พายุฝนฤดูร้อนยังคงตกกระหน่ำกรุงเทพมหานครอย่างบ้าคลั่งและไร้ความปราณี ราวกับว่าสรวง์เบื้องบนกำลังหลั่งน้ำตาไว้อาลัยและร่วมสาปแช่งคนบาปทั้งสองอย่างเป็ทางการ เช้าวันถัดมาความอัปยศครั้งใหม่ก้าวเดินมาเยือนหน้าประตูห้องเช่ารูหนูในสลัมอีกครั้ง เสียงเคาะประตูไม้ผุพังดังปังๆ ราวกับจะพังเข้ามาในห้อง เ้าของหอพักสลัมยืนชี้หน้าขับไล่พวกเขาโดยไม่มีการประนีประนอมผ่อนผันหรือผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น หล่อนมองดูวรุตม์และอัญชิสาด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างรุนแรง
"พวกแกเก็บของเน่าๆ ของพวกแกแล้วไสหัวออกไปจากตึกของฉันเดี๋ยวนี้! คนในสลัมเขาจำหน้าพวกแกได้หมดแล้วในข่าวดังคดีฟ้องชู้เมียหลวงห้าล้านนั่น! แถมนังนี่ก็มีแต่เสียงกรีดร้องโวยวายหนวกหูเพื่อนบ้านทุกคืน! ตึกของฉันเป็ตึกคนทำมาหากินสุจริต ไม่ต้อนรับพวกขยะเสนียดจัญไรไร้ศีลธรรมไร้เกียรติ! ออกไปก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจมาลากคอพวกแกโยนลงถังขยะ!" เ้าของหอพักปาเงินมัดจำส่วนที่เหลือไม่กี่ร้อยบาทใส่หน้าของวรุตม์และปิดประตูกระแทกใส่เสียงดังลั่นในทันที
สองคนบาปต้องหอบหิ้วถุงกระสอบพลาสติกใบเก่าที่บรรจุเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นก้าวเดินตากฝนเปียกปอนเฉอะแฉะออกมาอยู่ริมถนนชานเมืองอย่างไร้จุดหมายปลายทาง สายฝนหนาวเหน็บตกลงมากระทบผิวกายจนชาดิก ร่างกายของวรุตม์ไอคอกแคกอย่างรุนแรงจนตัวโยน ร่างกายผ่ายผอมลงไปมากจนกระดูกไหล่โปนขึ้นมาสั่นสะท้านไปด้วยพิษไข้สะสมและลมหนาว เขายกมืออันผอมเกร็งขึ้นปิดปากและพบว่ามีลิ่มเืสีแดงสดเปื้อนฝ่ามือสั่นเทา อดีตศัลยแพทย์ประสาทและสมองผู้ยิ่งใหญ่ล้มพับลงคุกเข่าบนฟุตบาทเปียกน้ำฝน ร้องไห้สะอื้นปนเสียงฟ้าร้องครืนครั่นอย่างหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หล่อนพยายามช่วยดึงเขาให้ลุกขึ้นพยุงเดิน แต่ร่างกายของวรุตม์หนักอึ้งดั่งท่อนซุงที่ไร้จิติญญา
"อัญญ์... ฉันไม่ไหวแล้ว... หน้าอกฉันมันแน่นและเจ็บเหมือนจะะเิออกมาราวกับหัวใจจะวาย... พวกเราต้องมานอนตายข้างถนนเหมือนสุนัขไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้วจริงๆ หรือ..." วรุตม์เอ่ยเสียงสั่นเครือ แววตาลึกโหลของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อความตายและความสิ้นหวังในชีวิตที่ตกต่ำถึงขีดสุด มือหนาแห้งกรังพยายามกวาดคว้าอากาศประคองตัว
อัญชิสารีบวางถุงกระสอบพลาสติกลง คุกเข่าลงบนพื้นดินปูนเปียกชื้นกอดร่างสั่นเทาของอดีตพ่อผัวชู้รักไว้แน่น น้ำฝนปนน้ำตาไหลนองใบหน้าซีดเซียวของหล่อนจนเปรอะเปื้อน หล่อนมองไปรอบตัวท่ามกลางสายฝนที่มืดฟ้ามัวดินบดบังทัศนวิสัย รถยนต์ที่แล่นผ่านสาดน้ำโคลนกระเซ็นใส่เนื้อตัวจนสกปรกมอมแมม จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นป้ายไฟนีออนสีชมพูกะพริบถี่ๆ ของโรงแรมม่านรูดเก่าซอมซ่อริมทางด่วนชานเมืองที่หลังคาสังกะสีผุกร่อนมีคราบสนิมเกาะเขรอะ ป้ายไฟชื่อ "เรด พาเลซ" สั่นระริกสะท้อนกามารมณ์ราคาถูก
หล่อนประคองพยุงร่างของวรุตม์เดินก้าวช้าๆ เข้ามาเช่าห้องม่านรูดชั่วคราวด้วยเงินสดร้อยสุดท้ายที่เหลือติดตัวในกระเป๋า ผู้ดูแลม่านรูดเป็ชายแก่หน้าตากระลิ้มกระเหลี่ยที่เคี้ยวหมากฝรั่งหยิบกุญแจให้และมองพวกเขาสองคนด้วยสายตาสอดรู้สอดเห็นและหยาบคาย ชายแก่คนนั้นจำหน้าพวกเขาได้ดีว่านี่คือบุคคลในข่าวคดีชู้รักสะใภ้ที่ฉาวโฉ่ที่สุดในสังคมออนไลน์ เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอขณะบอกทางไปห้องหมายเลขสิบเอ็ด เขายื่นคีย์การ์ดเก่าที่มีรอยขูดขีดและเอ่ยกระซิบถ่อยๆ: "คืนนี้ระวังฝนตกหนักน้ำรั่วซึมฝ้าเพดานหน่อยนะคุณหมอ... สภาพแบบนี้คงไม่มีแรงซอยเตียงหักเหมือนแต่ก่อนแล้วมั้ง พักผ่อนให้สบายเถอะ"
วรุตม์ได้ยินคำดูถูกต่ำช้าจากปากชายแก่หน้าเงินก็ก้มหัวซ่อนแก้มที่ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย คลื่นเหียนอยากอาเจียนระคนรู้สึกเสื่อมเกียรติตลอดกาล จากที่เคยใช้ชีวิตในโรงแรมห้าดาวระดับนานาชาติ ได้รับการกราบไหว้และเคารพรักจากสังคมในฐานะอาจารย์แพทย์ผู้ทรงเกียรติ บัดนี้ต้องมาทนฟังวาจาต่ำทรามในซอกหลืบม่านรูดราคาถูก วรุตม์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นและอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง ทว่าเขาไม่มีทางเลือกใดๆ นอกเหนือจากการเดินตามแรงจูงมือของอัญชิสาเข้าไปในม่านพลาสติกสีเขียวขุ่นที่ขึ้นฝุ่นเขม่าควันรถริมทางด่วน
ห้องเช่าราคาถูกส่งกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อราคาถูกผสมกลิ่นอับชื้นของเชื้อรา ผนังห้องบุด้วยกระจกเงาบานใหญ่ที่ขึ้นราดำตามขอบ กระจกเงาสะท้อนใบหน้าซีดเซียวและดวงตาสลัวของพวกเขาทั้งสอง เตียงนอนปูด้วยผ้าปูสีแดงเก่าเปื้อนคราบด่างดวงสะท้อนแสงไฟนีออนสีชมพูสลัวชวนหดหู่และหยาบโลน เสียงรถยนต์แผดเสียงวิ่งบนทางด่วนด้านนอกดังสะท้อนเข้ามาเป็ระยะๆ เสียงการสั่นะเืของล้อรถสิบล้อและรถตู้ที่แผดวิ่งด้วยความเร็วสูงผ่านสะพานคอนกรีตสูงลิบเหนือกบาล ทำให้โคมไฟในห้องม่านรูดกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงดังหึ้งๆ คล้ายภาพหลอนในฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนสะกดิญญา มีฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากฝ้าเพดานสีหม่นตลอดเวลา
อัญชิสารู้สึกว่าผนังกระจกเงานั้นกำลังสะท้อนภาพผีสางรังควาน ภาพของพี่อนันต์ที่มองดูหล่อนด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง และภาพของพีทที่ใบหน้ามีคราบเือาบกบาลชี้มือประณามความแพศยาเสื่อมเสียของหล่อนใต้โคมไฟสีชมพู หล่อนสะอื้นไห้ซบหน้าลงกับอกของวรุตม์เพื่อหลบหนีภาพหลอนอันสยดสยองเ่าั้ หล่อนกลัวเหลือเกินว่าความจริงจะทับถมจนิญญาแหลกสลายคาอกพ่อผัวชู้รัก
ทั้งสองร่างเปียกโชกสั่นระริกสลัดเสื้อผ้าที่เปียกฝนโยนทิ้งลงพื้นปูนเย็นเฉียบ วรุตม์นอนแผ่หอบหายใจรุนแรงอยู่บนเตียงสีแดง อัญชิสาคลานก้าวขึ้นไปประคองร่างผ่ายผอมของอดีตพ่อผัว แววตาสั่นเครือจ้องมองชายที่หล่อนเคยล่อลวงล้างแค้น ทว่าบัดนี้ความรู้สึกผิดความโศกเศร้าและความสิ้นหวังในชีวิตทำให้ความเสน่หาเร่าร้อนในอดีตมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเหน็บหนาวและ้าที่พึ่งพิงสุดท้าย หล่อนมองดูผิวหน้าและผิวกายของวรุตม์ที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลืองจางๆ จากอาการดีซ่านและตับแข็งระยะสุดท้ายที่กำเริบขึ้นอย่างรวดเร็ว
"คุณหมอคะ... อัญญ์กลัวเหลือเกินค่ะ..." อัญชิสากระซิบพร่ำน้ำตานองหน้า ร่างกายสั่นเทาอยู่ใต้แสงสีชมพูวูบวาบ หล่อนใช้มือกวาดปัดคราบเปียกฝนบนอกกว้างของเขาเบามือ
วรุตม์เอื้อมมือที่ผอมเกร็งแห้งเหี่ยวขึ้นลูบไล้แก้มของหล่อนเบาๆ น้ำตาของอดีตหมอใหญ่ไหลรินนองหน้าเช่นกัน มือที่เคยกุมมีดผ่าตัดอันแม่นยำบัดนี้สั่นระริกอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับตระหนักดีว่าชีวิตและวิชาชีพของตนพังทลายลงอย่างถาวรแล้วในกองโคลนแห่งตัณหา
"ฉันขอโทษนะอัญญ์... ถ้าคืนนั้นฉันควบคุมตัวเองได้... ถ้าฉันไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้กิเลสตัณหาครอบงำ... เื่ทั้งหมดคงไม่ลงเอยแบบนี้ พีทก็คงไม่ต้องตาย... และเธอสิ... เธอสิอัญญ์ ชีวิตของเธอต้องพังทลายเพราะไอ้แก่ตัณหากลับคนนี้..." วรุตม์สะอื้นไห้จนตัวโยนและไอกระตุกรุนแรงจนเืสดไหลมุมปาก
อัญชิสาใช้ผ้าเช็ดหน้าเก่าเช็ดเืออกจากริมฝีปากของเขาอย่างแ่เบา หล่อนสวมกอดร่างของเขาไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ที่ผ่ายผอมลงไปมากของเขา ไม่มีความเร่าร้อนของฉาก NC ไม่มีไฟปรารถนาป่าเถื่อนเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความจริงอันโเี้ที่ทิ่มแทงหัวใจของคนบาปทั้งสอง เสียงลมฝนที่พัดกระหน่ำสังกะสีหลังคาและเสียงล้อรถบนทางด่วนเปรียบเสมือนเสียงดนตรีนำทางิญญาสู่ขุมนรกแห่งกรรม หล่อนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น รู้สึกได้ถึงโครงกระดูกและซี่โครงของวรุตม์ที่ยื่นขึ้นมาอย่างน่าเวทนาสะท้อนถึงวาระสุดท้ายของเขาที่กำลังมาเยือน หล่อนเอนกายนอนลงข้างเขา ปิดเปลือกตาลงท่ามกลางความสิ้นหวัง
หล่อนจำได้ถึงค่ำคืนแรกที่หอพักหรูหรา ตอนที่ร่างกายของเขาแข็งแกร่งและกอดรัดหล่อนด้วยไฟปรารถนาอันรุนแรง ตอนนี้ความอบอุ่นและพลังอำนาจเ่าั้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจแหบแห้งและอาการหนาวสั่นคลอน อัญชิสากลั้นสะอื้น หล่อนไม่อยากแสดงความอ่อนแอออกมาให้คนป่วยไข้ต้องใจเสีย แต่หยาดน้ำตาที่ร้อนผ่าวกลับหยดรดแผงอกของวรุตม์จนเขารู้สึกได้ สองแขนผอมแห้งประคองรัดหล่อนไว้แแ่ขึ้นหวังจะส่งผ่านความอบอุ่นเฮือกสุดท้าย
"อัญญ์ไม่ได้โกรธหมอแล้วค่ะ... พวกเราเดินมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับได้แล้ว... ตอนนี้อัญญ์มีแค่คุณหมอคนเดียวเท่านั้น..." อัญชิสากระซิบบอกเสียงสั่นเครือ หล่อนหลับตาลงกอดร่างของวรุตม์ไว้แน่น ััไออุ่นที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดเพื่อลบเลือนความหนาวเย็นของพายุฝนภายนอก
ทั้งสองร่างนอนกอดก่ายพึ่งพิงกันในความมืดสลัวท่ามกลางเสียงฝนและแสงไฟนีออนสีชมพูที่กะพริบวูบวาบ บ่วงบาปและตัณหาโสมมในอดีตบัดนี้แปรสภาพเป็โซ่ตรวนที่ล่ามผูกพวกเขาไว้กับความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์ พวกเขาไม่มีวันได้รับโอกาสแก้ตัวหรือการอภัยโทษใดๆ จากสังคม คุกชีวิตแห่งความเสื่อมทรามนี้จะกักขังิญญาบาปทั้งสองไว้ชั่วนิรันดร์ ตอกย้ำถึงจุดจบอันอัปยศหนาวเหน็บที่ไม่มีวันถอนตัวหลุดพ้น ความพินาศย่อยยับล้มละลายทุกสิ่งคือราคาของความชั่วช้าที่พวกเขาสมควรยอมรับอย่างดุษฎี ชีวิตของพวกเขาต่อจากนี้มีเพียงความมืดมนไร้จุดจบ ความพินาศฉิบหายที่พวกเขาร่วมกันก่อขึ้นย้อนกลับมาทำลายจิติญญาทีละน้อยอย่างไร้ซากปรักหักพังเหลือให้กอบกู้ ปราศจากความสุข ความภูมิใจ หรือความหวังว่าอนาคตจะดีขึ้นอีกต่อไปชั่วนิรันดร์ พวกเขาหมดสิ้นแสงสว่างและลมหายใจแห่งเกียรติยศ มีเพียงความทรมานและไฟกรรมที่แผดเผาจิติญญาอย่างเชื่องช้าในรูหนูสลัมชานเมืองแห่งนี้ไปจนสิ้นลมหายใจสุดท้ายชั่วนิรันดร์กาล ปล่อยให้ความจริงทิ่มแทงในหัวใจตลอดกาล