ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งภายในห้องพักแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองกรุงคุณหมออติรุจน์กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับใครบางคน สีหน้าของหมออติรุจน์กังวัลอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” น้ำเสียงลังเล
“แต่คุณเมย์ดูเหมือนจะสนใจอะไรอยู่คนเดียวทั้งยังพูดจาคนเดียว และที่สำคัญเก็บตัวอยู่คนเดียวด้วยนี่สิครับ” จากนั้นดูเหมือนว่าปลายสายจะพูดอะไรมาบางอย่าง
“บอกคุณมินตราดีไหมครับจะได้ช่วยกันดูๆ” หมออติรุจน์เอ่ยขึ้นในที่สุดแต่ก็ต้องนิ่งไป ปลายสายปริศนาที่คุยกับหมอหนุ่ม ก็คือดาด้านั่นเองที่บอกเล่าเรื่องราวของเมขลาให้หมอรุจน์ฟังทั้งหมดเพราะเธอคิดว่าถ้าปล่อยเมขลาเป็นอยู่แบบนี้อาจจะไม่ดีกับตัวของเพื่อนรักแน่ๆ
ที่ผ่านมาเมขลาก็มีอาการที่แปลกประหลาดมากพออยู่แล้วแต่เมื่อเธอไปถึงเรือนไทยเมขลายิ่งมีอาการแปลกประหลาดมากขึ้นทุกที ดาด้าคิดแล้วคิดอีกในที่สุดจึงตัดสินใจติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือจากหมออติรุจน์และด้าด้ายังคิดอีกด้วยว่าถ้าเมขลารักกับหมอรุจน์ขึ้นมาจริงๆเรื่องของผีๆ สางๆ ที่วนเวียนอยู่รอบตัวเธอก็อาจจะบรรเทาลงและหมอรุจน์เองด้วยความที่รู้สึกดีกับเมขลาอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วเมื่อได้ฟังเรื่องที่ดาด้าเล่าก็ตกปากรับคำช่วยเหลือทันที
“คุณหมอคะดาด้าคิดว่าห้ามบอกใครเรื่องของยัยเมย์เด็ดขาดให้รู้แค่เราสองคนไปก่อนแล้วคุณหมอก็หาทางเบี่ยงเบนความสนใจของยัยเมย์ไปทางอื่นอาจจะพาไปเที่ยวหรือไม่ก็ทำอะไรที่ทำให้ยัยเมย์ลืมเรื่องผีๆ ลงไปได้บ้างน่ะค่ะ”ดาด้ารีบดักคอหมอรุจน์ เพราะถ้ามินตรารู้เรื่องก็คงจะโกลาหลไปกันใหญ่ ขานั้นเป็นห่วงพี่สาวยังกับอะไรดีที่สำคัญถ้าเพื่อนรักรู้ว่าเธอเอาเรื่องที่เป็นความลับสุดยอด มาแพร่งพรายให้คนอื่นรับรู้มีหวังได้โดนตัดเพื่อนแน่ๆหมอรุจน์พยักหน้า แต่แววตาแอบครุ่นคิด
ที่เรือนไทยของเมขลาภายในห้องนอนส่วนตัวของเธอเงียบกริบ เมื่อหญิงสาวได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างจากปากของวิญญาณคุณหลวงซึ่งเล่าทุกอย่างไม่มีปิดบังสิ่งใด เมขลานั่งนิ่ง มือทั้งสองกำแน่นอย่างโกรธแค้นน้ำตาเอ่อท้นดวงตาแต่ไม่มีอาการฟูมฟาย นอกจาก
“มันฆ่าแม่กับปู่ฉัน!” คุณหลวงภัสดาหวั่นใจ เรียกหญิงสาวให้ได้สติกลับมา
“หล่อน...” แต่ดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์เมขลานึกไปถึงคุณการุญผู้เป็นพ่อ พ่อของเธอกำลังอยู่ในอันตราย หญิงสาวลุกจากเตียงผลุนผลันจะออกไปนอกห้องคิดเพียงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายได้ชดใช้ในการกระทำที่ชั่วร้ายและอยากทดแทนความรู้สึกของผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะเธอกับน้องสาว
วิญญาณของคุณหลวงภัสดามีสีหน้าวิตกกังวล แต่...เมื่อเมขลาเปิดประตูออกไปก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่ามินตรายืนอยู่หน้าห้อง และกำลังสะอึกสะอื้นร้องไห้เงียบๆเมขลาหยุดนิ่งไปทันที
"มิน...” เมขลาตกใจเพราะไม่เคยเห็นน้องสาวร้องไห้มาหาดึกๆ แบบนี้
“เป็นอะไร?ใครทำอะไร? บอกพี่มาเดี๋ยวนี้” ถามเสียงแข็งอารมณ์ของเมขลาตอนนี้พร้อมที่จะบวกกับทุกคนไม่เลือกหน้า มินตราส่ายศีรษะช้าๆ เข้าสวมกอดผู้เป็นพี่สาวเอาไว้แน่น
“มินฝันเห็นคุณแม่มายืนร้องไห้ที่ปลายเตียง”มินตราพูดพร้อมสะอื้น
“มินคิดถึงแม่ค่ะพี่เมย์” เมขลาน้ำตาร่วงผล็อยในทันที แต่รีบปาดน้ำตาทิ้งไม่ให้น้องสาวเห็นเธอไม่อยากอ่อนแอต่อหน้ามินตรา
“แม่ของเราเป็นคนดี แม่ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีแล้ว เผลอๆแม่อาจจะอยู่เย็นเป็นสุขมากกว่าตอนมีชีวิตเสียอีก” เมขลาพูดให้มินตรานึกถึงสวรรค์ที่มีแต่ความสุขสบายและแม่ของพวกเธออยู่บนนั้น
“มันก็แค่ความฝันถึงมินไม่มีแม่แต่มินยังมีพี่อยู่นะ” คนพูด พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับจูงมือน้องสาวเข้ามาในห้องแล้วพาไปที่เตียงนอน
“มาๆ มานอนกับพี่” มินตราเดินตามเมขลาอย่างว่าง่าย เมขลาพามินตรามานอนกับตนเธอหันไปสบตากับคุณหลวงภัสดา ก่อนจะจัดแจงให้ผู้เป็นน้องสาวนอนบนเตียงพร้อมห่มผ้าให้เรียบร้อย ส่วนตัวเองก็เอนตัวลงนอนไปกับน้องสาวด้วย สองพี่น้องนอนมองหน้ากันเมขลาลูบผมมินตราเบาๆมินตรารู้สึกอบอุ่นปลอดภัยสักพักเธอก็ค่อยๆ เคลิ้มแล้วหลับไปในที่สุด
เมื่อเห็นว่าน้องสาวหลับสนิทดีแล้วเมขลาก็ลุกขึ้นนั่งทันที หญิงสาวเดินเข้าไปหาคุณหลวงเงียบๆก่อนซบหน้าไปที่ไหล่หนาของเขาน้ำตาไหลรินออกมาแต่ไม่มีเสียงสะอื้นเพราะมันเป็นน้ำตาของความคับแค้นใจอย่างที่สุดคุณหลวงภัสดายกมือขึ้นลูบศีรษะเมขลาเบามือ ด้วยความเห็นอกเห็นใจหนึ่งมนุษย์กับหนึ่งดวงวิญญาณยืนนิ่ง ต่างถ่ายทอดความเข้าใจให้แก่กันโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำเดียวผ่านไปสักพัก วิญญาณคุณหลวงภัสดาก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน
“นิ่งเสีย อย่าร้องไห้ฉันอยู่เคียงข้างหล่อน” เมื่อเจอคำปลอบที่แสนอบอุ่นเช่นนี้เมขลาก็สุดกลั้นเธอพรั่งพรูน้ำตาราวกับเขื่อนแตกคุณหลวงยืนนิ่งเป็นหลักให้เธอพักพิงที่ไหล่ของเขา ทั้งลูบผมทั้งตบไหล่เบาๆราวกับกำลังโอ๋เด็กขี้แย ที่ร้องไห้ตัวโยน เมขลาร้องไห้เนิ่นนานจนกระทั่งหญิงสาวได้สติปาดน้ำตาในที่สุด ก่อนเอ่ยเบาๆ
“ขอบคุณนะคะ” คราบน้ำตายังไม่หมดไปจากใบหน้า คุณหลวงพยักหน้ายิ้มๆเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ด้วยความสุภาพ
“ไม่เป็นไรฉันเต็มใจ” เมขลารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง เธอหลับตาสูดลมหายใจเรียกสติกลับคืนมาก่อนจะถามคุณหลวงอย่างจริงจัง
“คุณหลวงรัศมีฆ่าแม่ฉันด้วยการวางยาอย่างนั้นเหรอคะ?” คุณหลวงพยักหน้าช้าๆ
“อืม... ใช่...นายสหชัฏมีส่วนรู้เห็นด้วย” เมขลาหยุดคิดทันทีแม่ของเธอเสียชีวิตที่โคราชบ้านเกิด แล้วรัศมี ไปวางยาแม่ตอนไหนเพราะตอนแม่หนีมายัยนั่นก็อยู่ที่บ้านใหญ่แล้วสมองของเมขลาประมวลเรื่องราวต่างๆ และถ้าหากเธอเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจเธอกลัวว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียเปล่าๆเธอต้องหาหลักฐานมัดตัวนังแม่เลี้ยงงูพิษให้ได้เสียก่อน เมขลาเดินไปเดินมาคุณหลวงที่ตอนนี้แว้บไปนั่งตรงเก้าอี้โยกเมื่อไหร่ไม่รู้ได้ก็ได้แต่มองหญิงสาวเดินไปเดินมาจนแทบจะเวียนหัว แต่แล้วเมขลาก็คิดได้
“ใช่... ใช่แล้ว” เผลออุทานออกมาอย่างลืมตัวแล้วก็ทำหน้าเจื่อนเมื่อเจอสีหน้าดุๆ ของคุณหลวงเขาพยักเพยิดไปทางมินตรา ว่ากำลังนอนอยู่ พลางบ่นเบาๆ
“เมื่อสักครู่ยังเห็นโศกเศร้าตอนนี้มีแรงฮึดมาจากไหนกันแม่คุณ” เมขลายิ้มเจื่อน ก่อนพูดด้วยคำที่คุณหลวงไม่เข้าใจเอาเสียเลย
“เขาเรียกว่าสตรองน่ะค่ะ” น้ำเสียงคลายความเศร้าลงไปได้บ้าง เหลือไว้เพียงแค่ความคิดเดินหน้าสืบหาความจริง แล้วจับตัวคนชั่วมาลงโทษให้จงได้!วิญญาณของคุณหลวงภัสดายิ้มคลายใจ อย่างน้อยหล่อนก็คลายความโศกเศร้าลงไปได้บ้างล่ะนะเมขลานิ่งไปสักพัก ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง ด้วยความกระตือรือร้น
“คุณหลวง ฉันต้องรีบกลับบ้านฉันที่โคราชโดยเร็วที่สุดฉันรู้แล้วพวกมันฆ่าแม่ฉันยังไง!” เมขลาสีหน้ามุ่งมั่นเธอต้องเอาคืนพวกมันให้จงได้ คุณหลวงสงสัย
“หล่อนรู้แล้วรึ?” วิญญาณคุณหลวงออกจะประหลาดใจ ฉลาดดีแท้แม่คุณ ชายหนุ่มอดชื่นชมคนรักในอดีตชาติไม่ได้นอกจากจะฉลาดแล้วเจ้าหล่อนยังเรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วไม่ผลีผลามเอาแต่อารมณ์จนเกินไปแต่หล่อนคิดจะทำอะไรต่อไปก็สุดที่จะคาดเดา
“คุณหลวง คุณต้องช่วยฉันขอแรงบุญอิ่มด้วยอีกแรงนะคะ” เมื่อสมองสั่งการ เมขลาก็เริ่มสั่งงานวิญญาณทันทีเช่นกันวิญญาณทั้งสองผสานเสียงแข็งขัน
“ได้...” เสียงคุณหลวง
“เจ้าค่ะ...” เสียงวิญญาณบุญอิ่ม ซึ่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แต่รับคำเต็มใจช่วยอย่างยิ่ง ส่วนมินตราหลับสนิทอย่างสบายใจ
“จิ๊บๆๆ” เสียงนกร้องเป็นสัญญาณการออกหากินของพวกมันในเช้าวันใหม่มินตราลืมตาขึ้นช้าๆ เธอเริ่มปรับสายตาก็เห็นว่าไม่ใช่ห้องของตัวเองแต่เป็นห้องของพี่สาวของเธอ มินตรากวาดสายตามองหาผู้เป็นพี่สาวแต่ไม่พ เมขลาไม่อยู่ในห้องเสียแล้วบ้าจริงเมื่อคืนมารบกวนพี่เมย์แสดงความอ่อนแอให้พี่เมย์เป็นห่วงอีกจนได้มินตราตำหนิตัวเองในใจ ขณะนั้นเองเธอก็ได้กลิ่นข้าวต้มหอมลอยฟุ้งมาจากด้านล่างหญิงสาวเดินลงไปดูทันที
“โห..พี่เมย์ตื่นแต่เช้าจังเลยนะคะ” มินตราเอ่ยทัก เมื่อมาถึงห้องครัวแล้วเห็นผู้เป็นพี่สาวกำลังสาละวนหน้าเตามือหนึ่งก็ถือทัพพีอีกมือถือฝาหม้อ มินตราไม่รู้หรอกว่าพี่สาวของเธอมัวแต่คิดนั่นคิดนี่ทั้งคืนทำให้ไม่ได้นอนจนถึงตอนนี้เมขลาได้ยินเสียงน้องรักก็ยิ้ม ทักทายสวนกลับบ้าง
“คนขี้แยของพี่ ตื่นสายนะจ๊ะ”เสียงแซวล้อเลียน แต่มินตรกลับทำหน้าหงอย เดินมาหาเมขลา
“เมื่อคืนมินต้องขอโทษพี่เมย์ที่ไปรบกวนตอนดึกๆนะคะ” น้ำเสียงสลด แต่เมขลายิ้ม
“ไม่เห็นรบกวน พี่ออกจะดีใจด้วยซ้ำที่เวลามีปัญหาอะไรมินคิดถึงพี่ก่อนเสมอ”เมขลาลูบไหล่น้องสาวเบามือ “ตอนนี้เราเหลือกันสองคนพี่น้องเราต้องรักกันไว้ให้มากๆ เผื่อสักวันหนึ่งไม่มีพี่...” เมขลาพูดถึงตรงนี้ก็สะดุดไปมินตราชะงัก รีบถาม
“อะไรนะคะ?พี่เมย์จะไปไหนเหรอคะ?” มินตราถามด้วยความสงสัย เมขลารีบปรับสีหน้าพลางพูดกลบเกลื่อน
“ก็เผื่อว่าพี่มีธุระไปทำงานกับคุณหมอรุจน์ไง”พูดแก้ต่าง มินตราพยักหน้าเข้าใจ แต่แอบเก็บความสงสัยจากคำพูดของพี่สาวไว้เงียบๆคนเดียว เมขลาพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็นน้องสาว
“ไปอาบน้ำก่อนไป แล้วค่อยลงมากินข้าวพี่ทำข้าวต้มกุ้งร้อนๆ ไว้รอ” เมขลาเดินกลับไปหน้าเตา ที่กำลังตั้งหม้อข้าวต้มไว้แล้วนึกขึ้นได้
“ออ... มินวันนี้พี่มีคนขับรถวีไอพีมารับมินไปทำงานด้วยนะจ๊ะ”
“ใครกันคะ?” มินตราถามกลับทันทีพี่สาวเธอมักจะทำอะไรเป็นปริศนาแบบนี้เสมอๆ เมขลาโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่พูดแล้วพร้อมกับไล่ผู้เป็นน้องสาวให้ไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว
เมื่อกินข้าวต้มกันเสร็จมินตราก็เตรียมหอบเอกสารเพื่อจะไปทำงานโดยมีเมขลาเดินไปส่งที่หน้าตึกเมื่อเห็นคนขับรถที่ผู้เป็นพี่สาวบอกเอาไว้ มินตราก็ทำหน้าไม่ถูกทันที
“คุณอธิป...” มินตราเรียกชื่อคนที่มารับเสียงเบา ชายหนุ่มที่ถูกเรียกชื่อเดินอ้อมรถมาเปิดประตูรอมินตราด้วยใบหน้าที่เบิกบานเมขลาลูบศีรษะน้องสาวเอ็นดู...