ขณะนี้ผลกระทบจากนิมิตมงคลั้แ่คราวก่อน
หลากหลายกองกำลังส่งคนมาเฝ้าดูการประทุในดินแดนต้องห้าม โดยหวังว่า การต่อสู้ของอสูรในแดนต้องห้ามควรจะรุนแรง ปูกับหอยทะเลาะกัน ชาวประมงได้กำไร!
อนิจจา ผ่านมานับ4เดือนแล้ว ยังเงียบไม่มีการปะทะใดๆ
“นักบุญหญิงแห่งนิกายดาบ์ศักดิ์สิทธิ์มาถึงแล้ว”
ผู้ฝึกยุทธฝ่ายนิกายดาบะโแจ้งทุกคน
ใช่แล้ว สถานที่ต้องห้ามะร่วงหล่นนั้นกินพื้นที่หนึ่งในสี่ของชิงโจว ในทวีปจึงไม่มีข้อมูลใดๆมากนัก หากแต่ส่งคนเข้าไปไม่นานก็พบเป็ศพทุกครั้งไป
แต่คราวนี้แตกต่าง กองกำลังต่างๆส่งระดับสูงมาเพื่อตรวจสอบ เช่นนักบุญของนิกาย หลากหลายกองกำลังและผู้ติดตามระดับสูง
“ทุกคนไม่ต้องมากพิธี”
มู่ ชิงจือนักบุญหญิงนิกายดาบ์ศักดิ์สิทธิ์ เดิมนางไม่ได้้ามาในที่อันตรายแบบนี้นัก
แต่เนื่องจากการต่อสู้ตำแหน่งนักบุญ ในฐานะผู้นำนิกายคนต่อไว้ นางจำต้องจับไว้มิให้สั่นคลอน หากได้รับโอกาสของสถานที่ต้องห้ามนี้จะสามารถประจักษ์ต่อสาธารณะชนและเป็ที่ยอมรับได้อย่างดี!
‘ใช่แล้ว เพื่อพัฒนาแคว้นชิงโจวให้สูงขึ้น เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นข้าจำต้องคว้าโอกาสนี้ไว้’
คิดได้ดังนั้นสายตาคู่นั้นกลับกลายเป็แน่วแน่ ใบหน้าสวยงามพร้อมกับความมั่นใจ สวมชุดสีแดงดาบสีทองลายพยัคฆ์ สมคำร่ำลื่อหญิงงามล่มเมืองแห่งชิงโจว
“นักบุญทุกกองกำลังมาร่วมประชุมกันเถอะ ว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไร”
มู่ ชิงจือกล่าวราวออกคำสั่ง สถานะของนางนับได้ว่าสูงส่งในโลกภายนอกนิกาย แต่หากในนิกายก็ยังมีคนสั่นคลอนได้อยู่บ้าง
“ต้องรบกวนนักบุญศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
เทียนเจียวสี่คนคาราวะให้กับมู่ ชิงจือเล็กน้อย แม้ว่าพวกเขาจะมาจากนิกายระดับต่ำกว่า แต่ความแข็งแกร่งก็อยู่อันดับต้นๆในหมู่เทียนเจียว
กล่าวจบดังนั้นนักบุญต่างๆก็เริ่มประชุมกันในทันที
หนึ่งวันผ่านไปก็ได้ข้อสรุปเป็ที่พอใจโดยไม่คุยเื่ส่วนแบ่ง หากมีสมบัติปรากฎขึ้นตรงหน้า ความแข็งแกร่งเท่านั้นใช้มันพูดแทนปาก
เช้ารุ่งขึ้นยามสาย หมอกเริ่มจางลงพอที่จะมองเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจน กลุ่มนักบุญ5คน และผู้พิทักษ์ราว10คอยปกป้องหากตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ทั้งหมดมุ่งตรงรวมกลุ่มกันเข้าไปยังพื้นที่ต้องห้าม
ผู้ฝึกตนอิสระอีกนับร้อยก็มุ่งตรงเข้าไปในทิศที่แตกต่างกัน
เวลาผ่านไปไม่นาน ภายในป่าะร่วงหล่น เสียงกรีดร้องลั่นะเืใจผู้ได้ฟังเป็่ๆ
ทางด้านนักบุญ อาจจะเป็เพราะรัศมีตัวเอกจึงทำให้พวกเขาไม่พบกับอันตรายมากมายนัก
“ข้ารู้สึกว่าเราเดินอยู่ที่เดิมได้สักครึ่งชั่วยามแล้วทุกคนคิดเหมือนกันหรือไม่?”
มู่ จือชิงพบพิรุธได้เล็กน้อย สภาพป่าเปลี่ยนแปลงไปจริงๆแต่ความรู้สึกราวย่ำอยู่กับที่จึงเอ่ยออกมา
“เกรงว่าเราจะติดอยู่ในค่ายกลลวงตาเสียแล้ว”
นักบุญชายนิกายระดับ2 เสินห่าว กล่าวด้วยอารมณ์จริงจังแล้วเหลือบไปมองที่มู่ ชิงจือด้วยความ นะ
“แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร เดินต่อไปเรื่อยๆหรือ”
นักบุญคนอื่นๆกล่าวสอบถามเสินห่าวเล็กน้อย แม้พวกเขาจะกลัวอยู่บ้าง แต่ด้วยความเป็เทียนเจียว ไม่สามารถอ่อนน้อมได้
“ข้ามีวิธี! ในเมื่อเราเปิดตาเดินทาง ค่ายกลมักจะทำให้เราสับสน และััความรู้สึกวุ่นวาย เราจะปิดตา จับกลุ่มกันและก้าวตรงไป”
“ข้ามีสัญชาตญาณในการตรวจจับอันตราย จือชิงเ้าควรอยู่ใกล้ๆข้าไว้”
เสิ่นห่าวกล่าวอย่างภาคภูมิใจและหวังทำคะแนนให้เพิ่มขึ้น ว่ากันว่าในสถานะการที่อันตรายถึงชีวิตหากช่วยดูแลกันจะทำให้ความประทับใจเพิ่มขึ้น
“อืม”
มู่ จือชิงรู้ดีว่าเสินห่าวกำลังคิดอะไร แต่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้มันคงไม่มีเหตุผลไปเสียหน่อยหากทะเลาะกัน
หลังจากนั้นทุกคนก็หลับตาเดินต่อไปอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ข้าเคยได้ยินมาว่าภายในหุบเขามีสมบัติอยู่นับไม่ถ้วน แต่หากมีอันตรายมากมายยิ่งกว่า าาอสูรทั้ง4 และผุ้ติดตาม”
มู่ จือชิงกล่าวบอกข้อมูลที่นางรู้ให้เทียนเจียวทุกคนได้ทราบอาจกล่าวได้ว่านางมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่นี้มากที่สุดถึงอย่างไรนิกายดาบ์ก็ปกครองชิงโจว ส่งคนมาเสี่ยงตายเพื่อข้อมูลอันน้อยนิดครั้งแล้วครั้งเล่า
“บรรพบุรุษนิกายของข้ากล่าวว่า หายนะ กำลังจะเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกี่ยวกับอะไร”
“ลืมมันไปเถอะ จนถึงตอนนี้ที่เราเดินกันมาได้ถึงขนาดนี้ เ้าคิดว่าเป็เพราะอะไร”
เสินห่าวพูด ถ้าเทียนเจียวทุกคนสามารถลืมตาออกมาได้ก็จะเห็นถึงลักษณ์ที่พูดด้วยจมูกชี้ขึ้นฟ้าโดยตรง โอ้อวดขั้นสูงสุด
ใช่แล้ว เทคนิคเฉพาะตัวของเขาค่อยข้างแม่นจำ แต่น่าเสียดายที่สามารถรู้สึกได้ถึงอันตรายเช่นค่ายกลสังหารเท่านั้น แต่ค่ายกลลวงตา ค่ายกลเคลื่อนย้ายเขาไม่สามารถััถึงมันได้
“เอาล่ะ ลองลืมตาดูเถอะ เราน่าจะหลดพ้นค่ายกลแล้ว”
ได้ยินดังนั้นทุกคนก็ลืมตาขึ้นช้าๆ ทิวทัศน์ในป่าสลัวหมอกลอยต่ำไปทั่วผืนป่า ใช่แล้วพวกเขาอยู่ลึกขึ้นเรื่อยๆ
“โฮก”
สัตว์อสูรที่ยังไม่มีสติปัญญา ดูดซับออร่าของ์และโลกทำให้ร่างกายแข็งแกร่งอย่างน่าขัน พวกมันปรากฎตัวขึ้นผ่านม่านหมอก ราชสีห์ วานร พยัคฆ์ สัตว์ร้ายต่างๆสามารถพบเห็นได้ทั่วไป
“บูม”
เกิดการต่อสู้ขึ้นในทันที เสียงกรีดร้องดังไปทั่วทั้งป่า เสียงต่อสู้ดังกังวาลจากหลายทิศทาง
“การหาโอกาสครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายเสียแล้ว”
มู่ ชิงจือกล่าวขณะดึงดาบออกมาพร้อมต่อสู้ทันที
“อย่ากังวลพวกมันมีแค่จำนวนเท่านั้น พวกเราสามารถต่อสู้ระหว่างเดินทางต่อไปได้ หากเรา้าหนีเกรงว่าจะไม่มีใครรั้งไว้ได้นอกจากาาในส่วนลึก”
คิดได้ดังนั้นทุกคนก็ร่วมมือกันต่อสู้เปิดทางเพื่อเดินทางต่อไป
ตกค่ำภายในลานในสุดของนิกายลับเหนือเต๋า
ลู่ ฉางชิงเรียกทุกคนมาร่วมมื้ออาหารกับเขาพร้อมทั้งแจกผลไม้ที่มีอยู่เกลื่อนภายในลานเป็เครื่องเคียง
ใช่ เขาได้ชิมมันไปแล้ว แต่ไม่รู้สึกใดๆจากมันเลย แต่ก็นับว่าอร่อยคล้ายแอปเปิลในโลกเก่าแต่ด้านในมีของเหลวคล้ายเนื้อองุ่น
“เข้าเื่เลยแล้วกัน พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางแต่เช้า พวกท่านอยากได้อะไรในลานก็เอาไปเถอะ สามารถทำอาหารทานได้ตามสบาย”
หลังจากที่พูดเื่ดีๆให้ของขวัญและผู้พิทักษ์ได้ฟังแล้ว เขาก็เข้าเื่จริงจัง
“หากมีใครบุกรุกเข้ามาในหุบเขา ขอให้พวกท่านฆ่าพวกมันให้หมด มิเช่นนั้นพวกเราจะตกอยู่ในอันตราย มีใครคัดค้านหรือไม่”
ฉางชิงจ้องมองทุกคนด้วยสายตาเ็า ใช่ เขารู้อยู่แล้วของขวัญไม่มีทางขัดคำสั่งเ้านาย แต่พวกาาในความคิดเขานั้นแตกต่างออกไป
อีกฝ่ายอาจจะรู้ว่าเขาอ่อนแอแล้วทรยศเขาก็ได้ หากเขาทำอะไรไม่ถูกใจอาจจะโดนลอบสังหาร โดยของขวัญไม่สามารถช่วยทัน
อย่างไรก็ตามไม่มีใครคัดค้านเขาในตอนนี้พรางคิดว่า
‘ใครมันจะผ่านมาได้ ค่ายกลเต็มพื้นที่หุบเขา’
‘ผู้ฝึกฝนภายนอกแข็งแกร่งมากหรือ’
‘อย่าคิดว่าทุกคนเหมือนท่านได้ไหม’
‘ท่านคิดว่าพวกเราไม่ใช่มนุษย์จริงๆใช่หรือไม่ ดูถูกความรู้พวกเราหรือ’
ใช่พวกเขาาาก็ไม่ได้ออกไปด้านนอกเช้นกันเนื่องจากความต่างของเผ่าพันธุ์ มนุษย์แทบจะยึดครองทั้งทวีป ไม่ได้หมายถึงมนุษย์แข็งแกร่งเกินไป แต่หากหมายถึงอัตราการสืบพันธ์นั้นน่าสะพรึง
“ท่านอย่ากังวลไปเลยหุบเขาแห่งนี้สมบัติธรรมชาติมีอยู่ทุกที่ก็จริง แต่ก็มีสัตว์อสูรจำนวนมาก พวกข้าาาอยู่มาเป็พันปีก็ยังไม่กล้าเดินเข้าออกมั่วซั่ว”
หวังเต็งหลงกล่าวอย่างจริงจัง พื้นที่ปกครองของเขาติดกับทางปลอดภัยมากที่สุดและมีเพียง4าาเท่านั้นที่รู้เส้นทางนี้ พวกเราไม่คิดว่าจะมีใครรอดมาจนถึงทางเข้าประตูนิกาย
“ถ้าเป็เช่นนั้นก็ดี แต่ไม่ควรประมาทเกินไป วายร้ายมักจะตายเพราะพูดเยอะ จำคำนี้ไว้”
หลังจากพูดจบ ลู่ ฉางชิงก็มองท้องฟ้าที่มีดวงดาวระยิบระยับ พร้อมกับทอดถอนหายใจ ดวงจันทร์อยู่ใกล้มากกว่าที่โลกที่ฟ้าของเขามาก
สามารถมองเห็นแนวกาแล็กซีที่สวยงาม
“บางทีการมาที่โลกใบนี้ของข้าอาจจะมาเพื่อกล่องสมบัติที่ไม่ตกเป็ของผู้ใด”
กล่าวจบก็พรางคิดในใจ
‘ไร้สาระ ข้ากลัวว่าจะตายหากไม่มีของขวัญที่์มอบให้ อีกอย่างข้าอยากจะรับทำเควสให้จบพร้อมกับไปเริ่มต้นใหม่เป็ตัวเอกที่แท้จริงสักที’
เขายิ้มส่ายหัวและเดินจากไปพักผ่อนในตำหนัก ปล่อยให้ทุกคนนิ่งเงียบกันอยู่ตรงจุดนั้น
‘ครองโลกงั้นหรือ เย่อหยิ่งแค่ไหน’
‘หุบเขาะยังต้องแบ่งเป็4 ท่านรู้จักประชาธิปไตยหรือไม่’
‘อนิจจา เ้านิกายแข็งแกร่ง และความคิดกว้างขวางเกินไป’
เช้าวันรุ่งขึ้น ตะวันทอแสงมายังประตูนิกาย ราวจงใจใช้แสงยามเช้าเป็ใบไม้เขียวให้คนที่ยืนอยู่หน้าประตู
ใช่แล้วคนหนึ่งคือ เย่ชิงเฉิน สวมชุดสีขาวปักลายกระเรียนเหิน กระบี่สามเล่มที่เอว หากใครเห็นเห็นแทบหมอบกราบ เซียนกระบี่ท่องโลกมนุษย์!
อีกคนคือหลิว ชิงเฟิง หน้าตาหล่อเหลา ดูเรียบง่ายเต็มไปด้วยความรู้ อาภรสีเขียว ผมยาวสลวย สะบัดยามสายลมพัด ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายใจ
และฉากใบไม้เขียวอีกหนึ่งราวกับตัวประกอบA ให้ทั้งสองคือ หลงอ้าว แม้หน้าตาเขาจะถือว่าดีมาก แต่ภายใต้การคัดเลือกสาวกของเสวี่ย ชิงไท่แล้วถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์อยู่นิดหน่อย
ทั้งสามก็การมาถึงของลู่ ฉางชิง พรางตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันของพวกเขาในแหวนมิติว่าเพียงพอหรือไม่ราวกับว่ากำลังออกศึกใหญ่
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ บุคคลหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นในระยะสายตา ก้าวย่างสุขุม เต็มไปด้วยวิถีเต๋า กระบี่ไม้ดำแดงพู่สีทอง ช่างเข้ากับอาภรณ์ดำสนิทปักทองลายเมฆาล่อง รูปลักษณ์ราวปราชญ์ นักบุญ ตัดกับนิสัยใจคอที่ไม่ธรรมดาเล็กน้อย
เห็นภาพนี้ทุกคนอดคิดไม่ได้ในใจ
‘ท่านไม่ควรอยู่บนโลกนี้’
‘คราแรกข้าคิดว่าคนหน้าตาดีคุณสมบัติจะต่ำ ข้าได้รู้แล้วว่าข้าคิดผิด!’
‘สมควรอยู่บน์เท่านั้น!’
หลังจากลู่ ฉางชิงมาถึง ทุกคนก็พร้อมจะก้าวเดินออกไป ขณะที่กำลังก้าวนั้น
“บูม”
“บูม”
ค่ายกลเคลื่อนย้ายสั่นะเืมิติแตกออก ปรากฎคนอายุประมาณ20ต้นๆ พร้อมกับผู้พิทักษ์ที่มองไม่เห็นอีกหลายคน
ลู่ ฉางชิงหันไปมองหวังเต็งหลงในทันที
‘คนพวกนี้ไว้ใจไม่ได้จริงๆ บอกข้าว่าไม่ต้องกังวลหรือ สารเลว’
หวัง เต็งหลง : …
ทุกคน ….