาดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ น่ามอง น่าหลงใหลจนไม่สามารถละสายตาจากใบหน้านั้นได้ แต่ถว่าพลันสายตาของสาวใหญ่วัยกลางคนก็ต้องสะดุดกับเก้าอี้วิวแชร์ที่เขานั่งมันเข้ามา โดยมีพชร บุรุษพยาบาลประจำตัวของเขาเป็คนเข็นเข้ามา
“เคยได้ยินชื่อคุณคีรินทร์มานาน วันนี้เพิ่งมีโอกาสได้พบตัวจริง เอ่อ…ขาของคุณคีรินทร์เจ็บอยู่เหรอคะ” เธอเอ่ยถามชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถเดินได้เหมือนคนปกติทั่วๆไป
“เปล่าหรอกครับ แค่กๆ แต่ขาผมเป็แบบนี้มาั้แ่เด็กแล้วครับ แค่กๆ” ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์พูดไปด้วยไอไปด้วยอย่างอ่อนแรง แสดงออกให้คนตรงหน้าคิดว่าตนเป็ผู้สุขภาพไม่ดี
“จริง เหรอคะ” เธอถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในคำตอบที่ได้รับมา
“ครับ ขาของคุณคีรินทร์ถึงแม้จะดูเหมือนขาของคนปกติทั่วไป แต่จริงๆแล้วคุณคีรินทร์เป็โรคกล้ามเนื้อขาไม่ตอบสนอง จึงไม่สามารถเดินได้ จะต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา แต่คุณประภัสสรไม่ต้องเป็กังวลนะครับ เพราะผมจะเป็คนดูแลคุณคีรินทร์ทุกอย่างอยู่แล้ว” พชร ที่ยืนจับรถเข็นอยู่ช่วยพูดอีกแรงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเื่ราว
“ค่ะ” ประภัสสรส่งยิ้มเจื่อนๆไปให้พวกเขา ก่อนที่จะหันไปหาลูกสาวของตน และพูดกระซิบให้พวกเธอได้ยินกันเพียงแค่สามคน “ทำไมแม่ไม่เห็นเคยรู้เลยว่าคุณคีรินทร์พิการขา”
“น้องป่านก็เพิ่งรู้ค่ะ แต่ก็คงจะอย่างที่เห็น น้องป่านไม่เอานะคะ กลัวลำบาก” เธอพูดกระซิบคุยกับผู้เป็แม่และพี่สาว
“ปานก็ไม่เอาค่ะ” ปานเกตุส่ายหัวและพูดเบาๆปฏิเสธว่าตนก็ไม่เอาเช่นกัน
“คุณพ่อให้ผม แค่กๆ มารับตัวว่าที่เ้าสาวของผมน่ะครับ แค่กๆ ไม่ทราบว่าพวกคุณสองคนใช่…”
“ไม่ใช่ค่ะ” หญิงสาวทั้งสองตอบพร้อมเพรียงกันราวกับนัดกันมา
“เอ่อ คนที่จะให้แต่งงานกับคุณคีรินทร์คือหลานสาวของดิฉันค่ะ ปรางรัศมี จันทร์ประดับ ดิฉันรับไว้เป็ลูกบุญธรรม ถึงแกจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของดิฉัน แต่ดิฉันก็รักแกมากเหมือนลูกแท้ๆไม่แพ้ไปกว่ายัยป่านกับยัยปานเลยค่ะ” ประภัสสรรีบพูดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของชายหนุ่มจากลูกสาวทั้งสอง “ยังไงก็ฝากคุณคีรินทร์ดูแลแกด้วยนะคะ” พร้อมกับฝากฝังปรางรัศมีไว้กับคีรินทร์ตามมารยาทผู้ที่ห่วงลูกหลาน
“ครับ แค่กๆ คุณประภัสสรไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ แค่กๆ” ชายหนุ่มรับปากพร้อมกับ แสยะยิ้มเล็กๆที่มุมปากคิดสมเพชในการกระทำของหญิงตรงหน้า และตลกตัวเองที่ต้องเล่นละครทั้งที่เขาก็รู้ความจริงทั้งหมดอยู่แล้ว
“ปาน ป่าน ไปตามหนูปรางมาไป” ประภัสสรหันไปพูดกับลูกทั้งสองของเธอ
“ค่ะ” หญิงสาวทั้งสองตอบรับก่อนจะพากันเดินไปด้านหลังของบ้านซึ่งเป็ห้องนอนของปรางรัศมี
“นังปราง แกอยู่ไหน” เสียงเอะอะโวยวายตามหาตัวปรางรัศมีดังมาถึงหน้าบ้าน สร้างความอับอายและเสียหน้าให้กับประภัสสรไม่น้อย
“ขอโทษด้วยนะคะ เด็กๆมันเล่นกันน่ะค่ะ เป็ปกติแหละค่ะ เด็กๆพวกนี้เขาสนิทกัน สอนเท่าไหร่ไม่รู้จักจำว่าอย่าเรียกพี่น้องตัวเองแบบนี้” เธอแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ทำทีปรามลูกของตนเพื่อรักษาหน้า
“อ่อ ครับ” ชายหนุ่มขานรับพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆที่มุมปาก เอ็นดูความไม่ถนัดการแสดงของปานเกตุและป่านแก้วที่ไม่ได้สักครึ่งหนึ่งของผู้เป็มารดาเลย
“นังปราง ฉันเรียกทำไมไม่ตอบ นี่แกตั้งใจกวนประสาทฉันเหรอ” ป่านแก้วถามอย่างเอาเื่เมื่อเธอเจอตัวปรางรัศมี
“คุณป่าน คุณปาน มีอะไรจะใช้ปรางเหรอคะ” หญิงสาวทำทีถามไร้เดียงสา ทั้งที่เธอก็รู้อยู่แล้วว่าพวกหล่อนมาหาตนด้วยเื่อันใด
“ไม่มี” ป่านแก้วตอบ “แต่คนที่มีคือคุณแม่ คุณแม่เรียกหา ยินดีด้วยน๊ะจ๊ะ ราชรถกำลังจะมาเกยถึงกระไดแกแล้วย่ะ” เธอพูดด้วยท่าทางขบขัน เมื่อคิดว่าต่อจากนี้ไปพี่สาวต่างสายเือย่างปรางรัศมีจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
“ราชรถ? อะไรเหรอคะ” เธอแสร้งทำไม่เข้าใจในสิ่งที่ป่านแก้วพูด
“โอ้ย แค่ราชรถยังไม่รู้จักเลย” ป่านแก้วก่นด่าอย่างอารมณ์เสีย
“เธอจะไปเอาอะไรนักหนากับมัน นังปรางมันจบแค่ ม.3 มันโง่ มันไม่เข้าใจเธอหรอก” ปานเกตุพูดกับน้องสาวของตน ก่อนจะหันมาพูดกับปรางรัศมีเสียงแข็ง “ตามพวกฉันไปหาคุณแม่ที่ห้องรับแขก”
เธอกล่าวก่อนจะหันหลังเดินก้าวเท้าสับไปยังห้องรับแขก ตามด้วยป่านแก้วผู้เป็น้องสาว
“คุณหนู” ป้าเนียมที่รู้เื่ทุกอย่างจากคุณหนูของเธอแล้ว จึงเรียกรั้งหญิงสาวเอาไว้ด้วยความอาลัยอาวรณ์
“ป้าเนียมคะ หนูไม่เป็อะไรค่ะ สักวันหนูจะกลับมาหาป้าเนียมนะคะ หนูไม่อยู่ป้าเนียมต้องดูแลตัวเองดีๆนะคะ” เธอพูดปลอบใจหญิงชราด้วยความเป็ห่วง
“คุณหนูจะตัดสินใจแบบนี้จริงๆเหรอคะ คุณหนูลองคิดดูอีกทีสิคะ คุณคีรินทร์คนนั้นเขาเป็คนยังไงก็ไม่รู้ จะดีหรือร้ายก็ไม่รู้ คุณหนูจะไปอยู่กับเขาได้เหรอคะ” ป้าเนียมพยายามพูดชักชวนให้คุณหนูของเธอเปลี่ยนใจ เพราะเธอกังวลว่าถ้าหากปล่อยให้หญิงสาวไปอยู่นอกสายตา นั่นเท่ากับว่าเธอจะไม่ได้รับรู้เลยว่าคุณหนูของตนนั้นเป็อยู่ลำบากหรือสบายดีอย่างไร
“หนูตัดสินใจดีแล้วค่ะ เพื่อรักษาบ้านหลังนี้เอาไว้ หนูต้องทำแบบนี้ค่ะ” เธอยืนยันความตั้งใจของตนเอง “ป้าเนียมไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ คุณหนูของป้าเก่งจะตาย เื่แค่นี้เอง เอาตัวรอดได้อยู่แล้วค่ะ” และพูดให้กำลังใจป้าเนียมที่เป็เหมือนญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของเธอ
“ไปข้างนอกกันดีกว่าค่ะ ป่านนี้เขาคงจะรอแล้ว” เธอพูดเตือนสติป้าเนียมว่าตอนนี้พวกเธอกำลังสายแล้ว
“งั้นเดียวป้าไปส่งนะคะ” ป้าเนียมพูดก่อนจะเดินไปจับมือกับหญิงสาวและพากันเดินออกมา มุ่งตรงไปยังห้องรับแขกของบ้านจันทร์ประดับ