องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 การลงโทษ

            “ไม่ทำอะไรแล้วท่านมารบกวนเวลานอนของข้าทำไม?” อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองเขาอย่างขุ่นเคืองลุกขึ้นจากกองฟาง รู้สึกไม่พอใจกับการกระทำเมื่อครู่ของเขาอยู่บ้างเดิมทีคิดจะไม่ใส่ใจ แต่พอเห็นว่าร่างเขาทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “เหตุใดท่านถึงเปียกปอนไปทั้งตัวเช่นนี้?”

            “ออกไปข้างนอกมา เปียกฝน” จางเจิ้นอันตอบสั้นๆ แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของนางไม่วางตา

            “ฝนตกหนักถึงเพียงนี้ท่านจะออกไปข้างนอกทำไมกัน?” อันซิ่วเอ๋อร์ซักต่อนางคาดเดาว่าเขาคงออกไปหาปลา น้ำเสียงจึงอ่อนลงเล็กน้อยแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเบือนหน้าหนี เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ “เมื่อวานฝนตกหนักปานนั้น วันนี้น้ำในแม่น้ำคงเชี่ยวกรากน่าดูเรือหาปลาลำเล็กๆ ของท่านจะไปต้านลมต้านคลื่นแรงๆ เช่นนี้ได้อย่างไร”

            “ข้าไม่ได้ไปหาปลา ข้าออกไปตามหาเจ้า”จางเจิ้นอันตอบเสียงเรียบ

            “ตามหาข้าทำไมกัน?” อันซิ่วเอ๋อร์หันขวับกลับมามองเขาเต็มตา “ข้าก็อยู่บ้านดีๆมีเรื่องอันใดให้ท่านต้องออกตามหาด้วยเล่า?”

            “ข้าบอกให้เจ้าล้างหน้าล้างตาแล้วไปกินข้าวใครใช้ให้เจ้ามาแอบนอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงนี้? มิหนำซ้ำยังถอดรองเท้าทิ้งไว้กลางลานอีก!”จางเจิ้นอันพอนึกถึงตอนที่เห็นรองเท้านางตกอยู่กลางโคลนแล้วก็พลันโมโหขึ้นมาอีกระลอก“วันก่อนเจ้าเพิ่งบอกเองว่าจะเชื่อฟังข้าในฐานะหัวหน้าครอบครัวนี่ผ่านไปไม่กี่วัน ข้าเรียกกินข้าว เจ้ากลับทำเป็นหูทวนลมเสียแล้ว!”

            “แล้วท่านเล่าเคยฟังข้าบ้างหรือไม่ข้าจะไปฟังท่านทำไม?” อันซิ่วเอ๋อร์แค่นเสียงหึในลำคอเชิดหน้าตอบอย่างไม่ยอมลดละ “ข้าอยากกินก็กินไม่อยากกินก็เรื่องของข้า ไม่ใช่ธุระกงการอันใดของท่าน!”

            “ไม่ใช่ธุระของข้างั้นรึ? ได้! เจ้าคอยดู วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้เข็ด!”

            จางเจิ้นอันหน้าดำคล้ำด้วยโทสะเขาไม่เข้าใจว่าภรรยาเด็กที่ปกติแสนจะว่านอนสอนง่าย เหตุใดจู่ๆถึงได้กลายร่างเป็นแม่แมวป่าตัวน้อยที่พร้อมจะกางเล็บข่วนได้ทุกเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องครัว หาสิ่งใดสักอย่างมาใช้ลงโทษนางให้เข็ดหลาบ

            พอนึกขึ้นได้ว่าอันซิ่วเอ๋อร์นั้นกลัวถูกตีที่สุดเขาจึงเอื้อมมือไปหยิบท่อเป่าไฟจากข้างเตาขึ้นมาก่อน ยกมันขึ้นสูงทำท่าจะฟาดลงมาอันซิ่วเอ๋อร์ตกใจหน้าซีด คิดว่าตนคงทำให้เขาโกรธจัดจริงๆ จนเผลอหลับตาปี๋แต่เขากลับโยนท่อเป่าไฟทิ้งไป แล้วเปลี่ยนไปหยิบเศษท่อนไม้ที่เล็กกว่าเดิมขึ้นมาแทน

            เขาถือท่อนไม้นั้นแกว่งไปมาตรงหน้านางสองสามทีแล้วก็โยนมันทิ้งไปอีก เปลี่ยนเป็นกิ่งฟืนเล็กๆ อันหนึ่งเขาใช้กิ่งฟืนนั้นลองตีฝ่ามือตนเองเบาๆ รู้สึกว่ายังเจ็บอยู่บ้างก็โยนมันทิ้งไปอีกคราวนี้เปลี่ยนไปหยิบกิ่งไม้แห้งเล็กจิ๋วขนาดเท่าตะเกียบมาอันหนึ่ง

            อันซิ่วเอ๋อร์มองการกระทำอันแปลกประหลาดของเขาอย่างงุนงงเห็นเขาโยนกิ่งไม้เล็กๆ ทิ้งไปอีกครั้งแล้วก้มลงดึงฟางข้าวเส้นหนึ่งออกมาจากใต้กองฟางที่นางเพิ่งนอนอยู่เขาบรรจงเด็ดกิ่งก้านใบรอบๆ ออกจนหมด เหลือเพียงแกนฟางเส้นบางๆ เพียงเส้นเดียวจากนั้นก็ถือแกนฟางนั้นแกว่งไปมาตรงหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ คว้าฝ่ามือเล็กของนางมาแล้วแสร้งทำเสียงดุดัน “รู้สำนึกผิดแล้วหรือยัง?”

            อันซิ่วเอ๋อร์เม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบเขาแค่นหัวเราะ “ถ้ายังไม่ยอมรับผิดข้าจะลงโทษเจ้าแล้วนะ!”

            “จะลงโทษก็เชิญเถิดเจ้าค่ะ!ข้ายืนรออยู่ตรงนี้แล้ว!” อันซิ่วเอ๋อร์เชิดหน้ามองเขาอย่างไม่เกรงกลัวจับจ้องมองเขาเงื้อฟางข้าวขึ้นสูง... แล้วใช้มันขีดลงบนฝ่ามือนางเบาๆ ทีหนึ่งก่อนจะถามหน้าตาเฉย “เจ็บหรือไม่?”

            “เจ็บมาก! ฝ่ามือข้าแดงไปหมดแล้ว” นางตอบเสียงกลั้วหัวเราะ พลางยื่นฝ่ามือขาวผ่องไร้ริ้วรอยใดๆ ไปตรงหน้าเขา“ท่านดูสิเจ้าคะ”

            “แดงจริงๆ ด้วย ข้าคงลงมือหนักไปหน่อยคราวหน้าเจ้าต้องเชื่อฟังมากกว่านี้นะ เข้าใจหรือไม่” เขาจับมือนางไว้มั่นเป่าลมเบาๆ ลงบนฝ่ามือที่ไม่มีร่องรอยใดๆ เลยแม้แต่น้อยแต่กลับทำสีหน้าเหมือนสงสารจับจิตจับใจทั้งสองคนต่างเล่นละครตบตากันได้อย่างสมบทบาท

            “ท่านต่างหากที่ต้องฟังข้า” อันซิ่วเอ๋อร์ดึงมือกลับ กล่าวด้วยสีหน้าตัดพ้อ “ข้าบอกว่าจะเก็บเงินซ่อมบ้านท่านก็ไม่พอใจ หาว่าข้ารังเกียจคนจนชอบคนรวยทำเป็นเมินเฉยไม่พูดจากับข้าตั้งหลายวัน คราวนี้เป็นอย่างไรเล่าบ้านรั่วสมใจท่านแล้ว ดูซิว่าคืนนี้ท่านจะไปนอนที่ไหน!”

            “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าบ้านมันผุพังถึงเพียงนี้?อีกอย่าง ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้ารังเกียจความยากจน” จางเจิ้นอันรีบแก้ตัว

            “ถ้าท่านไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้วเหตุใดถึงทำเมินเฉยข้าตั้งหลายวันเล่า? ข้าพูดด้วยท่านก็ไม่ยอมตอบ”อันซิ่วเอ๋อร์เบือนหน้าหนี ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจ

            “ข้าไม่ได้เมินเฉยเจ้าเสียหน่อยเพียงแต่ช่วงนั้นข้าอารมณ์ไม่ดี เลยพลอยทำเย็นชาใส่เจ้าไปบ้าง ข้าขอโทษได้หรือไม่เล่า?” จางเจิ้นอันจับไหล่นางให้หันมาสบตากันตรงๆ

            “ท่านนี่ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยแล้วท่านอารมณ์ไม่ดีเรื่องอันใดกัน?” อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองเขาถามอย่างไม่ยอมลดละ “หรือว่าปกติพอกินอิ่มนอนอุ่นท่านก็พาลอารมณ์เสีย พอมาวันนี้ฝนตกหนัก บ้านรั่วท่านถึงได้อารมณ์ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น?”

            จางเจิ้นอันรู้สึกว่าแม่หนูน้อยผู้นี้ปกติก็ดูเป็นคนพูดจารู้ความดีอยู่หรอก แต่พอถึงเวลาจริงๆกลับซักไซ้ต้อนเขาจนมุมได้เก่งกาจน่าดู เขาไม่รู้จะอธิบายต่อนางอย่างไรเลยตัดสินใจไม่อธิบาย แต่ยอมรับผิดไปง่ายๆ แทน “ข้าผิดไปแล้ว”

            “แล้วท่านผิดเรื่องอันใดเล่าเจ้าคะ?”อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงซักไซ้ไม่เลิกรา

            คราวนี้จางเจิ้นอันเงียบไปความอดทนของเขาก็มีขีดจำกัดเช่นกัน หากนางยังเซ้าซี้ไม่เลิกราเขาคงหมดอารมณ์จะง้องอนนางแล้ว

            แต่อันซิ่วเอ๋อร์พอเห็นเขาเงียบไปนางกลับไม่ซักถามต่อ กลับลุกขึ้นไปเติมฟืนเข้าเตาอย่างเงียบๆแล้วยกเก้าอี้ตัวเล็กมาวางไว้ใกล้ปากเตา “เอาเถิดท่านไม่อยากพูดข้าก็ไม่ถามแล้ว เห็นท่านเปียกปอนไปทั้งตัวมานั่งผิงไฟตรงนี้เถอะเจ้าค่ะ”

            จางเจิ้นอันนั่งลงตามที่นางบอกอย่างว่าง่ายแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความงุนงงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อครู่นางยังซักไซ้เอาเป็นเอาตายอยู่เลย จู่ๆถึงได้เลิกราไปเสียดื้อๆ พอนางไม่ถาม เขากลับรู้สึกค้างคาใจอยากให้นางถามต่ออีกสักหน่อย... นี่มันอาการบ้าอันใดของเขากัน?

            อันซิ่วเอ๋อร์เห็นผมเขายังคงเปียกชื้นอยู่จึงเดินอ้อมไปด้านหลัง ยื่นมือไปแกะเชือกที่มัดผมเขาออก แล้วใช้นิ้วเรียวค่อยๆสางเส้นผมให้เขาอย่างแผ่วเบามือ

            หัวใจของจางเจิ้นอันค่อยๆ สงบลงเขาจึงเริ่มอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา “เมื่อครู่ข้าหาเจ้าไม่พบแล้วไปเจอรองเท้าเจ้าถูกทิ้งไว้ที่ลานบ้าน ก็นึกไปว่าเจ้าคิดสั้นกระโดดน้ำตายเลยรีบไปดูที่บ้านท่านพ่อตาท่านแม่ยายทีหนึ่ง เมื่อไม่พบก็รีบวิ่งไปที่ริมแม่น้ำเห็นน้ำเชี่ยวกรากมาก ก็นึกว่าเจ้าคงถูกกระแสน้ำพัดพาไปแล้ว ไม่กล้าลงไปตามหา ได้แต่กลับบ้านมาอย่างสิ้นหวังไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมานอนหลับสบายใจเฉิบอยู่ตรงนี้”

            “ถ้าเช่นนั้น...หากข้ากระโดดน้ำตายไปจริงๆ ท่านจะทำอย่างไรหรือเจ้าคะ?” อันซิ่วเอ๋อร์หาผ้าสะอาดผืนหนึ่งมา ค่อยๆ ซับผมให้เขาจนแห้งพลางเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มนวล

            “ข้าจะทำอันใดได้ก็คงต้องพยายามเก็บหอมรอมริบ แล้วหาภรรยาใหม่สักคนกระมัง”

            น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศของจางเจิ้นอันทำเอาอันซิ่วเอ๋อร์โกรธจนตัวสั่น นางโยนผ้าเช็ดผมใส่มือเขาอย่างแรง“ท่านเช็ดเองเถิด!”

            “เป็นอะไรไปอีกแล้ว?” จางเจิ้นอันถือผ้าเช็ดผมไว้ในมือ งุนงงกับอารมณ์ที่แปรปรวนราวพายุของนาง

            “ท่านถามว่าข้าเป็นอันใด? ที่แท้ในใจท่านข้าก็เป็นเพียงภรรยาที่ท่านใช้เงินซื้อมาเท่านั้นเองใช่หรือไม่?” อันซิ่วเอ๋อร์จ้องมองเขาเขม็ง ขอบตาเริ่มแดงก่ำขึ้นมา

            “แล้วมันไม่ใช่หรือ?” จางเจิ้นอันรับผ้ามาถือไว้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าไม่เข้าใจอย่างแท้จริง “เดิมทีมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วไม่ใช่รึ?”

            คำตอบนั้นทำให้อันซิ่วเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออกนางรู้ดีว่าตามหลักการแล้ว นางก็เป็นภรรยาที่เขาใช้เงินสินสอดซื้อมาจริงๆแต่เหตุใดในใจมันถึงได้รู้สึกไม่ใช่... มันขัดแย้งจนนางหาคำพูดมาโต้เถียงไม่ได้ได้แต่ยืนนิ่งงัน ปล่อยให้น้ำตาหยดเผาะลงมาอย่างเงียบเชียบ

            พอเห็นนางหลั่งน้ำตา เขาก็เริ่มทำตัวไม่ถูกนึกขึ้นได้ว่าตนเองคงพูดจาไม่เข้าหูภรรยาเด็กผู้นี้อีกแล้ว จึงลองเอ่ยถามดู“แล้ว... เจ้าอยากจะเป็นอันใดของข้าเล่า?”

            “ข้าไม่รู้” อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าแต่ลึกๆ ในใจนางคิดมาตลอดว่าตนเองควรจะเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับเขาแต่พอเพิ่งมารู้แจ้งว่าตนเองอาจถูกแทนที่ได้ทุกเมื่อความเสียใจระคนน้อยใจก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจต้านทานได้

            “ช่างเถอะเจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ปาดน้ำตาทิ้งเดินกลับมาหยิบผ้าเช็ดผมในมือเขาไปอีกครั้ง แล้วลงมือเช็ดผมให้เขาต่ออย่างเงียบงัน

            “เจ้าหายโกรธแล้วรึ?” จางเจิ้นอันยังคงเอ่ยถาม

            “ข้าจะโกรธเรื่องอันใดกัน?” อันซิ่วเอ๋อร์ฝืนยิ้มบางๆ ตอบ “คนเราแต่งงานก็เพื่อมีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่มีข้าวปลาอาหารกิน สองสิ่งนี้ท่านก็มอบให้ข้าได้ ข้าควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำจะไปโกรธเคืองท่านได้อย่างไร เมื่อครู่เป็นข้าเองที่ไม่ถูกไม่ควร”

            “แล้วตำแหน่งของข้าในใจเจ้าเล่า...อาจจะถูกแทนที่ได้ทุกเมื่อเช่นกันอย่างนั้นรึ เจ้าไม่โกรธเลยหรือ?” คราวนี้กลับเป็นเขาที่เอ่ยถามกลับ ปกติเห็นนางใส่ใจดูแลเขาอย่างดีในทุกรายละเอียด แต่วันนี้ท่าทีเฉยชาไม่ทุกข์ร้อนของนางทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าในใจนางนั้นมีเขาอยู่จริงหรือไม่

            มือของอันซิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ข้าไม่คิดสั้นกระโดดน้ำตายหรอกน่าถ้าข้ายังมีลมหายใจอยู่ คนสำคัญที่สุดในใจท่านก็ต้องเป็นข้าตลอดไปอยู่แล้ว...ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

            จางเจิ้นอันนิ่งเงียบไป คำถามนี้...เขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะตอบเช่นไร

            อันซิ่วเอ๋อร์แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าเขาแต่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง นางจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเจ้าค่ะ จริงๆ แล้วตำแหน่งของท่านพ่อท่านแม่ต่างหากที่น่าจะสำคัญที่สุดในใจท่านกระมัง”

            “อ้อ ใช่แล้วข้าถามเรื่องในอดีตของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ? เหตุใดท่านถึงได้มาปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้ได้?”อันซิ่วเอ๋อร์ถือโอกาสเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา

            บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ นานพอสมควรจางเจิ้นอันจึงตอบด้วยน้ำเสียงขรึมตามแบบฉบับของเขา “เรื่องเหล่านั้นเจ้าไม่ต้องสนใจรู้เพียงว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”

            “แต่ว่า…” อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยอย่างลังเลคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ออกมา “ข้าเพียงแต่กลัวว่า...ท่านที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ก็อาจจะจู่ๆ หายตัวไปได้เหมือนกัน”

            “ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านจะไม่หายไปไหนอย่างกะทันหัน?”

            จางเจิ้นอันชะงักไปเขารู้ว่านางต้องการคำยืนยัน แม้จะเป็นเพียงคำพูดง่ายๆแต่เขาก็ใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาเพียงสองคำสั้นๆ“ไม่ไป”

            “เช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ดูโล่งใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรื่องอื่นๆนางก็ไม่ซักไซ้ต่ออีก

            ถึงแม้นางจะไม่ใช่คนฉลาดหลักแหลมอันใดนักแต่นางก็รู้จักประมาณตน ไม่เคยเซ้าซี้เรื่องราวในอดีตของเขามากเกินไปที่เอ่ยถามในวันนี้ก็เพราะบทสนทนามันพาไปเท่านั้นแม้ในใจจะยังคงสงสัยใคร่รู้เพียงใด นางก็เลือกที่จะอดทนรอต่อไปหากวันใดเขาพร้อมที่จะเล่า ไม่ต้องให้นางเอ่ยถาม เขาก็คงเล่าออกมาเอง

            บรรยากาศกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้งจางเจิ้นอันถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่เปียกชื้นออก พาดไว้ใกล้ๆ เตาผิงไฟอันซิ่วเอ๋อร์ก็ตักน้ำอุ่นจากในหม้อมาใส่กะละมังใบเล็กแช่เท้าของตนเองเพื่อคลายความหนาวเย็น

            “เจ้ามีรองเท้าคู่สำรองหรือไม่?”เขาเอ่ยถามขึ้น

            อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า“ที่ซักไว้ยังไม่แห้งเลยเจ้าค่ะ”

            เขาจึงลุกขึ้นไปหยิบรองเท้ากับถุงเท้าของนางที่ตากไว้ตรงชายคาเข้ามา แล้วนั่งลงช่วยผิงไฟให้แห้ง

            เสียงฟืนในเตาประทุดังเปรี๊ยะๆ เป็นระยะน้ำในกะละมังค่อยๆ ร้อนขึ้นแล้วก็ค่อยๆ เย็นลงอันซิ่วเอ๋อร์ยกเท้าเปล่าขาวผ่องพาดไว้บนขอบกะละมังจางเจิ้นอันก้มหน้าก้มตาช่วยนางตากรองเท้า พลางเอ่ยขึ้น“ขยับมานั่งใกล้ๆ นี่สิ จะได้ไม่หนาว”

            เห็นนางยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเขาก็วางของในมือลง เดินไปอุ้มเก้าอี้ทั้งตัวพร้อมกับคนนั่งมาวางไว้ข้างเตาอย่างง่ายดาย ไฟในเตาส่องสว่างเรื่อเรือง นางก้มหน้าลงแสงไฟตกกระทบบนใบหน้า แต่กลับมองไม่เห็นสีหน้าของนางได้ชัดเจนนัก

            เนิ่นนานผ่านไปในที่สุดรองเท้าและถุงเท้าของนางก็แห้งสนิท จางเจิ้นอันส่งคืนให้นางส่วนตนเองก็หยิบเสื้อผ้าที่ผิงจนแห้งดีแล้วขึ้นมาสวม“ตอนเช้าเจ้ายังไม่ได้กินอันใดเลย ข้าจะไปยกโจ๊กมาให้ถือโอกาสอุ่นตรงนี้เลยแล้วกัน”

            นางรับรองเท้าและถุงเท้ามาสวมใส่อย่างเงียบๆไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดของเขาแต่อย่างใด

            เขายกชามโจ๊กกลับมาอีกครั้งหาที่รองนึ่งทำจากไม้ไผ่มาวางบนหม้อน้ำร้อน แล้วจึงวางชามโจ๊กนึ่งไว้ด้านบนฝนด้านนอกยังคงตกพรำ ไม่ขาดสาย อากาศยิ่งทวีความเย็นลงทั้งสองคนได้แต่นั่งผิงไฟอยู่ข้างเตาอย่างเงียบงัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดออกมาอีกเลย

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359