ไกลออกไปในทะเลที่ไกลแสนไกลจากทุกสรรพสิ่ง มีเกาะรัางเล็กๆที่แสนกันดารแห่งหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางคลื่นพายุที่พัดกระหน่ำอยู่รอบๆเกาะ เกาะนี้เป็นเกาะที่แสนกันดารอย่างแท้จริง เพราะทั่วบริเวณของเกาะทั้งหมดนี้ไม่มีแม้แต่พวกต้นไม้ใบหญ้าต่างๆให้เห็นเลยสักต้นเดียวนอกจากหินโสโคลกตะปุ่มตะป่ำสีดำคล้ำที่มีให้เห็นไปทั่วทั้งเกาะ ดูๆไปแล้วเกาะนี้จะอย่างไรก็ไม่น่าจะมีมนุษย์คนใดหรือสิ่งมีชีวิตใดมาพักอาศัยหรือใช้ชีวิตยังชีพอยู่ที่นี่ได้แม้จะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆก็ตาม แต่ทว่า ที่ใจกลางของเกาะเล็กๆแห่งนี้กลับปรากฏเงาร่างของชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหินด้วยร่างกายที่ไม่ไหวติง ชายชราผู้นี้แต่งกายด้วยชุดสีเปลือกไม้ที่ดูคล้ายนักบวชของนิกายใดนิกายหนึ่งของศาสนาพุธ แต่ผมเผ้าอันยาวสยายที่กลายเป็นสีขาวทั่วทั้งศรีษระของเขานั้นก็กลับไม่ได้รัดเกล้าไว้ให้ดูเรียบร้อยแต่อย่างใด ดังนั้นมันจึงปลิวพริ้วไสวอยู่ในสายลมของลมพายุที่พัดอื้ออึงอยู่รอบๆด้าน และไม่ว่าจะมีคลื่นลมและน้ำทะเลซัดสาดเข้าปะทะกับลำตัวของชายชราอยู่กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม เขาก็ยังนั่งขัดสมาธิด้วยดวงตาที่ปิดสนิทแนบแน่นอย่างไม่ไหวติงแม้แต่น้อยนิด แต่แม้ภายนอกจะสงบนิ่งดั่งหินผา ทว่าลึกลงไปภายใต้ห้วงนิมิตรของจิตที่ดำดิ่งสู่ภพภาพของสถานที่แห่งหนึ่ง กลับทำให้จิตของชายชราผู้นี้ปั่นป่วนขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย ภาพนิมิตรนั้นสว่างไสวชัดเจนราวกับจะจับต้องได้ มันคือภาพของประตูศิลาขนาดยักษ์ที่เป็นรูปทรงกลมสีดำราวกับนิล ที่ริมขอบรอบๆประตูศิลาแผ่นนี้ยังมีร่องสี่เหลี่ยมยาวตั้งแทยงเข้าหาจุดศูนย์กลางอยู่สิบสองร่อง และตรงกลางของจุดศูนย์กลางนั้นก็มีร่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่วางตัวในแนวตั้ง และเมื่อพิจารณาดูดีๆ ประตูศิลาขนาดยักษ์นี้ก็มีลักษณะที่คล้ายกับนาฬิกาขนาดใหญ่ที่มีร่องรอบๆแทนตำแหน่งของเลขเวลาในนาฬิกาจริงๆนั่นเอง จิตของชายชราเพ่งภาพนิมิตรนี้ด้วยความหวาดหวั่นขึ้นเรื่อยๆ ในจิตนั้นความสงสัยของเขาก็คือ ทั้งร่องที่ตั้งแทยงไปรอบๆวงและร่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่อยู่ตรงกลางของประตูศิลานี้มันเหมือนกับจะเป็นภาชนะที่รอคอยอะไรบางอย่างที่สำคัญเพื่อมาเติมเต็มให้กับมัน พริบตานั้น ภาพในนิมิตรของชายชราก็แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ร่องที่ตั้งแทยงจากริมขอบของประตูศิลายักษ์ทั้ง 12 ร่องกลับมีดอกกุญแจขนาดใหญ่กว่าปกติทั่วไปวางอยู่ในร่องครบทั้ง 12 ร่อง ดอกกุญแจ 12 ดอกที่วางอยู่ในร่อง 12 ร่อง มีความวิจิตสวยงามและดูลี้ลับอย่างประหลาด และลวดลายที่สลักบนตัวกุญแจก็ดูคล้ายกับสัญลักษณ์ที่เป็นรูปสัตว์ต่างๆ จิตนิมิตรของชายชราพยายามจะเพ่งพิจเพื่อแยกให้ออกว่าในแต่ละดอกกุญแจนั้นมีรูปสัญลักษณ์ของสัตว์ตัวใดบ้างทว่าก่อนที่จิตนิมิตรจะทันแยกแยะ พริบตานั้นในร่องสี่เหลี่ยมที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางก็ปรากฏร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน ! ร่างของหญิงสาวนอนหลับตาอยู่ในร่องนั้นอย่างสงบด้วยเครื่องแต่งกายที่เป็นเสื้อกระโปรงสีฟ้าคราม แขนทั้งสองอันเรียวงามของเธอทอดวางราบอยู่ข้างลำตัวอย่างเรียบร้อย และเปลือกตาทั้งคู่ที่ปิดสนิทของเธอนั้น ก็วางอยู่บนดวงหน้าสีน้ำผึ้งที่ดูสงบราวกับไร้ชึ่งชีวิต พิจารณาดูแล้ว หญิงสาวผู้นี้ก็ถือได้ว่าเป็นหญิงสาวที่มีความงามไม่น้อยเลยทีเดียว ทว่าความงามที่เห็นนี้ ก็ดูจะมีความลี้ลับซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่อย่างประหลาด ทันใดนั้น... ดวงตาทั้งคู่ของหญิงสาวก็เปิดขึ้น และในดวงตานั้นก็ปรากฏประกายของเปลวเพลิงที่ร้อนแรงราวกับลาวาฉายฉานออกมา และดอกกุญแจทั้ง 12 ดอกที่อยู่โดยรอบนั้นต่างก็เปล่งแสงลี้ลับหลากสีออกมาจนเจิดจ้า หญิงสาวที่ดูเหมือนเพิ่งตื่นจากการหลับไหล ค่อยๆเดินออกมาจากประตูศิลายักษ์อย่างเชื่องช้า สายตาของดวงตาที่เป็นเปลวเพลิงนั้นก็มองประสานตรงเข้ามาสู่ในจิตของชายชราที่เพ่งภาพนิมิตรนี้เข้าพอดี จิตของชายชราในตอนนี้ก็บังเกิดความร้อนระอุราวกับวิญญาถูกเซ่นสังเวยด้วยไฟนรก และแม้แต่ร่างของเขาที่ยังนั่งอยู่ท่ามกลางลมพายุทะเลก็ยังร้อนขึ้นอย่างทวีคูณจนควันสีขาวระเหยออกจากร่างที่นั่งนิ่งจนฟุ้งกระจาย จิตของชายชรายังมองตรงเข้าไปในนิมิตรอย่างไม่ลดละ และขณะนี้ หญิงสาวผู้มีดวงตาเป็นเปลวเพลิง ก็เดินห่างออกมาจากประตูศิลายักษ์ได้ราว 7 ก้าว ก่อนที่เธอจะหันกลับไปมองที่ร่องสี่เหลี่ยมที่เธอเพิ่งจะเดินออกมา จากนั้นเธอก็ชูมือขึ้นทั้งสองข้าง โดยที่มือในแต่ละข้างนั้นต่างก็หดนิ้วนางกับนิ้วก้อยลงแนบกับฝ่ามือจนทำให้เหลือนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางของแต่ละมือที่กางออกราวกับเป็นสัญลักษณ์กรงเล็บของปิศาจจากนรก เนตรแห่งจิตในนิมิตรของชายชราเริ่มเบิกโพลงมากขึ้นอย่างหวาดหวั่นกับสิ่งที่คาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นตรงหน้า ในร่องสี่เหลี่ยมตรงกลางประตูศิลายักษ์ในขณะนี้นั้น กลับเริ่มมีเงาแห่งความมืดมิดก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างคล้ายกับสิ่งมีชีวิตประหลาดขึ้นอยู่หลายร่าง พริบตานั้น เงาแห่งความมืดที่รวมตัวเป็นร่างหลายร่างนั้นก็พุ่งทะยานออกมากันทันที ! และมันไม่ได้มีแค่ไม่กี่ร่าง แต่มันพุ่งทะยานออกมาเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น หรือนับไม่ถ้วน ! ร่างของชายชราที่นั่งอยู่กลางเกาะร้างพลันตื่นขึ้นจากนิมิตรทันที และร่างกายของเขาในขณะนี้ก็เต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ทะลักไหลออกมาจนเปียกโชกดวงตาที่เพิ่งลืมขึ้นมาในขณะนี้ก็เต็มไปด้วยกระกายของความหวาดหวั่นอย่างเหลือประมาณ และที่จริงเขาไม่ได้หวาดกลัวกับสิ่งที่เห็นในนิมิตร หรือถ้าจะว่าหวาดกลัว เขากลับกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้าเสียมากกว่า เพราะในพริบตาของนิมิตรสุดท้ายที่เขามองเห็นนั้น เขาได้เห็นหญิงสาวผู้มีดวงตาราวกับไฟนรกเหลียวหน้ากลับมา และพูดคำพูดที่ไม่มีเสียงออกมาคำหนึ่ง "โลก !" หรือว่า... หญิงสาวผู้นี้จะนำหายนะมาสู่โลกทั้งหมดกันล่ะ...?! ชายชราตัดสินใจเข้าสู่สมาธิอีกครั้ง ดวงจิตของเขาไหลวนอยู่ในห้วงมิติที่ไร้กาลเวลาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จิตจะวิ่งตรงไปสู่จุดหนึ่งของเวลาในอนาคต ปี 1995 ที่จิตนิมิตรมาหยุดมองอยู่ที่ภาพเหตุการณ์หนึ่ง ประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ชานเมืองแห่งหนึ่ง หญิงสาวแรกรุ่น ผิวสีน้ำผึ้ง ดวงตาคู่งามที่ช่างดูไร้เดียงสา กับชุดเสื้อกระโปรงสีฟ้าครามอันหอมกรุ่น เธอเดินตรงเข้าไปที่บ้านแฝดหลังหนึ่งที่ก่อสร้างใกล้จะเสร็จ ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังปีนบันไดทาสีบ้านอยู่อย่างขมักเขม้น และเมื่อหญิงสาวเดินไปเกือบจะถึง เขาก็หันหน้ามาเห็นพอดี "นุช..." ชายหนุ่มเรียกเบาๆด้วยรอยยิ้มมุมปาก "พี่สิงห์..." หญิงสาวเรียกชื่อกลับด้วยเสียงเบาๆเช่นกัน หญิงสาวและชายหนุ่มต่างมองตากันและกันอย่างรักใคร่ โดยที่ไม่รู้ถึงการแอบมองด้วยจิตรนิมิตรจากอดีตกาล จิตรนิมิตรของชายชรายืนมองคู่รักคู่นี้จากหน้ารั้วบ้านแฝดที่ยังไม่มีประตู จากนั้นเขาก็แหงนหน้าขึ้นมองบ้านแฝดหลังนี้ "อา... โศกนาฏกรรม และความพินาศพังภินท์แห่งโลกในอนันตภพกำลังได้เริ่มต้นขึ้นณ.ที่นี้อีกโลกหนึ่ง และณ.ที่นี้เองก็กลับเป็นจุดเริ่มต้นและจุดจบของบางสิ่ง เวรกรรม... เวรกรรม... " จิตนิมิตรของชายชรารำพึงแล้ว ก็สลายจิตถอยกลับสู่อดีตกาลทันที...!
(โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)