ณ ลานฝึกฝนชั้นนอกของสำนักเมฆาอรุณ ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบอยู่กลางอากาศที่ร้อนระอุ ดวงตะวันยามบ่ายสาดแสงแผดเผาลงมาอย่างไม่ปรานี เหล่าศิษย์ตัวน้อยในชุดสีเทาซอมซ่อกำลังฝึกฝนกระบวนท่าพื้นฐานอย่างแข็งขัน เสียงะโร้อง "ฮ่า!" "ย่าห์!" ดังขึ้นเป็จังหวะ แต่สำหรับเด็กชายร่างท้วมเล็กน้อยคนหนึ่ง ณ มุมหนึ่งของลานฝึก เสียงเ่าั้กลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที
เด็กชายผู้นั้นคือ หลินเฟิง ในวัยห้าขวบ เขากำลังถูกล้อมโดยกลุ่มเด็กที่โตกว่าเล็กน้อย นำโดยเด็กชายร่างสูงใหญ่ที่สุดในกลุ่มนามว่า จ้าวหู่
"เ้าเด็กกำพร้า!" จ้าวหู่ตะคอกใส่หน้าหลินเฟิง พร้อมกับผลักหน้าผากของเขาอย่างแรงจนเซถอยหลังไปสองก้าว "คิดว่าท่านผู้เฒ่าซูมอบขนมให้แล้วจะเหิมเกริมรึ? เ้ามันก็แค่เศษสวะที่ท่านเ้าสำนักเก็บมาเลี้ยงเท่านั้นแหละ!"
"ข้า...ข้าเปล่านะ ศิษย์พี่จ้าว" หลินเฟิงตัวน้อยกล่าวเสียงสั่น เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการได้รับความเมตตาจากผู้าุโจึงทำให้เขาต้องกลายเป็เป้าสายตาของคนกลุ่มนี้ เขาเป็เพียงเด็กกำพร้าที่ถูกพบทิ้งไว้หน้าสำนักเมื่อหลายปีก่อน และถูกเลี้ยงดูมาในฐานะศิษย์ชั้นนอกที่ต่ำต้อยที่สุด
"ยังจะเถียงอีก!" เด็กอีกคนที่เป็ลูกไล่ของจ้าวหู่ ตวาดเสริม "ข้าเห็นกับตาว่าเมื่อเช้าเ้าแอบไปพบท่านผู้เฒ่าซูมา! คงจะไปฟ้องเื่ที่พวกเราสั่งสอนเ้าเมื่อวันก่อนสินะ!"
ความจริงแล้ว หลินเฟิงเพียงแค่บังเอิญเจอท่านผู้เฒ่าซูระหว่างทาง และผู้าุโใจดีก็เพียงแค่ยื่นขนมน้ำตาลปั้นให้ชิ้นหนึ่งด้วยความเอ็นดูเท่านั้น แต่ในสายตาของจ้าวหู่ที่มาจากตระกูลสาขาเล็กๆ และมีความทะเยอทะยานสูง การกระทำนั้นคือการเล่นพรรคเล่นพวกที่น่ารังเกียจ
หลินเฟิงในวัยห้าขวบไม่มีปัญญาจะอธิบายเื่ซับซ้อนเช่นนั้นได้ ความกลัวทำให้เขาก้าวถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับไปชนเข้ากับเด็กอีกคนหนึ่งที่อ้อมไปดักรอไว้แล้ว
"จะหนีไปไหน?"
พลั่ก!
หมัดหนักๆ แต่ไร้กระบวนท่าของเด็กโตกว่าชกเข้าที่ท้องน้อยของหลินเฟิงอย่างจัง เด็กชายตัวน้อยงอตัวลงด้วยความเ็ป น้ำตาเริ่มคลอหน่วย ทว่าก่อนที่เขาจะได้ร้องไห้ออกมา เท้าของจ้าวหู่ก็ถีบเข้าที่กลางหลังของเขาเต็มแรง
ร่างของหลินเฟิงปลิวไปข้างหน้าเหมือนว่าวสายป่านขาด โชคร้ายที่จุดที่พวกเขายืนอยู่นั้นเป็เนินดินเล็กๆ ที่ลาดชันลงไปยังลำธารสายเก่าที่แห้งเหือด ร่างของเด็กชายกลิ้งหลุนๆ ลงไปตามความลาดชัน ศีรษะของเขากระแทกเข้ากับก้อนหินใหญ่ที่ฝังอยู่ในดินดัง "กึก!"
ภาพสุดท้ายที่หลินเฟิงเห็นคือใบหน้าที่ใปนสะใจของจ้าวหู่ ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงสู่ความมืดมิดอันหนาวเหน็บ
...
หนึ่งปีเต็ม...
หลินเฟิงใช้เวลาหนึ่งปีเต็มบนเตียงไม้เก่าๆ ในกระท่อมซอมซ่อท้ายสำนักซึ่งเป็ที่พักของศิษย์ชั้นนอก อาการาเ็ที่ศีรษะครั้งนั้นรุนแรงกว่าที่ทุกคนคาดคิด มันไม่เพียงทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอลง แต่ยังทำให้เขามีไข้ขึ้นสูงอยู่ตลอดเวลา สติสัมปชัญญะเลื่อนลอยอยู่ในภวังค์ระหว่างความจริงและความฝัน
ในห้วงฝันเ่าั้ เขาไม่ได้เห็นภาพของยุทธภพหรือสำนักเมฆาอรุณ แต่กลับเห็นภาพแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน...
เขาเห็น "กล่องเหล็ก" สี่ล้อที่วิ่งได้เองโดยไม่ต้องใช้ม้าเทียม เขาเห็น "กระจกวิเศษ" ที่ส่องแสงได้และมีภาพผู้คนเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน เขาเห็นตึกสูงเสียดฟ้าที่ทำจากโลหะและแก้ว...และที่สำคัญที่สุด เขาเห็นตัวเอง...
แต่ตัวเขาในฝันนั้นไม่ใช่เด็กชายหลินเฟิง แต่เป็ชายร่างอ้วนวัยสี่สิบกว่าปีที่นั่งอยู่หน้ากระจกวิเศษนั่นทั้งวันทั้งคืน ใบหน้าของเขาซีดเซียว ร่างกายเต็มไปด้วยไขมันส่วนเกิน เขากำลังใช้มือจิ้มๆ กดๆ บน "แผ่นกระดาน" ประหลาด และหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขขณะที่สายตาจับจ้องไปยังตัวอักษรมากมายบนกระจก
ความฝันเหล่านี้วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แรกเริ่มหลินเฟิงคิดว่ามันเป็เพียงผลพวงจากพิษไข้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำในฝันกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว...ความทรงจำของชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง...
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง ไข้ของหลินเฟิงขึ้นสูงจนถึงขีดสุด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับลูกนก ในเสี้ยววินาทีที่สายฟ้าฟาดสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ความเ็ปแหลมลึกก็แล่นปราดเข้าสู่สมองของเขา!
"อ๊ากกกกก!"
เขากรีดร้องออกมาสุดเสียง ก่อนที่ภาพความทรงจำทั้งหมดของชายโอตาคุจากโลกที่เรียกว่า "โลก" จะถาโถมเข้ามาในจิตใจของเด็กห้าขวบราวกับเขื่อนแตก!
ความทรงจำ 42 ปีเต็ม...ความรักในวัยเรียนที่ไม่สมหวัง, การทำงานในออฟฟิศอันน่าเบื่อ, การค้นพบโลกแห่งนิยายออนไลน์ที่กลายเป็ที่พักพิงทางใจ, ความสุขจากการอ่านเื่ราวของจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่, และความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าในบั้นปลาย...จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายบนเตียงในโรงพยาบาล
ทุกสิ่งทุกอย่างหลอมรวมเข้ากับความทรงจำอันน้อยนิดของเด็กชายหลินเฟิงวัยห้าขวบ
เมื่อพายุสงบลง หลินเฟิงก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่แววตาของเขาในตอนนี้ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนเด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว มันเต็มไปด้วยความสับสน, ความเหนื่อยล้า, ความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง...และความขมขื่น
"นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะ..." เสียงที่หลุดออกมาจากปากเล็กๆ นั้นแหบพร่า แต่ความคิดในหัวของเขาชัดเจนแจ่มแจ้ง "เกิดใหม่...เราเกิดใหม่จริงๆ แถมยังมาอยู่ในโลกที่เหมือนกับนิยายจีนเป๊ะๆ อีก"
เขานอนนิ่งอยู่บนเตียง จ้องมองเพดานไม้ผุๆ พลางพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เป็อยู่ เขาลองขยับแขนขา...มันยังคงอ่อนแรงแทบไร้ความรู้สึก หนึ่งปีที่นอนติดเตียงทำให้กล้ามเนื้อของเขาลีบฝ่อไปหมด
"บัดซบเอ๊ย!" เขาสบถในใจ "ชาติที่แล้วก็ตายอย่างน่าสมเพชบนเตียง ชาตินี้ก็จะมาตายอนาถบนเตียงอีกรึไง!"
ความคิดนั้นจุดประกายบางอย่างขึ้นในใจ ขณะที่เขานอนทบทวนความทรงจำจากชาติก่อน ภาพปกนิยายเื่โปรดของเขาก็ผุดขึ้นมาในหัว... "จักรพรรดิเทพัสยบฟ้า"
เขาจำเนื้อเื่ได้ทุกฉากทุกตอน จำได้แม้กระทั่งเคล็ดวิชาที่ตัวเอกใช้ฝึกฝนใน่เริ่มต้น...เคล็ดวิชาที่ถูกบรรยายไว้ว่าเรียบง่ายที่สุด แต่ก็เป็รากฐานที่สำคัญที่สุด...
"เคล็ดวิชาหมื่นธารไหลรวม"
"ในนิยายมันเขียนไว้ว่า เคล็ดวิชานี้คือการชักนำพลังปราณจากฟ้าดินเข้าสู่ร่างผ่านการหายใจ เพื่อสร้างรากฐานของลมปราณ..." เขาพึมพำกับตัวเอง "ในโลกเก่าน่ะมันเป็ไปไม่ได้หรอก เพราะที่นั่นไม่มีสิ่งที่เรียกว่า 'พลังปราณ' อยู่ในอากาศ...แต่ที่นี่..."
ดวงตาของหลินเฟิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในสมองที่แก่เกินวัยของเขา
"ที่นี่...คือโลกยุทธภพ...ถ้ามันมีอยู่จริงล่ะ?"
มันเป็ความคิดที่ดูบ้าบิ่นและไร้สาระ แต่สำหรับคนในสถานการณ์ของเขาที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว มันคือฟางเส้นสุดท้าย
เขาค่อยๆ ขยับตัวอย่างยากลำบาก จัดท่านั่งขัดสมาธิบนเตียงเท่าที่ร่างกายอันอ่อนแอจะอำนวย เขาหลับตาลง พยายามขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้วเริ่มต้นทำตามขั้นตอนที่เขาจำได้ขึ้นใจจากตัวอักษรในนิยาย
กำหนดลมหายใจ...สูดเข้าให้ลึก...ผ่อนออกให้ยาว... จินตนาการว่าอากาศที่หายใจเข้าไปคือกระแสพลัง... ชักนำกระแสพลังนั้นให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง...แล้วรวบรวมไว้ที่ท้องน้อย...ณ จุดที่เรียกว่า 'ตันเถียน'...
นาทีแล้วนาทีเล่า...ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม...
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
ความเงียบงันมีเพียงเสียงลมหายใจของเขาเอง ความผิดหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ
"เหอะ...ก็ว่าแล้ว นิยายก็คือนิยายนั่นแหละ เรามันโง่เองที่ไปเชื่อเื่เพ้อฝันแบบน-"
!!
ทันใดนั้นเอง! เขาก็ััได้ถึงมัน!
มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่อะไร เป็เพียงกระแสความอบอุ่นสายเล็กๆ ที่บางเบาราวกับเส้นด้าย ไหลผ่านเข้ามาพร้อมกับลมหายใจ มันเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างแ่เบาและเชื่องช้า แต่สำหรับหลินเฟิงที่นอนป่วยมาหนึ่งปีเต็มและมีความรู้สึกเฉียบคมกว่าคนปกติ เขาััมันได้อย่างชัดเจน!
มันคือความรู้สึกมีชีวิตชีวา!
หัวใจของหลินเฟิงเต้นระรัวอย่างรุนแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความตื่นเต้น ดีใจ และความหวังทั้งหมดประดังประเดเข้ามาจนเขาน้ำตาซึม
"มีจริง...พลังปราณมันมีอยู่จริง!!"
เขาไม่รอช้า รีบทำสมาธิและเริ่มต้นโคจรพลังอีกครั้ง คราวนี้เขามีสมาธิมากขึ้นและมุ่งมั่นกว่าเดิม เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ชักนำกระแสพลังอันน้อยนิดนั้นเข้ามาในร่างอย่างระมัดระวัง...โคจรมันไปตามเส้นลมปราณหลักที่ถูกบรรยายไว้ในนิยาย...แล้วค่อยๆ ส่งมันไปรวมไว้ที่ตันเถียน
หนึ่งชั่วยาม...สองชั่วยาม...จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาทางรอยแตกของผนังกระท่อม
หลินเฟิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แต่แววตาของเขากลับสว่างไสวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เขารู้สึกได้ถึงพลังงานอุ่นๆ กระจุกตัวอยู่ที่ท้องน้อย แม้มันจะเล็กจ้อยจนแทบจะสลายไปได้ทุกเมื่อ แต่มันก็คือ "เมล็ดพันธุ์แห่งลมปราณ" ที่เขาเพาะขึ้นมาด้วยตัวเอง!
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กชายเป็ครั้งแรกในรอบปี มันไม่ใช่รอยยิ้มที่ใสซื่อบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าและประกายตาที่คมกริบเกินวัย
จ้าวหู่...ความอ่อนแอ...ความเจ็บป่วย...การถูกเหยียดหยาม...
ภาพเ่าั้ฉายชัดขึ้นมาในหัวของเขา แต่ตอนนี้มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวหรือสิ้นหวังอีกต่อไป
มันกลับกลายเป็เชื้อเพลิง...เชื้อเพลิงที่จะผลักดันให้เขาแข็งแกร่งขึ้น!
"ในเมื่อ์ให้โอกาสข้าได้เกิดใหม่ในโลกใบนี้พร้อมกับ 'คัมภีร์เทพ' ในหัว...ข้าก็ขอสาบานว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมากดขี่ข้าได้อีก!"
ค่ำคืนแห่งการเปลี่ยนแปลงได้สิ้นสุดลง และรุ่งอรุณแห่งเส้นทางจอมยุทธ์สายใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเงียบงัน...ภายในกระท่อมซอมซ่อท้ายสำนักเมฆาอรุณแห่งนี้