บทที่ 3 ลูกคือความภาคภูมิใจของเธอ
“เด็กอะไรน่ารักขนาดนี้ อยากเข้าไปกอดจริง ๆ เชียว”
“ลูกใครกันนะ พวกเขาช่างโชคดีจริง ๆ”
หญิงสาวแต่งตัวสวยหรูคนหนึ่งเดินเข้ามา ยิ้มแย้มให้และถามว่า “หนูจ๋า ถ่ายรูปกับฉันหน่อยได้ไหมจ๊ะ”
เด็กหญิงหัวเราะคิกคัก น้ำเสียงหวานใสราวกับเสียงกระดิ่ง “คุณป้าคะ หนูคงต้องขอถามแม่ก่อน” เธอหันไปมองด้านหน้า ยกมือขึ้นสูง “แม่คะ หนูกับพี่อยู่ตรงนี้!”
ทุกคนมองตามสายตาของเด็กหญิงไป ผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินกำลังย่างเท้ามาทางนี้
หญิงสาวคนนั้นรวบผม สวมแว่นตาทรงเก่าขอบทอง สีหน้าซีดเซียว
ใครหลายคนรู้สึกผิดหวัง บางคนถึงกับนึกรังเกียจ “ไม่น่าเชื่อ เธอเป็แม่ของเด็กพวกนี้เหรอ หน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนี้จะให้กำเนิดลูกหน้าตาน่ารักขนาดนี้ได้ยังไง”
“อาจเพราะคนเป็พ่อมียีนเด่นที่ดีมากก็ได้ ฮ่า ๆ หญิงสาวอัปลักษณ์กับชายหนุ่มหล่อเหลา”
เด็กหญิงได้ยินทุกคนเอ่ยถึงแม่ตัวเองด้วยท่าทางแบบนั้นก็พลันโมโห “แม่หนูเป็คนที่สวยที่สุดในโลก พวกคุณใจร้าย หนูไม่ถ่ายรูปกับพวกคุณแล้ว!”
อันโหรวซึ่งเดินเข้ามาใกล้ได้ยินคำพูดของลูกสาวพอดี มุมปากจึงยกยิ้ม “หยางหยาง หน่วนหน่วน”
อันหน่วนยิ้มร่าทันที รีบวิ่งเข้าหาอ้อมกอดของแม่ ส่วนอันหยางยืนอยู่ที่เดิม สายตาซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้แว่นกันแดดสีดำขยับเล็กน้อย เผยความเ็าออกมา
อันโหรวลูบแก้มน้อย ๆ ของอันหน่วน “อยู่ข้างนอกห้ามคุยกับคนแปลกหน้านะ เข้าใจไหม”
“หน่วนหน่วนเข้าใจแล้ว แม่ขอหอมแก้มหน่อยค่ะ” อันหน่วนเขย่งปลายเท้า กอดคอเธอแน่น ท่าทางออดอ้อนขอหอมแก้มนั้นทำให้คนรอบข้างตกหลุมรักไปตาม ๆ กัน
ตอนนั้นเอง เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น “โหรวโหรวคนไร้น้ำใจ ในที่สุดก็รู้จักกลับมาสักทีนะ!”
อันหยางมองเธอคนนั้น อีกฝ่ายสวมชุดกระโปรงสีแดงสด ผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนยาวถึงเอว
เธอวิ่งมาหาแม่เขาอย่างรวดเร็ว อันหยางก้าวขาไปขวางหน้าไว้ก่อนเธอจะได้เข้าใกล้ เขาขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเ็า “คุณพูดถึงใครว่าไร้น้ำใจ”
หลินจือเสี่ยวหยุดฝีเท้า มองหนุ่มหล่อตัวน้อยตรงหน้า ก่อนมองอันโหรวกับเด็กผู้หญิงผมทองซึ่งกำลังกกกอดกันอยู่
เมื่อเห็นภาพนี้แล้วเธอก็รู้สึกสับสน
เด็กน้อยน่ารักสองคนนี้เป็ลูกของโหรวโหรวหรือ นี่เธอแต่งงานกับชาวต่างชาติั้แ่เมื่อไหร่?
“หยางหยางสุภาพหน่อย เธอคือป้าจือเสี่ยว” มือข้างหนึ่งของอันโหรวจูงมืออันหน่วนไว้ ส่วนอีกข้างตบไหล่อันหยางเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
หลินจือเสี่ยวใมาก เด็กพวกนี้เป็ลูกของโหรวโหรวจริง ๆ ตัวเธอเองยังไม่มีแฟนเลยสักคน แต่โหรวโหรวกลับมีลูกที่โตขนาดนี้แล้วเหรอ?!
เธอมองโหรวโหรวอีกครั้ง อีกฝ่ายเหมือนผู้หญิงวัยสามสิบกว่า ไม่เหลือเค้าความสวยบริสุทธิ์ของดอกไม้งามแห่งโรงเรียนในอดีตเลย
อันหน่วนได้ยินว่าคนตรงหน้าเป็ป้าจือเสี่ยว จึงรีบยิ้มและเข้าไปหาทันที “ป้าจือเสี่ยว หนูได้ยินแม่พูดถึงคุณบ่อย ๆ หนูชื่ออันหน่วน”
พอพูดจบเธอก็มอบรอยยิ้มหวานให้ หลินจือเสี่ยวถูกความน่ารักนั้นทำให้ตาพร่าไปหมดแล้ว ไม่ทันเอ่ยถามกับอันโหรว เธอก็โอบกอดเด็กหญิงทันที
อันหยางมองแม่พลางถอดแว่นกันแดดออก เขาทำความเคารพอย่างสุภาพ “สวัสดีครับป้าจือเสี่ยว”
หลินจือเสี่ยวเปลี่ยนจากความใในตอนแรกมาเป็ความอิจฉาขั้นสุด “โหรวโหรว เธอเก่งจริง ๆ มีลูกสองคนที่ทั้งน่ารักและพูดจาเก่งแบบนี้ ทำใจฉันละลายได้เลย”
“แน่นอน ดูก็รู้ว่าพวกเขาเป็ลูกใคร” มุมปากอันโหรวยกยิ้มสูง เพราะลูกคือความภาคภูมิใจของเธอ
………
“แต่เธอเป็คนเลี้ยงลูกคนเดียวใช่ไหม ดูเธอซูบผอมจนเหมือนผู้หญิงแก่ไปแล้ว”
อันหน่วนได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยแก้ “แม่หนูเป็คนสวยไม่ใช่ผู้หญิงแก่ แม่จงใจแต่งตัวแบบนี้ เพราะไม่อย่างนั้นคงมีพวกคุณลุงมาตามจีบแม่”
หลินจือเสี่ยวหัวเราะทันที “แน่นอน แม่ของเธอเป็คนสวย เมื่อก่อนยังเป็ถึงสาวงามที่ไม่มีใครเทียบได้!”
“พอเถอะ ๆ กลับบ้านเธอก่อน ฉันมีเื่จะปรึกษาด้วย” รอยยิ้มอันโหรวหายไป กลับสู่ความจริงจังทันที
เื่ที่เธอเอ่ยถึง แม้หลินจือเสี่ยวไม่ต้องถามก็ย่อมรู้ดี
เฮ้อ เื่ของตระกูลอันในอดีตเกิดขึ้นเร็วเกินไป ใครจะรู้ว่าสุดท้ายจะกลายเป็แบบนี้
ไม่รู้ว่าโหรวโหรวผ่านเหตุการณ์เ่าั้มาได้อย่างไร ถ้าเป็คนอื่น ป่านนี้คงอยากหายไปจากโลกใบนี้แล้วก็ได้
บ้านของหลินจือเสี่ยวอยู่บนถนนวงแหวนที่สาม*[1]
อันโหรวกล่อมอันหน่วนให้หลับ ส่วนอันหยางกำลังศึกษาแผนที่อย่างตั้งใจอยู่ตรงระเบียง
หลินจือเสี่ยวมองเขาอย่างนึกสงสัย ก่อนมาหาอันโหรวอีกห้อง
“ลูกชายเธออ่านแผนที่ออกด้วยเหรอ เขาแค่ห้าขวบเองนี่!”
“เขาอ่านออก เริ่มอ่านได้ั้แ่อายุสามขวบแล้ว”
อันโหรวบอกเสียงเรียบ แต่หลินจือเสี่ยวกลับตื่นเต้นใ “โอ้โห อัจฉริยะจริง ๆ!”
“จือเสี่ยว เื่ตระกูลอัน...”
เมื่อน้ำเสียงของเพื่อนสนิทเปลี่ยนไป หัวข้อสนทนาก็กลายเป็เื่หนักอึ้ง หลินจือเสี่ยวรู้สึกปวดใจ “โหรวโหรว มันผ่านมาห้าปีแล้ว เธอต้องมองโลกในแง่ดีบ้าง ตระกูลอันล่มสลาย ตระกูลโอวหยางเข้าซื้อกิจการของตระกูลอันทั้งหมดแล้ว”
หลินจือเสี่ยวมองความเศร้าผ่านดวงตาของเพื่อนสนิท กลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะไม่พูดอะไรอีก
สิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อจากนี้ จะทำให้โหรวโหรวรู้สึกเศร้ามากขึ้น
“โหรวโหรว พ่อของเธอเสียชีวิตในคุกเมื่อสองปีก่อน ส่วนแม่เธอก็หายตัวไป ตระกูลโอวหยางซื้อกิจการของตระกูลอันในราคาที่ต่ำ เท่ากับว่าได้ฉวยโอกาสกินเนื้อชิ้นใหญ่ของตระกูลอันไป”
“อืม” อันโหรวตอบรับเสียงเบา ฝ่ามือกำแน่น ดวงตาฉายแววลึกล้ำ ทั่วทั้งตัวแผ่ความเ็าออกมา
หลินจือเสี่ยวใกับความเ็านั้น โหรวโหรวที่เคยอ่อนโยนอยู่เสมอกลับแผ่ออร่าแบบนี้ได้
โหรวโหรวไปอยู่ที่อังกฤษมาห้าปี ใน่นั้นไม่ค่อยติดต่อมาหาเธอบ่อยนัก ชีวิตในอังกฤษของอีกฝ่าย เธอจึงไม่ค่อยรู้เื่เท่าไหร่
“โหรวโหรว หน่วนหน่วนบอกว่าเธอแต่งตัวแบบนี้เพราะตั้งใจจะปลอมตัวเหรอ” หลินจือเสี่ยวรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที เธอไม่คุ้นชินกับท่าทางเ็าของโหรวโหรวเลย
อันโหรวยกมือถอดยางรัดผม ผมสีดำเงางามสยายยาวลงมาจรดเอว แว่นตาขอบทองแบบเก่าถูกถอดออก จากนั้นหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า ทาลงบนใบหน้าเพื่อเช็ดเครื่องสำอาง
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที อันโหรวกลับคืนสู่ใบหน้าดังเดิม หลินจือเสี่ยวอ้าปากค้างจนแทบสามารถใส่ไข่ไก่ลงไปได้
“คนอื่นเขาแต่งตัวให้สวย แต่เธอเรียนแต่งหน้า เพื่อพยายามทำให้ตัวเองดูแย่ลงเหรอ” หลินจือเสี่ยวทนไม่ไหวอีกต่อไป แทบจะพลิกโต๊ะด้วยความรู้สึกว่าโชคชะตาช่างไม่ยุติธรรมจริง ๆ
ห้าปีผ่านไป โหรวโหรวยังดูบริสุทธิ์อ่อนหวานน่าดึงดูด สวยจนพระอาทิตย์พระจันทร์แทบจะถูกบดบังรัศมี กาลเวลายิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้เธอ จนใครที่เห็นแล้วไม่อาจละสายตาได้
“โหรวโหรว ถ้าฉันเป็ผู้ชาย ฉันต้องแต่งงานกับเธอแน่ ๆ” หลินจือเสี่ยวเอ่ยพลางะโไปด้วย ชายกระโปรงสีแดงสดกระพือขึ้นลง
“พอเถอะ เธอช่วยแนะนำบริษัทข้ามชาติในประเทศให้ฉันหน่อย ฉันจะส่งใบสมัครงานไป” อันโหรวมองหลินจือเสี่ยวก่อนเปิดแล็ปท็อป
หลินจือเสี่ยวชะงักไป “เฮ้อ น่าเสียดายที่เธอมีลูกแล้ว เล่าให้ฟังหน่อยสิ หนุ่มต่างชาติหล่อ ๆ คนไหนที่คว้าเธอไปแต่งงานน่ะ”
[1] ถนนวงแหวนที่สาม เป็ถนนวงแหวนรอบเมืองยาว 48 กิโลเมตรที่ล้อมรอบใจกลางเมืองปักกิ่ง