นัยน์ตาลึกคล้ายคนอดหลับอดนอน ริมฝีปากเเตกเป็นขุ้ยๆ ดูหมองคล้ำ ใบหน้าดูซูบตอบ ร่างกายผายผอมจนเห็นกระดูกเช่นเดียวกัน คล้ายกับโครงกระดูกเดินได้ ใครได้เห็นมีอันต้องวิ่งหนีกระเจิงจนสติหลุดเป็นเเน่ นัยน์ตาที่เคยเเห้งผากอย่างคนใกล้ตาย บัดนี้เต็มไปด้วยความงุนงงระคนสงสัย
ที่นี่คือ...ที่ไหนกัน
นั้นคือคำถามเเรกที่หญิงสาวนึกขึ้นได้ ยามลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานที่ไม่คุ้นเคย กลิ่นอายที่เเปลกไปจากเดิม เป็นกลิ่นอายที่เงียบเหงาหว้าเหว่อย่างเเท้จริง เเต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการคำตอบ
“Is anyone here?(มีใครอยู่ที่นี่บ้าง)” น้ำเสียงเเหบเเห้งเอ่ยภาษาที่ใช้สื่อสารอยู่ทุกเชื่อวัน ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงสะท้อนก้องกระจายไปทั่วห้อง ก่อนจะเงียบหายไปกับความมืดมิด ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ หญิงสาวจึงลองเรียกอีกครา ด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นอีกเล็กน้อย
ในขณะที่กำลังรอใครบางคน หญิงสาวก็ก้มสำรวจตนเอง ก็พบว่านางอยู่ในอาภรณ์สีขาวบางเบา เผยให้เห็นผิวขาวซีด ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในอาภรณ์ตัวบาง ผมยาวสยายยุ่งเหยิงเต็มเเผ่นหลัง ทั้งๆที่ผมของนางยาวประบ่าเท่านั้น ผิวกายเเห้งหยาบกร้าน เยว่เหม่ยเสวี่ยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์สับสน สถานการณ์ที่ไม่อาจจะหาคำตอบได้ในขณะนี้
เวลาผ่านไปไม่นานก็ปรากฏร่างของหญิงสาววัยสิบหกปี ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยโทสะ โทสะจากนายหญิงอัปลักษณ์ที่ร้องเรียกเสียงดังยามค่ำคืน ด้วยภาษาประหลาดที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน เสียงอันน่ารำคาญนั้น กำลังรบกวนเวลานอนอันเเสนสุขของนาง อย่างไม่น่าให้อภัย
เห็นทีจะนางจะต้องสั่งสอนนังอัปลักษณ์นี่เสียเเล้ว ด้วยความไม่สู้คนของเยว่เหม่ยเสวี่ย ทำให้นางรังเเกอนุเจ็ดได้ง่ายดายราวปอกกล้วย โดยมิต้องเกรงกลัวว่าเยว่เหม่ยเสวี่ยจะนำไปฟ้องหรงอ๋อง ให้นางต้องถูกลงโทษ เเต่ถึงหรงอ๋องจะรับรู้ ก็คงปล่อยผ่านเรื่องราวของอนุไร้ค่าคนหนึ่งในจวนทิ้งไป
“เจ้าร้องบ้าอะไรกัน” น้ำเสียงห้วนติดจะหงุดหงิดถามขึ้นอย่างกระเเทกกระทั้น เยว่เหม่ยเสวี่ยมองหน้าคนเข้ามาใหม่เขม็ง รู้สึกไม่คุ้นหน้าหญิงสาวผู้เข้ามาใหม่ ซ้ำการเเต่งกายของหญิงสาวตรงหน้า ยังดูไม่เข้ากับยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเเฟชั่น ที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็เต็มไปด้วยคนที่เเต่งตัวนำเทรนด์อยู่เสมอ อีกทั้งตั้งเเต่เกิดมาจนอายุเข้าเลขสอง ไม่เคยมีใครกล้าขึ้นเสียงกับนางเเม้เเต่คนเดียว ไม่เคย เเละไม่มีใครกล้าที่จะลองดีเช่นหญิงสาวโง่งมตรงหน้า
ดูเหมือนหญิงโง่งมตรงหน้าจะพูดภาษาจีนใส่นาง
“เธอเป็นใคร” ดังนั้นเยว่เหม่ยเสวี่ยจึงถามกลับเป็นภาษาจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาษาที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ข้าเป็นนายหญิงของเจ้ามั้งนังหญิงอัปลักษณ์” นัยน์ตาที่เคยเเห้งผากเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก
หาที่ตาย
ปัง
ร่างเล็กของหญิงสาวอวดดี ถูกผลักเข้ากำเเพงเสียงดังลั่น ยามที่เยว่เหม่ยเสวี่ยตวัดมือน้อยออกไป ทางหญิงอวดดีโง่งมตรงหน้าเพียงครั้งเดียว
“อั่ก” สาวใช้ปากดีกระอักเลือดกองโต นางรู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูก ขยับผิดท่าเพียงเล็กน้อย เกรงว่ากระดูกของนางจะหลุดออกจากกันเอาเสียให้ได้ นังหน้าผีมันไม่มีวรยุทธ์มิใช่รึ ทำไมมันถึงใช้วรยุทธได้เล่า นางไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่านังหน้าผีตรงหน้ามีวรยุทธสูงส่งน่ากลัวเยี่ยงนี้
บนโลกใบนี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกตัดสินกันด้วยพลังยุทธ เเม้สตรีอ่อนเเอที่สุดในแคว้น ก็ยังมีพลังยุทธอยู่ในขั้นที่หนึ่งกันทั้งนั้น เเต่เยว่เหม่ยเสวี่ยนั้นเกิดมาไม่มีพลังยุทธอยู่ในกายเเม้เเต่เสี้ยวเดียว เป็นเพียงสตรีไร้ค่าที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คน เเม้เเต่สาวใช้ยังไม่ยินยอมรับใช้ด้วยความเต็มใจ
“เธอเป็นใคร” เยว่เหม่ยเสวี่ยเอ่ยถามอีกครั้ง ไอสังหารพวยพุ่งไปทั่วห้อง เเรงกดดันอันน่าหวั่นผวา กดร่างของสาวใช้ปากดีไว้ สาวใช้ที่เคยอวดเก่ง บัดนี้ก้มหน้าต่ำเเนบติดพื้น ทั่วร่างสั่นระริกไม่กล้าเงยหน้า สบตานายสาวหน้าผีของนางอีกเป็นครั้งที่สอง เหตุใดค่ำคืนนี้นังหน้าผี ที่ไม่เคยมีปากเสียงอันใดมาก่อน ถึงได้เปลี่ยนเเปลงไปราวกับคนละคน
“ร เรียนนายหญิง บ บ่าวชื่อผิงอัน จ เจ้าค่ะ” ผิงอันตอบตะกุกตะกัก หวาดกลัวจับจิตกับสายตาเเหลมคมที่จดจ้องมา ไม่กล้าลองดีเอ่ยวาจาอวดดีอีกต่อไป
“ที่นี่ที่ไหน” น้ำเสียงกดดันยังคงถามต่อ
“ว วังหรงอ๋องเจ้าค่ะ” เเม้จะสงสัยเเต่ใบหน้าซีดไร้สีเลือดของนาง ก็เเทบจะร้องไห้ออกมา เมื่อเริ่มรับเเรงกดดันที่ส่งมาไม่ไหว นางเป็นสาวใช้ที่มีพลังยุทธอันน้อยนิด มีหรือจะกล้าต่อกรกับราชสีห์
“วังหรงอ๋อง? มันคือที่ไหน” เยว่เหม่ยเสวี่ยขมวดคิ้ว
“วังหรงอ๋องตั้งอยู่เเคว้นเฉว่เจ้าค่ะ ส่วนหรงอ๋องคือสามีของท่านเจ้าค่ะ!” ผิงอันรีบตอบรวดเร็ว ครั้นสัมผัสถึงความไม่พอใจอันเจือจางจากเยว่เหม่ยเสวี่ย
วังหรงอ๋อง? เเคว้นเฉว่? สามี?
นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน นางเเต่งงานมีสามีตั้งเเต่เมื่อไร เเล้วยังจะสถานที่ประหลาดที่เคยไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ถ้าเรื่องที่หญิงสาวปัญญาอ่อนนั้นกล่าวมา เป็นเป็นจริง นี่สมควรเป็นประเทศจีนใช่หรือไม่ เเต่ดูจากรูปการณ์ เกรงว่าจะมิใช่ประเทศจีนที่นางเคยรู้จักเป็นเเน่
“ฉันชื่ออะไร” สุ้มเสียงราบเรียบดังเนิบนาบ
“ร เรียนนายหญิง นามของท่านคือเยว่เหม่ยเสวี่ยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงสั่นตอบ
เยว่เหม่ยเสวี่ย? คงเป็นนามของนางในตอนนี้สินะ ถึงเเม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้มากนัก เเต่สิ่งที่เยว่เหม่ยเสวี่ยมั่นใจ คือนางอาจจะได้มาอยู่ในร่างของสตรีนางหนึ่งเข้าเสียเเล้ว อีกทั้งยังเเต่งงานมีสามีเเล้วเเน่นอน
เยว่เหม่ยเสวี่ยมองไปที่สาวใช้โง่งมอีกครา ผิงอันสะดุ้งเฮือกยามสายตาคมกริบมองมาที่นาง ดวงตารีบหลุบลงมองพื้นอย่างรวดเร็ว เยว่เหม่ยเสวี่ยไม่สนใจปฏิกิริยาความหวาดกลัวที่มีต่อตัวนาง เอ่ยสั่งเสียงเย็นชาว่า
“เงยหน้า” เย่วเหม่ยเสวี่ยเอ่ยอย่างรื่นไหลเป็นธรรมชาติ ผิงอันลังเลที่จะเงยหน้าขึ้น เเต่เมื่อเยว่เหม่ยเสวี่ย เอ่ยคำว่า 'เร็ว' ขึ้นอีกครั้ง นางก็ไม่สามารถลังเลได้อีกต่อไป ผิงอันเงยหน้าตามสำสั่งทันที
“จ้องมาที่กลางฝ่ามือของข้า”
เยว่เหม่ยเสวี่ยกล่าวพร้อมยืนมือผอมเเห้งไปยังเบื้องหน้า เเล้วโบกไปมาสองสามทีอย่างเชื่องช้า ผิงอันจ้องมายังกลางฝ่ามือเล็กอย่างกระตือรือล้น ก่อนจะนิ่งไปในเสี้ยววินาทีที่เยว่เหม่ยเสวี่ยขยับมือ เเววตาที่เคยใสกระจ่างมีชีวิตชีวา พลันว่างเปล่า ลุ่มลึก ดังห้วงมหาสมุทรไม่อาจหยั่งถึง นัยน์ตาไร้เเววประหนึ่งไม่มีชีวิต
“ลืมเรื่องราวคืนนี้ซะ เเล้วปฏิบัติตนต่อข้าอย่างภักดี ข้าสั่งให้อยู่เจ้าอยู่ ข้าสั่งให้เจ้าตายเจ้าตาย” สุ้มเสียงเเผ่วเบา เเต่ล้ำลึกเอ่ยสะกดจิตสาวใช้ตรงหน้า ผิงอันพยักหน้ารับคำสั่งอย่างเลื่อนลอย เยว่เหม่ยเสวี่ยกัดริมฝีปากเเน่น เมื่อพลังปราณในร่างมีไม่มากพอ จึงทำให้รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย จากการฝืนใช้พลังเกินตัว เพื่อปรับเปลี่ยนความทรงจำของสาวใช้
“เจ้าค่ะ”
เยว่เหม่ยเสวี่ยหายใจหอบถี่จนตัวโยน โบกมือให้อีกฝ่ายกลับไปได้ ผิงอันรับคำสั่งอย่างคนไร้วิญญาณ เดินกลับห้องราวกับหุ่นกระบอกที่ถูกชักใย ลืมเลือนเรื่องราวที่เคยบาดหมางกาลก่อน เเละสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้สิ้น เหลือเพียงเเต่สาวใช้ที่ภักดีจนกว่าชีวิตจะหาไม่