“ยินดีกับท่านเตชินท์ตัวแทนจากเผ่ามนุษย์ที่ผ่านหอคอยร้อยชั้นสำเร็จ” เสียงชวนฟังดังมาจากหญิงสาวมีปีกที่เรียกว่าตัวเองว่าเทพธิดา “โปรดเลือกของรางวัลที่ท่าน้า”
< - ชุดเกราะเทพศาสตรา (ิญญาอสูรระดับเหนือเผ่าพันธุ์) >
< - ชุดเกราะเทพมนตรา (ิญญาอสูรระดับเหนือเผ่าพันธุ์) >
< - อาวุธเทพศาสตรา (ิญญาอสูรระดับเหนือเผ่าพันธุ์) (เลือกชนิดอาวุธได้) >
< - สุ่มิญญาอสูรระดับผ่าเหล่าถึงระดับเหนือเผ่าพันธุ์ 1 ครั้ง >
< - เนื้อสัตว์อสูรระดับเหนือเผ่าพันธุ์ 5 ชนิดที่แตกต่างกัน >
< - เอลฟ์รับใช้ >
< - เลื่อนขึ้นสู่ภพบาดาล >
บุคคลในชุดเกราะสีดำทมิฬที่มีลายเสียสีแดงคาดไปมาดูน่าเกรงขาม เขากำลังมองบนหน้าจอสีฟ้าที่อยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจออกมา
ตัวเลือกแรกกับสาม ชุดเกราะและดาบ เขามีครบหมดแล้ว คงไม่มีคนโง่ที่ไหนจะเลือกซ้ำแน่หากไม่ได้ร้อนเงินอย่างหนัก ส่วนตัวเลือกที่สอง เขาเป็มนุษย์จึงไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ แม้มันจะช่วยป้องกันการโจมตีจากพลังเวทมนตร์ได้ด้วยก็ตาม แต่เขาไม่สนใจมันนัก
ตัวเลือกที่สี่ดูเหมือนจะดี แต่ก็มีโอกาสออกิญญาอสูรระดับผ่าเหล่ามากกว่าระดับเหนือเผ่าพันธุ์ เขาเคยลองมาแล้วสองครั้ง และเขาก็ได้มาอย่างละหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่เลวนัก แม้ิญญาอสูรระดับเหนือเผ่าพันธุ์ที่ได้มาจะไม่ช่วยอะไรเขามากนักแต่ราคามันก็สูงพอที่จะทำให้เขาอยู่สบายไปทั้งชีวิต
ส่วนตัวเลือกที่ห้าเนื้อสัตว์อสูรระดับเหนือเผ่าพันธุ์ 5 ชนิดที่แตกต่างกัน นอกจากเอาไปขาย เขาก็ทำอะไรกับมันไม่ได้แล้ว เนื่องจากแต้มระดับเหนือเผ่าพันธุ์ของเขาเต็ม ไม่สามารถเพิ่มได้มากกว่านี้แล้ว และเขาไม่ใช่พวกใจบุญที่จะไปแจกให้ใครด้วย
แม้เขาจะเป็ถึงเ้าเมืองระดับเอลฟ์ แต่เขาก็ไม่คิดจะแบ่งความแข็งแกร่งให้กับใครหน้าไหนทั้งนั้น เพราะเมืองที่เขาได้มา เขาก็ได้มาด้วยฝีมือของเขาเอง ไม่มีใครหน้าไหนช่วยเขาเลย แถมหาว่าเขาบ้าด้วยตอนที่เขาบอกว่าจะชิงมันมา แต่หลังเขาทำสำเร็จ กลับมาประจบประแจงเขากันเพื่อตำแหน่งดี ๆ ในเมืองของเขา
ตัวเลือกที่หก เอลฟ์รับใช้ ฟังดูเป็ตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด แต่เขาก็มีอยู่สามตนแล้ว แค่นั้นก็มากพอที่จะข่มขู่ไม่ให้ใครหน้าไหนกล้ามาบุกเมืองของเขาไปอีกนาน แม้จะดูไร้ประโยชน์ไปแล้วสำหรับเขา แต่มันคงเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดหากเขา้ายึดเมืองเพิ่มเติมในภายภาคหน้า
และตัวเลือกตัวสุดท้าย เลื่อนขึ้นสู่ภพบาดาล สำหรับเขาแล้ว ตัวเลือกนี้ขอเป็ตัวเลือกสุดท้ายของสุดท้ายสุดที่เขาจะเลือก มีข่าวลือมากมายถึงความน่ากลัวในภพบาดาล คนที่กลับมาได้ต่างบอกว่าทำให้ตัวเองแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนแล้วค่อยเลื่อนขึ้นไปยังภพบาดาลจะดีที่สุด และตอนนี้เขาก็กำลังพยายามทำตามคำแนะนำอยู่ แต่หากไม่มีตัวเลือกใดดีกว่านี้แล้ว เขาก็อาจจำเป็ต้องเลือกมัน
หลังเห็นตัวเลือกทั้งหมดแล้วมันอดไม่ได้ที่เขาต้องบ่นกับตัวเองออกมา “นี่เราคงขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของภพมรรตัยแล้วสินะ ไม่มีทางที่จะแข็งแกร่งกว่านี้แล้วหรือยังไง? ยังไม่อยากขึ้นไปภพบาดาลเลย”
ด้วยหลาย ๆ เหตุผล ไม่ว่าจะรายได้จากเมืองที่เขาเป็เ้าของ อำนาจที่เขามีอยู่ การเลื่อนขึ้นไปยังภพบาดาลเป็เหมือนการต้องยอมทิ้งสิ่งที่เขาสร้างมาทั้งหมด แม้การขึ้นไปยังภพบาดาลจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นและขยาย่อายุขัยเขาขึ้นไปอีกห้าร้อยปี แต่เขาที่อยู่ในร่างวัยเกือบสี่สิบ ก็ยังดูไม่แก่นัก แต่ต่อให้ต้องอยู่ในร่างชายวัยกลางคนไปอีกเป็ร้อยปี เขาก็ไม่ได้กังวลอะไร เขาจึงยังไม่อยากเร่งไปยังภพบาดาลมากนัก เขายังอยากกอบโกยสิ่งที่เขาสร้างมากับมือให้มากที่สุดเสียก่อน
ราวกับหญิงสาวที่เรียกตัวเองว่าเทพธิดาจะเฝ้ารอให้ชายในชุดเกราะดำคาดแดงเอ่ยถามออกมา เธอตอบออกมาทันทีว่า “เนื่องจากท่านเตชินท์ได้ผ่านเงื่อนไขการพิชิตคอหอยปีศาจร้อยชั้นครบสิบครั้ง ระบบจึงเปิดตัวเลือกพิเศษขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเตชินท์ในชุดเกราะดำคาดแดงรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันที ความคิดมากมายกำลังแล่นอยู่ในหัว เขาคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่าตัวเลือกใหม่ที่เขากำลังจะได้รับคืออะไร เขาแทบไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ เขารีบเปิดอยู่หน้าต่างตัวเลือกของเขาทันที
แต่แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นตัวเลือกล่าสุดที่ถูกเพิ่มเข้ามา
< - จุติ >
แน่นอนว่าเขารู้จักคำนี้ แต่ส่วนใหญ่เขามักได้ยินจากเกมหรือไม่ก็พวกนิยายกับการ์ตูน ส่วนตอนนี้เขาคือชีวิตจริง ในมิติมาตุภูมิหากเขาตายคือตายจริง ไม่ได้กลับไปฟื้นคืนชีพได้ใหม่เหมือนในเกมหรือนิยายและการ์ตูน
การจุติคือการทิ้งร่างเดิมเพื่อให้ได้ร่างใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า นั่นหมายความว่าเขาจะกลับไปอ่อนแออีกครั้ง แต่เขาอาจจะได้รับขีดจำกัดใหม่เพื่อทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าเดิมเมื่อเขาทำทุกอย่างจนกลับมาอยู่ในจุดเดิมนี้
อย่างไรก็ตาม มันจะได้คุ้มเสียหรือไม่ เขาไม่อาจตัดสินได้เลย เนื่องจากเขาไม่เคยได้รับข้อมูลว่ามีใครเคยผ่านการจุติมาก่อน แม้แต่เผ่าพันธุ์อื่นเขาก็ไม่เคยได้ยินผ่านหูมาบ้างเลย
เขาไม่ได้กังวลที่จะต้องเริ่มนับหนึ่งในการไล่เก็บแต้มพัฒนา แต่เขากังวลในเื่ที่เขาจะต้องกลับไปอ่อนแออีกครั้งต่างหาก เขาเป็คนหนึ่งที่มีศัตรูมากมาย ไม่ว่าจะจากมนุษย์ด้วยกันหรือเผ่าพันธุ์อื่นก็ตาม หากใครรู้ข่าวว่าเขาอ่อนแอลง คงจะมีแต่คนหมายปองชีวิตเขาไม่เว้นแต่ละวันแน่ ๆ
โดยเฉพาะเื่ผลประโยชน์จากเมืองที่เขาปกครองอยู่ ด้วยเมืองระดับเอลฟ์ขั้นสาม มันเป็เมืองระดับสูงสุดในเขตภพมรรตัยแล้ว คงมีใครหลายคนคิดไม่ซื่อกำลังรอจังหวะหวังชิงอำนาจไปจากเขาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่เขายังมีเอลฟ์รับใช้คอยรับใช้เขาอยู่ เป็เพราะเอลฟ์รับใช้จะซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นายจนกว่าเมืองที่เขาปกครองอยู่จะถูกตีแตกหรือเ้านายอย่างเขาจะตายไป ทำให้เขามั่นใจว่าเอลฟ์รับใช้จะปกป้องเขาได้อย่างแน่นอน
เมื่อพิจารณาถึงข้อนี้ ทำให้เตชินท์เริ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา ขอแค่เพียงเขาปกปิดอย่าให้ใครรู้ถึงความอ่อนแอที่เขาอาจได้รับมาหลังการจุติก็พอ ที่เหลือเขาก็แค่ปล่อยให้เหล่าเอลฟ์รับใช้คอยจัดการปัญหาที่คอยเข้ามากวนใจทุกอย่าง
อีกทั้งเขายังมีิญญาอสูรอีกมากมาย โดยเฉพาะชุดเกราะและดาบศาสตราที่เป็ถึงิญญาอสูรระดับเหนือเผ่าพันธุ์ คงมีน้อยคนนักที่จะสู้กับเขาได้แม้เขาต้องกลับไปอ่อนแออีกครั้ง ต่อให้เขายังสามารถใช้ชุดเกราะและดาบศาสตราได้เพียงวันละหนึ่งนาที แต่เพียงแค่หนึ่งนาทีที่ว่านั่นเขาคงฆ่าคนที่คิดมาแหย่หนวดเสือได้สองถึงสามคนแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เตชินท์จึงตัดสินใจกดเลือกคำว่า ‘จุติ’ ทันที
ทันใดนั้นเทพธิดาสาวก็ยกมือขึ้นแล้วชี้นิ้วมายังเขา ในวินาทีถัดมาปลายนิ้วของเธอปรากฏแสงสว่างจ้าจนเขาแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่ชายในชุดเกราะดำคาดแดงก็ไม่ได้ขยับเพื่อหลบหนีแต่อย่างใด เขายืนอาบแสงจากเทพธิดาสาวอย่างเต็มใจ
หลังความรู้สึกแสงจางหายไป เตชินท์ลืมตาอย่างช้า ๆ เพื่อปรับสภาพรูม่านตาของเขา แม้จะไม่รู้ว่าหลังลืมตาเขาจะอยู่ที่ใด แต่เขาก็หวังว่าเทพธิดาคงไม่ใจร้ายเกินไปนัก หากไม่ได้ถูกส่งไปยังเมืองของเขาเอง เขาก็หวังว่าจะไม่ถูกส่งไปบริเวณที่มีสัตว์อสูรระดับสูงจนเขาที่ต้องกลับมามีร่างกายอ่อนแอสู้ไม่ไหว
ใต้ท้องฟ้าอันสดใสและเสียงแห่งป่าที่คุ้นเคย เขาไม่แปลกใจนักหากเขาจะถูกส่งมารอบนอกของเมืองเขาเอง แต่เขากลับพบว่าเขาถูกส่งมายังกลางป่า และเขาไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยกับชนิดต้นไม้ในบริเวณนี้อีกต่างหาก เมื่อไม่มั่นใจว่าตนอยู่ที่ใดบนดินแดนนี้ เขาตรวจสอบตำแหน่งตัวเองด้วยระบบทันที แล้วเขาก็ได้แต่อุทานออกมาว่า “เชี่ย! ถูกส่งมาที่ไหนวะเนี่ย?”
แม้จะตื่นตระหนกแต่เขาก็เจนโลกมามากพอที่จะตั้งสติเพื่อแก้ปัญหาได้ทันที ตอนนี้เขาคิดทางออกได้เพียงอย่างเดียวคือการหาเมืองที่ใกล้ที่สุดเพื่อใช้ประตูมิติ
ในฐานะเ้าเมือง เขาสามารถใช้ประตูมิติจากที่ใดก็ได้เพื่อเทเลพอร์ทกลับไปยังเมืองของเขา ต่อให้เขาอยู่ไกลจากเมืองเป็ล้าน ๆ ไมล์ ขอเพียงแค่เจอประตูมิติเขาก็สามารถกลับไปยังเมืองของเขาได้
อย่างไรก็ตามตอนนี้เขากำลังประสบปัญหา เขารู้เพียงเขตและตำแหน่งพิกัดที่เขาอยู่ แต่เขากลับไม่คุ้นหูชื่อเขตพื้นที่นี้เลย แถมระบบไม่ได้มีแผนที่ให้ตรวจสอบดูว่าเมืองที่ใกล้ที่สุดอยู่ทิศทางใด เขาจึงไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ใดในพื้นที่อันกว้างใหญ่กว่าโลกเป็สิบเท่านี้
เมื่อทำอะไรไม่ได้ คงมีเพียงแค่การย่ำเท้าตามหาเมือง เขาได้แต่ภาวนาว่าจะเจอเมืองที่มนุษย์เป็เ้าของหรือเมืองที่เป็กลางไม่สนเผ่าพันธุ์ก็ยังดี
*กี้ กี้* *กี้ กี้*
ในขณะที่เขากำลังออกเดินสำรวจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมานาน
“ก็อบลิน?” เตชินท์สับสน เขาจดจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินเสียงนี้ก็ราวสิบปีที่แล้ว
ภาพของกลุ่มคนแคระตัวสีน้ำตาลอาวุธครบมือแต่ไม่สวมเสื้อผ้า พวกมันใส่เพียงหน้ากากหน้าประหลาดกับใบไม้ใบหญ้าที่ช่วยปกปิด่เอวเท่านั้น แม้จะตัวเล็กแต่ความดุร้ายของพวกมันก็น่ากลัวเกินกว่าพวกมือใหม่จะต่อกรกับมันได้ แต่กับเตชินท์ผู้ที่อยู่ในภพมรรตัยมาถึงยี่สิบปี ในสายตาของเขา ก็อบลินก็ไม่ต่างกับมดปลอกที่เขาเพียงใช้นิ้วบี้ก็ตาย
ก็อบลินนับเป็สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำในภพมรรตัย แต่พวกมันถือว่าดีกว่าสัตว์อสูรทั่วไป เพราะพวกมันสามารถรวมกลุ่มกันและตั้งหมู่บ้านได้ และแน่นอนว่าเตชินท์ก็เป็คนหนึ่งที่เคยเข้ายึดหมู่บ้านจากเผ่าก็อบลินได้สำเร็จมาก่อน
อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็ข่าวดีระดับหนึ่งที่เขาได้เจอกับก็อบลิน เพราะเมื่อมีก็อบลินที่ไหนก็มีโอกาสที่เขาจะเจอกับหมู่บ้านที่มีประตูมิติที่นั่น และมีความเป็ไปได้ที่เขาจะได้เจอกับมนุษย์คนอื่นด้วยเช่นกัน เพราะเตชินท์เชื่อว่าหมู่บ้านของก็อบลินที่ถือเป็เมืองระดับต่ำสุดในภพมรรตัย ส่วนใหญ่ควรจะถูกมนุษย์ยึดครองไปได้หมดแล้ว
“เอ๋? หมู่บ้านก็อบลินที่ยังไม่ถูกยึด เป็ไปได้ไง? นี่เราอยู่ไกลจากเมืองเราขนาดไหนกันเนี่ย?” เตชินท์งุนงง
หลังเขาแอบตามกลุ่มก็อบลินมาไม่นาน เขาก็มองเห็นบ้านทรงกระโจมราวสิบหลังเป็อย่างน้อย ทั้งหมู่บ้านถูกล้อมรอบด้วยรั้วไม้ปลายแหลมที่ใช้กันผู้บุกรุก
ติ๊ง!
ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงเหมือนเสียงกระดิ่งเรียกเข้า ในวินาทีถัดมาสิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เด้งขึ้นเป็ตัวอักษรขึ้นในดวงตาของเขา
< ภารกิจหลัก : เส้นทางสู่การเป็ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง 1
เป้าหมาย : ยึดหมู่บ้านก็อบลิน [0/1]
ระยะเวลาที่คงเหลือ : 3 ชั่วโมง 29 นาที 23 วินาที
รางวัล : เมล็ดข้าวพันธุ์ชั้นดี 3 ถุง
บทลงโทษ : ถูกลดอายุขัย 10 ปี >
“ภารกิจ?” เตชินท์ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างงุนงง “มีของแบบนี้ด้วยเหรอ? ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นมีเลย สงสัยเป็ผลมาจากที่เราจุติเลยมีระบบภารกิจเพิ่มขึ้นมา”
เตชินท์ตรวจสอบอีกครั้งก่อนจะบ่นออกมาว่า “รางวัลบ้าบออะไรเนี่ย เราจะเอาเมล็ดข้าวพันธุ์ไปทำอะไรฟะ!” และเขายิ่งโมโหขึ้นไปอีกเมื่อเห็นบทลงโทษ “เชี่ย! เสียอายุขัยตั้งสิบปี บ้าไปแล้ว ของรางวัลอย่างกาก บทลงโทษอย่างโหด”
การเสียอายุขัยถึงสิบปีมันสาหัสมากสำหรับเขาที่ตอนนี้อายุจะสี่สิบแล้ว เขาไม่รู้หรอกว่าเขาจะอยู่ไปได้อีกกี่ปี แต่เขาต้องตายเร็วขึ้นสิบปี ใครกันจะไปยอม
แม้ว่าจะได้รับอายุขัยเพิ่มเป็ห้าร้อยปีหากเขาได้เลื่อนขึ้นไปภพบาดาลก็จริง แต่ตอนนี้เขายังไม่ได้เลื่อนขึ้น นั่นเท่ากับว่าเขายังไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง แต่ตอนนี้กลับต้องมาเสี่ยงตายเร็วขึ้นสิบปี มันช่างเป็บทลงโทษที่โหดร้ายสำหรับชายใกล้วัยกลางคนอย่างเขาอย่างที่สุด
ถึงของรางวัลจะไร้แรงจูงใจสำหรับเขา แต่บทลงโทษมันแย่เกินกว่าจะรับได้ ราวกับระบบจะรู้ว่าเขาจะต้องไม่สนใจทำภารกิจอย่างแน่นอน เพื่อบีบให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมทำตามสิ่งที่ภารกิจ้า จึงออกบทลงโทษที่แสนสาหัสขนาดนี้
การยึดหมู่บ้านก็อบลินไม่ใช่เื่ยากสำหรับเขาอยู่แล้ว ต่อให้ร่างกายของเขาจะกลับมาอ่อนแอ ไม่ได้มีแต้มพัฒนาเหมือนเมื่อก่อน แต่ทักษะการใช้ดาบที่เขาสั่งสมมาเป็สิบปีจนได้ฉายาเทพดาบก็ไม่ได้หายไป คงไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรนักที่จะสู้กับก็อบลินสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอย่างนี้
เมื่อตัดสินใจได้ เตชินท์เลือกที่จะบุกเข้าไปโต้ง ๆ โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีจำนวนเท่าไร แข็งแกร่งแค่ไหน แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดความคิดลงทันทีเมื่อเห็นอาวุธที่เขาเรียกออกมา
“เชี่ย! จอบมาไงฟะ!?” เตชินท์อุทานทันที
กดใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจกันด้วยนะครับ <3 ขอบคุณครับ <3