ตอนที่ 2 บ้านไม้หลังเก่า
่เวลาเย็น แสงแดดอ่อนๆ พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า
บ้านหลายหลังเรียงรายสลับกับต้นไม้ใหญ่สะท้อนแสงยามเย็นสวยงาม
ใน่เวลานี้ เซียงซื่อชายแก่ที่มีชื่อว่าเป็คนซื่อสัตย์และเชื่อถือได้
เซียงซื่อกำลังมาเปิดประตูหน้าบ้านไม้เก่าชั้นเดียวที่สภาพใกล้จะพัง
ซึ่งได้ยินเสียงเด็กหนุ่มะโขอเปิดประตูอยู่
เด็กหนุ่มะโอยู่หน้าบ้านไม้เก่าชั้นเดียวสภาพใกล้จะพัง "ท่านตาข้ากลับมาแล้ว ช่วยเปิดประตูด้วย"
"ข้ากำลังมาเปิดประตูให้ รอสักครู่"
เซียงซื่อชายแก่ที่ดูธรรมดาวัย 60 รูปร่างผอมสูงใส่เสื้อผ้าเก่าๆ มีผมสีขาวเป็เงา ยาวสวยงาม ได้ถูกมัดอย่างสุภาพะโตอบทันที
เซียงซื่อตอบโต้อย่างสุภาพและค่อยๆ เดินมาใกล้ประตูบ้านหน้า
ซึ่งมีความเงียบสงบเหมือนกับส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่สวยงาม
กล่าวได้ว่าเป็คนดูแลบ้านหลังนี้มานานเป็เวลากว่าหลายสิบปี
เมื่อ เซียงซื่อเดินถึงประตูบ้านหน้าและเห็นเด็กหนุ่มที่คอย้าให้เปิดประตู
จากนั้นเซียงซื่อทำเสียงแมวร้องแสดงนิ้วก้อยที่ตรงต่อประตู "เมี๊ยว เมี๊ยว"
ทำให้ต้องรอเสียงตอบกลับจากเด็กหนุ่มเป็สัญลักษณ์เสียงหมา "บ๊อก บ๊อก" ที่ให้รู้ว่าเขากลับมาแล้ว
ทำให้เซียงหยุนบ่นว่า "พอใจกับคำตอบนั้นหรือยังท่านตา ช่วยเปิดประตูให้หน่อย"
เด็กหนุ่มส่งอารมณ์อย่างโกรธในเสียงแต่ยังคงสงบและเคยเกิดขึ้นกับเซียงซื่อมาบ่อยครั้ง
ในใจเซียงหยุน ก็เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้
แต่เขาไม่สามารถกล่าวคำที่อยู่ในใจได้ตรงๆ
หากทำเช่นนั้นอาจทำให้เซียงซื่อ กับหยู่หนิงรับรู้ความจริงของเขาที่อยู่ในใจ
อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องให้เวลาแก่ตัวเขาเพื่อเข้าใจและเปิดใจกันในอนาคต
เมื่อประตูถูกเปิดออกปรากฎร่างชายแก่รูปร่างผอมสูง บนไหล่ซ้ายมีจิติญญากิ้งก่าหิมะขาวอยู๋ข้างกาย
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” จากนั้นเซียงซื่อก็พยุงตัวเข้ามาด้านในของบ้าน
เด็กหนุ่มก็เดินตามหลังตาแก่เข้าบ้านทันที
เซียงหยุนเหมือนเป็เด็กที่อยากให้เซียงซื่ออยู่ใกล้เสมอและคอยติดตามเขาอยู่ทุกขณะ
เซียงซื่อถาม "ใบหน้าของเ้า ไปโดนอะไรมาเซียงหยุน อย่าบอกนะโดนนายน้อยซานรังแกมาอีกแล้ว" ชายแก่พูดพลางถอนหายใจ
"ข้ากับนายน้อยซานมิ่งมีเื่กันนิดหน่อยตามประสาเด็กผู้ชาย ท่านอย่าได้คิดมาก หรือเก็บมาใส่ใจ" เด็กหนุ่มตอบชายแก่โดยไม่ได้สบสายตา
ชายแก่เดินเข้ามาจับหัวหลานชาย กล่าวว่า "จำไว้นะหลานข้า ไม่ว่าชีวิตเราจะยากลำบากเพียงไหน เ้าอย่าได้ยอมแพ้ในโชคชะตา"
เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบเบาๆ คำตอบของเด็กหนุ่มแสดงให้เห็นว่ามีเื่ในใจที่เขาคิดถึงและคงไม่ใช่แค่คำตอบที่ี้เีกล่าวมานั่นเอง
"ข้ามีเื่กันนิดหน่อย" เด็กหนุ่มตอบเบาๆ และเห็นได้ชัดจากสีหน้า ความสัมพันธ์ที่มีระหว่างเซียงซื่อและนายน้อยซานมิ่งนั้นเหมือนนายกับบ่าว
ทำให้เด็กหนุ่มไม่กล้าเปิดใจต่อสิ่งที่เซียงซื่อกล่าวออกมาได้
ชายแก่มองหลานของเขา ส่วนเด็กหนุ่มก็ยังคงเงียบงัน
แม้คำถามของเซียงซื่อมีความ้ารู้อย่างใกล้ชิด แต่เขาก็ไม่้าคาดคะเนหรือแสดงอารมณ์ออกมา
ชายแก่เซียงซื่อลังเลอยู่สักครู่ก่อนที่จะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
"ความหนักในชีวิตมีอยู่ทุกคน แต่อย่าลืมเสมอว่าเรามีความแข็งแกร่งในตัว อย่างไรก็ตาม หากเ้ามีความสามารถในตัว อย่าได้กลัวสภาพแวดล้อม ข้าเชื่อในตัวเ้า"
เด็กหนุ่มมองไปทางพื้นที่หลังบ้านที่มีแสงสว่างอ่อนๆ
ขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะหายลับไป ในความเงียบสงบที่พบอยู่ที่นี่
เขารู้สึกอบอุ่นด้วยความหวังและความมั่นใจในตัวเอง ว่าจะอยู่รอดและเป็ที่นับถือของคนในหมู่บ้าน
"เซียงหยุนเ้าเข้าไปปรุงยารักษาแผลด้านหลังบ้าน ใช้ยาตามปริมาณที่ข้าเคยสอนด้วยนะ" ชายแก่เซียงซื่อใบหน้านิ่งเฉยและบอกหลานรักให้ไปปรุงยา
"ข้าทราบแล้วท่านตา ยารักษาอาการบวมและอักเสบ ใช้ว่านจระเข้,ตะเข้,จะเข้ และหญ้าเดือนหกอย่างละครึ่งกิโลผสมน้ำค้างตอนเช้านิดหน่อย"
เด็กหนุ่มมักจะถูกชายแก่เซียงซื่อให้จัดทำยารักษาตัวเองอยู่เป็ประจำหลังจากโดนรังแก
ชายแก่เซียงซื่อบอกกับหลานชาย "ถูกต้อง แล้วนำยาทาแปะที่แก้มของเ้าประมาณ 30 นาที ก็จะหายแดง แต่จะเย็นๆ หน่อยนะ"
เมื่อได้รับคำแนะนำจากชายแก่แล้ว เซียงหยุนก็เข้าหาห้องปรุงยาที่อยู่ด้านหลังบ้าน
โดยในห้องปรุงยาจัดเต็มด้วยสมุนไพรต่างๆ ที่เคยเรียนรู้มาและใช้ในการรักษาอยู่มากมาย
บริเวณรอบๆ มีกลิ่นหอมอบอวลของสมุนไพรที่ประกอบการปรุงยาอยู่ทั่วห้อง
เซียงหยุนหยิบตะเกียงเดินเข้ามาในปรุงยา แล้วหย่อนน้ำค้างใส่ขวดทำยา
หลังจากนั้นเซียงหยุนค่อยๆ เริ่มตัดแปะใบไม้ต่างๆ ลงในขวดทำยา ซึ่งเป็การเตรียมเสร็จพร้อมสำหรับการใช้งานต่อไป
ในขณะที่เซียงหยุนปรุงยา ชายแก่เซียงซื่อก็ยืนดูเฉยๆ แต่ชายแก่ดูจะสนใจในขั้นตอนการปรุงยาของเซียงหยุน
นอกจากนี้ชายแก่เขายังกำลังระมัดระวังและจดจ่อทุกการทำของเซียงหยุนด้วย
ชายแก่เขารู้ดีว่าความรู้ความสามารถในการรักษาของเซียงหยุนนั้นไม่ใช่เื่ของคำโฆษณา แต่เป็สิ่งแท้จริงที่ชายแก่เขาสอนเด็กคนนี้มาด้วยตนเอง
การปรุงยาเป็สิ่งที่เซียงหยุนได้ศึกษาและฝึกฝนมาเป็เวลานาน เมื่อ เซียงหยุนทำการผลิตยาเสร็จสิ้นและนำกลุ่มยาที่ต้องใช้ไปใส่ในถุงกระดาษ
ชายแก่ะโเื่เดิมซ้ำๆ "เสร็จแล้วก็นำมาทาแปะที่แก้มของเ้าครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้อาการบวมและอักเสบหายไป"
"แต่จำไว้ว่ามันจะเย็นมากนะ" หลังพูดจบชายแก่เซียงซื่อมองหน้าเซียงหยุนด้วยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในสีหน้า
ชายแก่บ่นกับตัวเองในใจ "ใกล้ถึงเวลา ตามที่โชคชะตากำหนดแล้วสินะ หวังว่าเ้าจะโชคดีนะหลานรัก"
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ท้องฟ้าเริ่มมืดมีเพียงแสงไฟของเทียนส่องสว่างในบ้านไม้หลังเก่า
ชายแก่เซียงซื่อและเด็กหนุ่มเซียงหยุนนั่งทานข้าว "ไก่อบสมุนไพร กับ ไข่เจียวมะระ" อยู่ในห้องครัว ด้านหลังบ้าน
ระหว่างทานข้าวเย็นอย่างมีความสุขเซียงหยุนเล่าเื่ราวในตำราให้ท่านตาฟัง
"ท่านตาวันนี้ข้าไปหอสมุดอ่านตำรา ชื่อบันทึกโบราณกาลกำเนิดโลกใหม่"
"แต่ข้ามีข้อสงสัยหลายเื่ มากๆ เช่น ตำรานี้เป็เื่จริง หรือ เื่แต่งขึ้น อีกทั้งทำไมไม่กล่าวถึงเผ่าสัตว์อสูร และทำไมไม่มีเผ่าเทพหรือมารหลงเหลือในโลกแห่งนี้อีกแล้ว หรือยังมีอยู่???"
เซียงหยุนตั้งคำถามมากมาย ขณะที่มีอาหารอยู่เต็มปากโดยหวังจะได้รับคำตอบจากชายแก่
ชายแก่เซียงซื่อทำสัญญาว่าจะตอบคำถามทั้งหมดนั้นให้เสร็จสิ้น
ถ้าเด็กหนุ่มนั่งกินข้าวให้เรียบร้อย ชายแก่เริ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตำรา
"เกี่ยวกับเผ่าสัตว์อสูรและเผ่าเทพหรือมาร ที่เขาไม่ได้ถูกกล่าวถึงในตำรานี้
ความเป็จริงคือ อดีตครั้งในโลกของเรามีเผ่าเ่าั้อยู่จริงๆ
แต่ในปัจจุบันนี้พวกเขาได้สูญหายไปพร้อมกับทวีปทางเหนือและทางใต้"
ชายแก่เขาตอบคำถามของเด็กหนุ่มอย่างเต็มใจ "เื่ราวนี้น่าสนุกแน่นอน!
ในความเป็จริงคือเืเนืุ้์เป็พลังและอาหารของเหล่ามาร อาจเป็เหตุให้เผ่ามารต้องคาดคั้นมนุษย์เป็เป้าหมายแรกของการโจมตี และทำให้เผ่าเทพและเผ่ามนุษย์ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับเผ่ามารเป็เวลานานถึง 1,000 ปี"
เด็กหนุ่มเซียงหยุนตอบกลับชายแก่อย่างจงใจ "ท่านตาซี ซึ่งในตำราบันทึกโบราณกาลกำเนิดโลกใหม่นั้น ข้าเชื่อว่ามีสาระความรู้ที่เป็ประโยชน์อย่างแน่นอน"
เด็กหนุ่มเซียงหยุน สงสัย นั่นหมายความว่า... พวกเขาไม่มีอยู่ในโลกของเราแล้วเหรอครับ?"
ส่วนเซียงซื่อก็ยังคงเล่าเื่ราวในตำราต่อไปด้วยความสนุกสนานเช่นเดิม
ชายแก่เขาตอบคำถามต่อ ต้องเข้าใจว่าเผ่าเทพและเผ่ามารอาจจะไม่มีอยู่ในโลกของตัวเองอีกต่อไป
โลกเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความรู้ในตำรานั้นยังคงเป็ที่น่าสนใจและน่าติดตามต่อไป
หากเ้ามีคำถามเพิ่มเติม ก็ควรหาคำตอบจากที่ตัวเองนำไปค้นคว้า ความรู้เดิมๆ อาจเปลี่ยนไป แต่ความสุขในการเรียนรู้ก็ยังคงอยู่
เด็กหนุ่มเซียงหยุนซึ่งมีความตื่นเต้นในเื่ราวนี้
เด็กหนุ่มกำลังทานอาหารให้ละลายอยู่ปาก และกล่าวว่า "สุดยอดมากเลยครับ!
แล้วอาวุธเซียนที่เขาใช้กันนั้นมีอะไรบ้างครับ? และเมื่อเราฝึกเป็เซียน จะต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่จะได้ขั้นเป็เซียนเสือ หรือเซียนัที่สุดครับ?"
ชายแก่ส่งสายตาไปยังหลานชายที่ตั้งตารอคำตอบ เื่อื่นๆ นี้ตาก็ไม่อาจตอบเ้าได้
แต่ถ้าเ้าถามถึงวิธีปลูกพืชผักผลไม้ ดูแลต้นไม้ดอกไม้ การทำปุ๋ยหมักจากขี้วัว
หรือแม้แต่สูตรการปรุงยา ข้าตอบเ้าได้แน่ๆ"
และทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นมาระหว่างทานอาหารอย่างมีความสุข
ชายแก่เซียงซื่อที่มีประสบการณ์มากกว่าจึงตอบกลับอย่างรอบคอบว่า
"จากาที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ของทวีปนี้
เผ่าทั้งสามได้เรียนรู้ความสำคัญของความมั่นคงและความสัมพันธ์ร่วมกัน เคยแตกแยกกันและต่อสู้กัน
แต่หลังจากาที่รุนแรงนี้ พวกเขาก็ได้เริ่มเข้าใจและยอมรับความหมายของความสัมพันธ์ที่ดี
เมื่อเราฝึกฝนเป็เซียน เราจะต้องผ่านการฝึกอย่างหนักแน่นอน อาวุธเซียนถูกแบ่งออกเป็ 5 ชั้น
โดยมีลำดับการฝึกขั้นต่ำสุดคือเซียนเต่า ดำ มี 9 ขั้น ไปจนถึงเซียนัที่สูงสุด ทอง มี 32 ขั้น
โดยแต่ละชั้นจะมีพลังและความสามารถที่ต่างกัน หากเป็เซียนัที่สูงสุด จะได้ควบคุมพลังสร้างสรรค์์
พลังจะกำหนดวันและเวลา"
ชายแก่เซียงซื่อมองหน้าเซียงหยุนแล้วถามหลานชาย
"คืนนี้แล้วใช่ไหม ที่จะเป็การคัดเลือกจิติญญาสัตว์อสูรประจำกายของเ้า" ชายแก่ถามด้วยความตื่นเต้น
เด็กหนุ่มพยักหน้าและตอบ "ใช่ครับท่านตา จิติญญาจะเข้ากันได้และมีสัมพันธ์ที่ดีกันนะครับ.
"ชายแก่ขยับมือลูบหัวเ้าหิมะน้อยที่ย้ายมาเกาะอยู่บนไหล่ของเขาและเริ่มเล่าต่อว่า
"ใน่เวลาที่ข้ามีอายุเหมือนกับเ้า ข้าได้ปลุกจิติญญาของเ้าหิมะน้อยตัวนี้ ก็เป็่เวลาที่ข้ามีความสุขมากๆ
เชื่อหรือไม่ก็คือ ปลุกจิติญญาให้กับสัตว์อสูรนั้นไม่ง่าย
มันเป็เื่ที่้าความเสี่ยงและความมุ่งมั่น และมีความเสี่ยงที่จะไม่สำเร็จอยู่เสมอ"
เด็กหนุ่มเซียงหยุนสงสัยจึงถาม "คืออะไรครับท่านตา ในการปลุกจิติญญาของสัตว์อสูรต้องทำอย่างไรครับ?"
เด็กหนุ่มตั้งคำถามอย่างตื่นเต้นและรู้สึกกระตือรือร้นกับเื่ที่ซึ่งคาดคิดว่าจะได้เรียนรู้ความลับนี้จากชายแก่.
ชายแก่อธิบายอย่างต่อเนื่อง "ใน่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปลุกจิติญญาของสัตว์อสูรคือในอายุ 13 ถึง 15 ปี
โดยจิติญญาต้องเข้ากันได้และได้รับการยอมรับจากจิตสัตว์อสูรด้วยเช่นกัน
คนที่ประสบความสำเร็จในการปลุกจิติญญาเหล่านี้ จะสามารถรับรู้และรู้สึกถึงความมีชีวิตของสัตว์อสูรที่เข้ามาอยู่ในกายของเขา
และจิติญญาเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นโดยอยู่ภายในกายของมันโดยอัตโนมัติ โดยใช้พลังงานธรรมชาติ."
เด็กหนุ่มตั้งคำถามอย่างสงสัยและอยากรู้หากความลับเื่นี้."แล้วเป็ใครที่จะสามารถปลุกจิติญญาได้ครับท่านตา?"
ชายแก่เซียงซื่อ ตอบอย่างสำคัญ"นั่นก็คือความลับที่ยากที่จะตอบ"
"มีเพียง 10% เท่านั้นของคนที่สามารถประสบความสำเร็จในการปลุกจิติญญา
เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างจิติญญาของมนุษย์และสัตว์อสูร
------------------------------------------------------------------------------------------------------
สรุป
เริ่มเื่ การมีเด็กหนุ่มอย่างเซียงหยุนอยากออกไปผจญภัยสำรวจทวีปที่หายสาบสูญ
นั้นเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับเผ่าเทพและเผ่ามาร
เขาได้ข้อมูลจากการยื่นอ่านตำราโบราณในหอสมุดชุมชน
เป็แิที่น่าสนุกและน่าติดตามกันต่อไป
โดยมีตาแก่เซียงซื่อ (Xiang Si) คือตาแก่เพียงคนเดียวที่ดูแลเซียงหยุนเขาั้แ่เขาเกิด
และยังมีหยู่หนิง (Yu Ning) ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีในชีวิตของเซียงหยุน
บิดาของหยู่หนิงคือหยู่ฉ่าง (Yu Chang) .
รวมกับเซียงหยุนมีคู่แค้นเ้าหมูอ้วนซานมิ่งเป็ลูกชายคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านซาน
ถึงแม้พ่อของซานมิ่งเขาจะเป็หัวหน้าหมู่บ้านและตระกูลของซานมิ่งเขาจะมีอำนาจสูงที่สุดในหมู่บ้าน
แต่ซานมิ่งเขาไม่ควรทำภาวะอารมณ์เหล่านี้ใส่กับเซียงหยุนและคนอื่น
การที่ซานมิ่งมีตำแหน่งเป็ผู้นำของหมู่บ้านคนต่อไปเป็สิทธิที่ถูกกำหนดมาั้แ่เขาเกิด ...