
บทที่ 8 เทพปริศนา
“เช้านี้อยากจะกินอะไร”
แคลร์ถือกระทะหนึ่งใบ พร้อมมืออีกข้างถือตะหลิว ใส่ผ้ากันเปื้อนเต็มยศ ยืนจังก้าอยู่หน้าโซฟาที่มีเซโน่กับลูเซี่ยนกำลังนั่งดูทีวีอยู่
“ชาบู” ลูเซี่ยนตอบพร้อมกดรีโมททีวีเปลี่ยนช่อง
“หมูกระทะ” เซโน่ตอบทั้งๆ ที่ยังแปรงฟันมีฟองเต็มปาก
“เลือกอะไรที่มันทำง่ายๆแล้วก็เหมาะกับมื้อเช้าหน่อยสิ! แล้วก็เซโน่ถ้าจะแปรงฟันก็ไปแปรงในห้องน้ำให้เรียบร้อยเซ่!!”
กึกกัก กึกกัก
“ก็ผมอยากแปรงฟันไปด้วยดูทีวีไปด้วยนิ”
เซโน่บ่นงึมงำแต่ก็เดินไปแปรงในห้องน้ำ หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้วก็กลับมานั่งประจำที่ที่โซฟา
“เอาล่ะมาเริ่มกันใหม่เช้านี้อยากจะกินอะไร”
“ถ้างั้น…ซี่โครงหมูบาร์บีคิว” ลูเซี่ยนตอบพรางก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์
“ผมเอาบีฟ เวลลิงตัน”
“นี่พวกแกคิดจะกินกันวันไหนเนี่ย อาหารเช้านะอาหารเช้า”
“ถ้างั้นฉันเอาทีรามิสุ”
“ผมเอามาริทอซโซ่”
“ข้ามไปของหวานแล้วเรอะ นี่พวกนายจริงจังกันหน่อยได้ไหม”
“เธอก็โทรไปสั่งที่ร้านสิ ยังไงก็มีอยู่ในเมนูอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ลูเซี่ยนตอบทั้งๆ ที่ยังก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์
“ให้ตายสิ!! เช้านี้อุตส่าห์ตื่นมาแล้วมีอารมณ์อยากจะทำอาหาร แต่ดันมาเจอเมนูของเ้าพวกบ้านี่”
แคลร์โยนตะหลิวกับกระทะไปที่โซฟานั่งลงอย่างหัวเสียก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรไปที่ร้านอาหาร
“งอนเหรอ” ลูเซี่ยนที่เห็นอาการหงุดหงิดของแคลร์ทักไปโดยไม่ทันคิด
“หุบปาก!!”
แคลร์ตอบไปอย่างหัวเสียก่อนจะสั่งอาหารจากทางร้านมาและในระหว่างรออาหารมาส่ง
กึกกัก กึกกัก กึกกัก
“เสียงอะไรน่ะมาจากชั้นบนเหรอ” แคลร์พูดพรางเงยหน้าขึ้นมอง
“ดูเหมือนจะดังมาสักพักแล้วนะ หรือว่าลูเซี่ยนจะลืมปิดหน้าต่างจนอีกาพวกนั้นเข้ามาอีกแล้ว”
“แต่ฉันว่าเมื่อเช้าฉันปิดแล้วนะ”
กึกกัก กึกกัก กึกกัก กึกกัก กึกกัก!!!!!
“มันดังยิ่งกว่าเดิมอีกไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นทุกคนไปตรวจดูห้องตัวเองว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
หลังจากแคลร์ออกคำสั่งทุกคนก็พากันแยกย้ายไปตรวจดูห้องนอนของตัวเองที่อยู่ชั้นสอง
“พวกนายเจออะไรไหมที่ห้องฉันปกติดี”
“ของผมเองก็ปกติดี”
“ฉันเองก็ปกติดี หน้าต่างก็ปิดแล้ว”
กึกกัก กึกกัก
“เหมือนจะดังมาจากชั้นสามนะ ที่ชั้นบนนั่นมีอะไรอยู่”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน…”
“ห๊ะ นี่มันบ้านแกไม่ใช่รึไง!!”
“ก็เดิมทีมันเป็บ้านคนอื่น จะให้เดินขึ้นไปตามใจชอบมันก็เสียมารยาทไม่ใช่รึไง”
แคลร์กับเซโน่จ้องมองลูเซี่ยนด้วยสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่พูดอะไร จนลูเซี่ยนทนแรงกดดันไม่ไหว
“เออ จริงๆ แล้วฉันกลัวที่จะขึ้นไปคนเดียวก็เลยยังไม่ได้ขึ้นไปดู”
“งั้นนายกับเซโน่ขึ้นไปสำรวจชั้นบนส่วนฉันจะรอรับอาหารที่กำลังจะมาส่ง”
“ดะ เดี๋ยวก่อนสิ ถ้าเกิดมันเป็ผีหรือปีศาจขึ้นมาฉันจะทำยังไง”
“เซโน่ก็อยู่ด้วยไม่ใช่รึไงยังจะมีอะไรต้องกลัวอีก”
“ไม่เป็ไรนะลูเซี่ยนผีไม่น่าจะออกมาตอนกลางวันหรอก” เซโน่ตบไหล่ปลอบใจลูเซี่ยน
“ไม่ต้องมาปลอบเลยแกแบบนี้ยิ่งดูน่าสมเพชเข้าไปใหญ่!”
“อาจจะเป็แมวก็ได้พักนี้ผมเห็นแมวมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้บ่อยๆ ”
“ก็จริงของนาย”
เซโน่และลูเซี่ยนพากันเดินขึ้นไปที่ชั้นบน กลิ่นของฝุ่นที่กระจายอยู่ในอากาศทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก ลูเซี่ยนย่องตามหลังเซโน่มาอย่างระแวดระวัง ที่้ามีของวางระเกะระกะถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีขาวอีกที ข้าวของที่วางบังหน้าต่างอยู่ทำให้แสงสะท้อนเงารูปร่างบิดเบี้ยวออกมาจนชวนให้ขนหัวลุก แสงสว่างเพียงน้อยนิดในห้องทำให้เวลาเดินต้องคอยระมัดระวังไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เดินสะดุดล้มได้
ปั๊ก!!!!
เสียงปริศนาดังออกมาจากนอกหน้าต่าง เหมือนกับมีบางอย่างพุ่งชนเสียงปริศนาทำให้ลูเซี่ยนกับเซโน่ถึงกับสะดุ้ง เซโน่รวบรวมความกล้าเดินไปทางหน้าต่างหลบของที่วางเกะกะเปิดหน้าต่างออก มองลงไปด้านล่างเห็นอีกานอนนิ่งอยู่บนพื้น
“สะ เสียงอะไรน่ะ”
“ดูเหมือนนกจะบินชนหน้าต่างเฉยๆน่ะ”
“ฟู่วววว~ งั้นเหรองั้นไอ้เสียงกึกกักนั่นก็น่าจะเป็เสียงนกสินะ โล่งอกไปที”
“นั่นสินะ ถ้างั้นเราลง-
กึกกัก กึกกัก
ยังไม่ทันที่เซโน่จะพูดจบก็มีเสียงดังกึกกักก็ดังขึ้นจากภายในห้อง ผ้าคลุมสีขาวขยุกขยิกทำเอาทั้งสามคนมองไปที่ใต้ผ้าคลุมเป็ตาเดียว ทั้งสามคนจ้องมองไปที่ผ้าคลุมตาไม่กระพริบ ก่อนที่เ้าเหมียวสีขาวขนฟูจะเดินออกมาจากใต้ผ้าคลุม
“เมี๊ยว~”
แมวสีขาวขนฟูที่ข้อเท้าทั้งสี่ข้างมีผ้าสีแดงพันเอาไว้ ที่ตา หาง และหน้าผาก มีรอยแต้มสีแดงแต่งแต้มอยู่
“ “ฟู่ววว อะไรกันแมวเองเหรอ” ”
เสียงถอนหายใจอย่างโล่งใจดังขึ้นพร้อมกัน ลูเซี่ยนปาดเหงื่ออย่างอดไม่ได้
“อะไรกันนายเองก็กลัวเหมือนกันเหรอเซโน่”
“นั่นไม่ใช่เสียงของผมหรอกนะลูเซี่ยน”
“เอ๊ะ?! ถ้างั้นเมื่อกี๊เสียงใครน่ะ”
“เห้อ~ กลัวแทบแย่”
ลูเซี่ยนและเซโน่หันไปตามต้นเสียงเห็นชายปริศนารูปร่างสูงใหญ่ผมสีดำยาวเกือบถึงพื้น เส้นผมปิดปังใบหน้าจนมองไม่ชัด เห็นเพียงดวงตาสีแดงลอดผ่านเส้นผมที่ปกคลุมอยู่ ใส่เสื้อฮูดที่ไม่มีหมวกสีดำยาวลากพื้น ออร่าสีดำที่ปกคลุมทั่วร่างยิ่งทำให้ตัวตนปริศนายิ่งดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก ลูเซี่ยนและเซโน่เหงื่อแตกพลั่กมือไม้เย็นเชียบ เค้าไม่อาจคุมสติตัวเองเอาไว้ได้
“อ้ากกกกกกกกกกกก”
ลูเซี่ยนส่งเสียงร้องออกมาด้วยความใ ตัวตนปริศนาก็เลยใลูเซี่ยนแล้วร้องออกมาด้วยความใ “อ้ากกกกกกกกกกกกก” เ้าเหมียวเห็นตัวตนปริศนาร้องออกมาด้วยความใก็เกิดใจึงร้องออกมาด้วยความใอีกที “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!” เกิดเป็เสียงร้องต่อกันเป็ทอดๆ
“หนวกหูเฟ้ยยยยย!!!” แคลร์ที่ได้ยินเสียงร้องะโจึงรีบวิ่งขึ้นมาดู แต่สำหรับแคลร์แล้วนี่มันเป็สถานการณ์ที่แปลกจนบรรยายไม่ถูกเลยทีเดียว หลังจากทุกคนหุบปากเรียบร้อยดีแล้ว ก็ลงมาที่ชั้นล่างอาหารสุดหรูจากร้านอาหารวางเสิร์ฟอยู่บนโต๊ะ แต่บรรยากาศที่โต๊ะอาหารกลับอึมครึมชวนให้รู้สึกอึดอัด
“แย่ล่ะสิ นี่มันหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ ไม่คิดเลยว่าจะเจอท่านผู้นั้นที่นี่” ตัวตนปริศนานั่งก้มหน้าด้วยความเป็กังวล
“แย่ล่ะสิ ดันโดนเห็นตอนร้องกรี๊ดซะแล้วโดนล้อทั้งชาติแน่เลยเรา” ลูเซี่ยนเอาสองมือปิดหน้าด้วยความเขินอาย
“แย่ล่ะสิ เป็แมวแท้ๆ แต่ดันร้อง ‘อ้าก’ ซะได้เรา” เ้าเหมียวใช้เท้าตบหน้าผากตัวเองด้วยความอัปยศ
“แย่ล่ะสิ หิวข้าวซะแล้วบนโต๊ะนี้กินได้เลยรึเปล่านะ” เซโน่ยกแขนปาดน้ำลายด้วยความหิว
“นั่นสินะ เื่เป็มายังไงเอาไว้ที่หลังกินเสร็จแล้วค่อยว่ากัน” แคลร์พูดพรางกอดอกมองทั้ง 4 คน
“ต้องขอโทษด้วยข้ามารบกวนซะแล้ว” ตัวตนปริศนาหันไปก้มหัวขอโทษแคลร์
“เื่นั้นเอาไว้ก่อนเถอะ แต่หลังทานเสร็จคงต้องให้ท่านตอบคำถามล่ะนะว่าทำไมเทพระดับท่านถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้”
เทพ?!
คนคนนี้น่ะเหรอเป็เทพ ไม่ว่าดูยังไงก็ค่อนไปทาง ภูตผี หรือปีศาจมากกว่า ถึงจะมีเื่สงสัยและอยากถามออกไป แต่ผมก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร รอให้แคลร์เป็คนเปิดประเด็นคุยแล้วค่อยเงี่ยหูฟังอีกที ส่วนเซโน่เองก็…ผมเหลือบมองไปที่เซโน่เห็นเ้านั้นก้มหน้าก้มตากินทำสีหน้ามีความสุขจนอดสงสัยไม่ได้ว่านอกจากเื่กินแล้วเ้านี่เคยสนใจอย่างอื่นบ้างไหม เฮ้อ~ ในเวลาแบบนี้ที่ความขี้สงสัยกับความซื่อของนายจะได้แสดงศักยภาพออกมาแล้วแท้ๆ ให้ตายสิเ้าเด็กนี่ หลังจากทานอาหารเสร็จบทสนทนาระหว่างเทพปริศนากับแคลร์ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
“ข้ามีนามว่า แพนโดร่า เป็เทพแห่งความลับและการปิดปากเงียบ ทุกท่านคงคิดสินะว่าไม่ว่าดูยังไงข้าก็เหมือน ภูตผีปีศาจซะมากกว่าไม่น่าจะเป็เทพได้”
ชิบหายและตู ได้ยินที่คิดรึเปล่าฟะ!!!
“จะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกหรอก เพราะรูปลักษณ์ที่เหมือนกับปีศาจนี่แม้แต่เหล่าเทพเองก็ยังกลัวข้าจนไม่อยากเข้าใกล้” แพนโดร่าก้มหน้าพอมองแบบนี้แล้วรูปร่างสูงใหญ่ของเค้าทำเอาเหลือเล็กจิ๊ดไปเลย
“ไม่เห็นมีอะไรน่ากังวล รูปลักษณ์ของท่านเป็ผลมาจากพลังที่ท่านต้องแบกรับ แม้แต่ในหมู่เทพระดับสูงก็มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่จะสามารถแบกรับพลังนี้ได้ แถมยังสามารถครองสติเอาไว้ได้โดยไม่เสียสติ ฉันคิดว่านี่เป็เื่ที่น่าชื่นชมมากกว่า แม้แต่ฉันเองก็ไม่สามารถอยู่ในสถานะนั้นได้นานขนาดนี้ บางทีท่านอาจจะเก่งมากกว่าฉันเสียด้วยซ้ำ”
“ท่านพูดเกินไปแล้ว ข้าไม่อาจเอาตัวเองไปเทียบกับท่านได้หรอก” แพนโดร่ารีบยกไม้ยกมือปฏิเสธ
หมายความว่ายังไง หมายความว่าแคลร์เก่งกว่าเทพองค์นี้อีกงั้นเหรอ? ทั้งๆที่เทพองค์นี้เป็เทพระดับสูงแท้ๆ หรือว่า่เวลาที่พวกเรามัวแต่ติดลูปรีเซ็ตซ้ำไปซ้ำมา ในระหว่างนั้นแคลร์ก็ได้เลื่อนขั้นกลายเป็เทพที่เก่งกาจขึ้นมา ถ้างั้นก็แปลว่าพวกเราติดลูปอยู่นานน่าดูเลยล่ะสิ
“นี่ พลังที่ต้องแบกรับที่ว่าเนี่ยเป็พลังแบบไหนงั้นเหรอ”
กู๊ดจ๊อบ เซโน่!! ในที่สุดนายก็เริ่มทำหน้าที่ของตัวเองแล้วสินะ!
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดเทพนั้นมีสองอย่างความปรารถนาและความเชื่อไม่ว่าจะ คน พืช สัตว์ หรือแม้แต่ดวงดาว หากมีความปรารถนาเกิดขึ้นเทพก็จะถือกำเนิด แต่สิ่งที่ทำให้เทพดำรงตัวตนอยู่ได้นั้นคือความเชื่อ ตัวอย่างเช่นแพนโดร่าเกิดขึ้นมาจากความรู้สึกที่อยากจะเก็บความลับ แต่มีชีวิตอยู่จากความเชื่อที่ว่าความลับทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่ถูกปกป้องไว้โดยเทพเ้า ที่มิติหนึ่งมีความเชื่อแบบนี้โดยแพร่หลายถึงขนาดมีสำนวนที่ว่า ‘พระเ้าจะเป็ผู้รักษาความลับเอาไว้ให้เอง’ ใช้เวลาแอบไปทำเื่ที่ไม่อยากให้ใครรู้แต่ก็ไม่อยากต้องมานั่งปกปิด แต่ว่าเพียงแค่สำนวนและความเชื่อแค่นั้นก็สามารถมอบพลังให้กับเทพได้แล้ว
ปกติแล้วพลังของเทพจะสอดคล้องต่อความเชื่อที่มีต่อตน พลังของเทพแห่งความลับก็คือ ความสามารถเข้าถึงความลับของทุกสิ่งในจักรวาล แต่พลังที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้นั้นจะเป็พลังที่แยกออกมาจากพลังดั้งเดิมอีกที เป็ความสามารถที่มีเพียงน้อยนิดในหมู่เทพ ความสามารถในการแบกรับพลังงานด้านลบ ทั้งความเศร้า ความแค้น ความเกลียดชัง ความเ็ปทั้งปวง มีเพียงเทพที่เข้าใจความเ็ปของทุกสรรพสิ่งเท่านั้นถึงจะมีความสามารถนี้ เมื่อเห็นผู้อื่นเ็ปเค้าจะเ็ปซะยิ่งกว่าใคร เมื่อเห็นผู้อื่นทุกข์เค้าจะทุกข์ซะยิ่งกว่าใคร และเมื่อเห็นผู้อื่นหลุดพ้นจากความทุกข์เค้าจะสุขซะยิ่งกว่าใคร มนุษย์มักจะมีคำพูดแบบนี้ใช่ไหมล่ะ
‘เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง’
เมื่อเวลาผ่านไปความเ็ปที่ได้รับมาจะค่อยๆ บรรเทาเบาบางลง แต่ในความเป็จริงแล้วเวลาไม่อาจจะเยียวยาทุกสิ่งได้จริงๆ หรอกนะ แต่เป็เพราะมีคนมาแบกรับมันไปแทนต่างหากล่ะ ปีศาจจะกินพลังงานด้านลบเป็อาหาร แล้วจึงเปลี่ยนอาหารนั้นให้กลายเป็พลัง เพราะงั้นมันจึงล่อลวงให้มนุษย์ทำเื่ไม่ดีเพื่อที่จะได้กินพลังงานด้านลบ แต่จิตใจของมนุษย์นั้นอ่อนแอเกินไป เมื่อแบกรับพลังงานด้านลบมากๆเข้า ก็อาจจะทำให้เสียสติได้ เพราะแบบนั้นจึงต้องมีเทพคอยแบกรับความเ็ปพวกนั้นแทน พอเทพแบกรับความรู้สึกพวกนั้นมากๆเข้า รูปลักษณ์ของเค้ากลับเริ่มเหมือนปีศาจซะเองแต่ภายในยังคงเป็เทพอยู่ ซึ่งเราเรียกรูปลักษณ์แบบนี้ว่า
‘อาภรณ์ปีศาจ’
ปกติแล้วเทพผู้แบกรับจะอยู่สภาวะนั้นแค่บางสถานการณ์เท่านั้น อย่างเหตุการณ์ที่เกิดการสูญเสียจำนวนมากเช่น าเป็ต้น เหตุการณ์เหล่านี้มักจะมีพลังงานด้านลบอยู่มาก ถ้าปล่อยไว้ผู้คนอาจเสียสติฆ่าฟันกันเองจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ก็เป็ได้ พวกเราเหล่าเทพจึงตกสู่สภาวะนั้นเพื่อแบกรับพลังงานด้านลบและเพื่อให้มนุษย์ยังสามารถครองสติเอาไว้ได้ ซึ่งปกติแล้วเราจะไม่ได้อยู่ในสภาวะนั้นตลอดเวลาเพราะเมื่อแบกรับมากเข้าก็อาจจะทำให้เหล่าเทพเสียสติจนอาละวาดได้เหมือนกัน
“แต่ดูเหมือนท่านจะอยู่ในสภาวะนั้นตลอดเวลาเลยสินะ ไม่เหนื่อยเหรอ”
“ถึงจะน่าอายแต่ตัวข้านั้นไม่อาจควบคุม อาภรณ์ปีศาจนี้ได้จึงจำใจต้องอยู่ในสภาวะแบบนี้ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับท่านแคลร์ที่สามารถควบคุมอาภรณ์ปีศาจได้อย่างใจนึก เพราะแบบนี้จึงต้องคอยระวังเวลาเข้าใกล้ผู้อื่น เพราะไม่รู้ว่าจะหลุดการควบคุมเมื่อไหร่ ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะไปทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจก็ได้เพราะงั้นท่านที่สามารถใช้อาภรณ์ปีศาจได้อย่างใจนึกนั้นจึงแข็งแกร่งมากกว่าข้าอย่างไม่ต้องสงสัย”
“หึ! ก็นะ” แคลร์กอดอกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ปกติในเวลาแบบนี้มันต้องปฏิเสธอย่างสุภาพและแสดงความถ่อมตนให้สมกับเป็ตัวเอกไม่ใช่รึไง”
ลูเซี่ยนเห็นท่าทีหน้าหมั่นไส้ของแคลร์ก็อดไม่ได้ที่จะขัดจังหวะ แต่ดูเหมือนนั้นจะไม่ทำให้แคลร์สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมฉันจะต้องทำอะไรอ้อมค้อมแบบนั้นด้วย เราจะรอให้คนอื่นชมเราทำไมในเมื่อเราสามารถชมตัวเองได้”
“ยัยนี่มันเกินเยียวยาจริงๆ ”
“ดูเหมือนทั้งสองคนจะคุยกันเื่เดียวกันแต่ก็เหมือนไม่ได้คุยเื่เดียวกันยังไงไม่รู้แหะ ว่าแต่เ้าเหมียวทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ การต่อสู้ก่อนหน้านี้พอสู้เสร็จนายก็หายตัวไปเฉยเลย แล้วไหงตอนนี้นายถึงมาโผล่ที่นี่ได้” เซโน่หันไปถามเ้าเหมียวที่นั่งเงียบฟังบทสนทนาโดยไม่พูดอะไร
“การต่อสู้ก่อนหน้านี้? หรือว่านี่จะเป็แมวที่นายเคยพูดถึงน่ะเซโน่” แคลร์ผละสายตาจากแพนโดร่าหันมาคุยกับเซโน่
“อื้ม ใช่แล้ว”
“มีจริงเหรอเนี่ย?! ฉันคิดว่านั่นเป็ภาพหลอนของนายหรือไม่ก็เป็เพื่อนในจินตนาการที่นายคิดขึ้นมาเองซะอีก”
“หึ!! ผมไม่ได้ทึ่มเหมือนลูเซี่ยนซะหน่อย แล้วก็โตแล้วด้วยเพื่อนในจินตนาการอะไรนั่นน่ะไม่มีหรอก” เซโน่พูดประชดประชันราวกับเด็กๆ ยิ่งพอกอดอกแล้วหันหน้าหนียิ่งตอกย้ำให้ดูเป็เด็กมากขึ้นไปอีก ผิดกับคำพูดที่พูดมาก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง แม้จะเห็นแบบนี้แต่จริงๆแล้วเซโน่นั้นอายุ 26 ย่างเข้า 27 แล้ว ถ้านับตามอายุก็นับว่าไม่เด็กแล้วจริงๆนั่นแหละ แต่ถ้านับตามวุฒิภาวะล่ะก็…
“อ่า ขอโทษล่ะกัน ให้ตายสิเ้าเด็กนี่เ้าคิดเ้าแค้นชะมัด!!”
“ว่าแต่นายเป็แมวเหรอ? ” แคลร์เลิกสนใจการเถียงกันของสองคนนั้นแล้วหันมาถามเ้าแมวน้อย (?)
“เื่แค่นั้น แค่ดูก็รู้แล้วไม่ใช่รึไง”
“เปล่าก็แค่คิดว่าทั้งที่เป็แมวแท้ๆ ทำไมถึงพูดได้ ทั้งที่เป็แมวแท้ๆ แต่วิธีพูดกลับเหมือนกับตาลุงยังไงยังงั้น”
“หึ ตอนนี้หันมาคุยเื่ข้าแล้วรึทั้งๆที่ ยังคุยเื่ของเ้านั่นไม่จบเลยแท้ๆ ”
เ้าเหมียวจ้องมองไปที่แพนโดร่า
“หมายความว่ายังไง? ” แคลร์ถามย้ำ
“จริงอยู่ที่เมื่อใช้อาภรณ์ปีศาจแล้วแบกรับพลังด้านลบมากๆเข้า อาจจะทำให้เทพเสียสติได้แต่เพราะแบบนั้นพวกนายจึงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘พิธีชำระล้าง’ ไม่ใช่รึไง”
“พิธีชำระล้าง? ” ลูเซี่ยนกับเซโน่หยุดเถียงกันแล้วหันมาร่วมวงด้วยอีกครั้ง
“จริงอยู่ว่าถ้าเข้าพิธีชำระล้างแล้วจะสามารถลบล้างพลังงานด้านลบที่สะสมทั้งหมดออกไปได้ เพียงแต่พลังที่ได้รับจากพลังงานด้านลบก็จะหายไปด้วย” แพนโดร่าตอบเ้าเหมียวอย่างใจเย็น
“พลังที่ได้จากพลังงานด้านลบมันคุ้มค่ากับที่จะต้องเสี่ยงแบบนี้เลยเหรอ อาจจะต้องเสียสติจนคุ้มคลั่งก็ได้ แถมยังถูกคนรอบข้างหวาดกลัวจนต้องอยู่คนเดียวอีก ถ้าเป็ผมละก็สู้ไม่มีพลังอะไรเลยแต่ขอได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระจะดีกว่า แบบนั้นมันไม่ต่างอะไรจากคำสาปเลยไม่ใช่รึไง” เซโน่หันไปถามแพนโดร่า
“เื่ความคุ้มค่านั้นข้าคงไม่สามารถตอบได้ เพราะแต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป เพียงแต่ข้าคิดว่านี่เป็วิธีที่ดีที่สุดแล้วที่จะตอบแทนบุญคุณ ตัวข้านั้นเป็ดั่งดาบของาาไม่ว่าาาปรารถนาจะที่ฟันสิ่งใดตัวข้าย่อมต้องสามารถฟันสิ่งนั้นได้ตามบัญชาของพระองค์” แพนโดร่าตอบคำถามของเซโน่
“ตาแก่นั่นมันใช้งานนายหนักขนาดนั้นเลยเหรอ”
หลังได้ยินคำพูดของแคลร์ดูเหมือนแพนโดร่าจะอึ้งๆไปครู่นึง เพราะไม่คิดว่าแคลร์จะใช้สรรพนามแบบนี้ในการเรียกผู้มีพระคุณของเค้า ก่อนจะตอบคำถามของแคลร์อย่างใจเย็น
“เปล่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านพ่อบังคับให้ข้าทำ แต่ป็นข้าเองที่เลือกจะตอบแทนท่านด้วยวิธีนี้”
“นี่พวกนายอย่ามัวแต่คุยรู้เื่กันอยู่สองคนสิ บอกให้ฉันเข้าใจด้วย” ลูเซี่ยนที่นั่งฟังโดยไม่รู้เื่มานานในที่สุดก็ทนต่อความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว
“เฮ้อ~ ตอนแรกก็บอกไปแล้วนิ ว่าปีศาจจะเปลี่ยนพลังงานด้านลบเป็พลัง ซึ่งก็แปลว่าเทพที่ใช้อาภรณ์ปีศาจได้ก็จะสามารถใช้ได้ทั้งพลังของเทพและพลังของปีศาจ แพนโดร่าไม่อยากจะทิ้งพลังนี้ไปเพราะคิดว่ามันจะมีประโยชน์ต่อผู้มีพระคุณมากกว่า ก็เลยปฏิเสธที่จะเข้าพิธีชำระล้างน่ะเข้าใจรึยัง”
“ “ “แบบนี้นี่เอง” ” ” ทั้งสามพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“แต่ฟังดูจากก่อนหน้านี้ที่คุยกัน ดูเหมือนแคลร์เองก็จะใช้ได้สินะ”
“อืม ใช้ได้สิ”
“ใช้ให้ดูหน่อยสิ” เซโน่ตาเป็ประกายจ้องไปที่แคลร์ด้วยสายตาที่คาดหวัง
“ไม่เอาหรอก ไม่ใช่ของเอาไว้ดูเล่นซักหน่อย” แคลร์พูดประโยคดับฝันเซโน่ จนเซโน่งอนแก้มป่อง
“ขี้งก”
“เลิกงอแงได้แล้วน่า เดี๋ยวพาไปเลี้ยงไอติม”
แม้เซโน่จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่เด็กแต่ได้ยินแคลร์พูดว่าจะเลี้ยงไอศกรีมก็ทำเอาหูพึ่งหายงอนขึ้นมาทันตา
“ในตอนแรกข้าคิดว่าที่นี่ไม่มีคนอยู่จึงเข้ามาแอบที่นี่ แต่ในเมื่อเป็แบบนี้ข้าเองก็ไม่ขอรบกวนแล้วดีกว่า” แพนโดร่าทำท่าจะลุกออกจากที่นั่ง
“ทำไมล่ะ ไหนๆก็อุตส่าห์มาแล้วทั้งทีก็อยู่ที่นี่ไปเลยสิชั้นสามเองก็ว่างอยู่ แล้วอีกอย่างท่านเองก็คงจะอยากรู้สินะว่าฉันคิดจะทำอะไรกันแน่”
“?! ท่านแคลร์หมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่านายอยู่ที่นี่ได้ไง”
“ไม่ใช่ ข้าหมายถึงทำไมถึงยอมให้ข้าอยู่ที่นี่ก็ในเมื่อท่าน…”
“เกลียดเทพออกซะขนาดนั้น”
แคลร์พูดประโยคที่อยู่ภายในใจของแพนโดร่า ที่แม้แต่ตัวแพนโดร่าเองยังไม่มีความกล้าที่จะพูดมันออกมา แพนโดร่าพยักหน้ารับนั่นเป็สิ่งที่เค้าคิดจริงๆ
“เื่ที่ฉันไม่ชอบพวกเทพน่ะฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะ แต่ว่าการที่มีนายอยู่ก็เป็ประโยชน์กับทางนี้เหมือนกัน แน่นอนฉันไม่ได้คิดจะให้นายอยู่ฟรีในระหว่างที่นายอยู่ที่นี่นายจะต้องไปช่วยลูเซี่ยนทำงานด้วย”
“แบบนั้นจะดีเหรอ ก็ไหนเธอบอกว่าจะไม่ให้ใช้พลังของเทพไง”
“ก็ไม่เห็นจำเป็ต้องใช้เลยนิ แค่เวลาออกไปทำงานไปด้วยกันก็พอแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว จากเหตุการณ์ที่นายโดนปีศาจล่อลวงคราวที่แล้วหลังจากไปตรวจสอบดูก็เป็อย่างที่คาดไว้ ปีศาจตนนั้นเป็บริวารของเทพที่อยู่บน์ การที่นายมีแพนโดร่าที่เป็เทพระดับสูงอยู่ด้วยเวลาไปทำงานจะลดโอกาสในการเจอทั้งเทพและปีศาจโจมตีอย่างมากเลยทีเดียว ยังไงซะก็คงไม่มีใครโง่พอคิดจะไปมีเื่กับลูกบุญธรรมของมหาเทพหรอก”
“โดนเทพโจมตี?!”
“ “ “ลูกบุญธรรมของมหาเทพ?!” ” ”
Watashi Da : ถ้าใจเราได้ทุกอย่างก็ล้วนเป็ปริศนาได้ทั้งนั้น!!!