จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 82 มีความรักล้วนโง่งม

            เนื่องจากรีบร้อนออกมา เหยียนอู๋อวี้จึงมิได้พกอาวุธมาด้วย นางเพียงแค่เหน็บกระบี่อ่อนด้ามหนึ่งไว้ข้างเอว จังหวะที่หันกลับมา เหยียนอู๋อวี้ชักกระบี่อ่อนออกมาแทงใส่คู่ต่อสู้ไปตรงๆ ต่อให้ฆ่าตายในคราเดียวไม่ได้ อย่างน้อยก็โจมตีให้อีกฝ่ายรับมือไม่ทัน 

            ไม่คาดคิดเลยว่ากระบี่อ่อนของเหยียนอู๋อวี้จะช้าไปก้าวหนึ่ง ร่างของอีกฝ่ายมาอยู่เบื้องหน้านางแล้ว นางพลิกฝ่ามือแทงโจมตีกระบวนท่าที่สองทันที ขณะเห็นผู้ที่มาชัดเจน ปอยผมเบาบางพลันตกลงมาบนมือเขาอย่างไร้ซุ่มไร้เสียงแล้ว 

            “เป็นท่าน” เหยียนอู๋อวี้เห็นผู้ที่มาชัดเจนแล้ว นางแอบนึกในใจว่าโชคดี ยังดีที่ยั้งมือได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นใบหน้าหล่อเหลานั่นต้องทิ้งรอยแผลเป็นแน่  

            ผู้ที่มาคือจวินอู๋เสีย เขายกแขนขึ้นพลางใช้ปลายนิ้วดุจหยกขาวปัดกระบี่ออกเบาๆ กระบี่อ่อนจึงเคลื่อนตำแหน่งไปทางอื่น 

            “ท่านบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว” เหยียนอู๋อวี้กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง 

            จวินอู๋เสียกลับไม่ถือสา เขาซ่อนเส้นผมไว้ในอ้อมแขนพลางเปิดปากเอ่ย “ท่านไปพบอาลักษณ์อู๋ในคุก?” 

            “ใช่” เหยียนอู๋อวี้มิได้ปิดบังในจุดนี้  

            “ไทเฮาพบหนังสือสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูในเรือนเขาจึงเตรียมลงทัณฑ์เขา” จวินอู๋เสียกล่าวเสียงราบเรียบ “ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก” 

            เหยียนอู๋อวี้ไม่คิดจะตอบคำถามนี้ของเขา นางมักรู้สึกแปลกๆ คล้ายถูกเด็กที่ตนเองเฝ้าดูจนเติบใหญ่สั่งสอน แม้ยามนี้เขาสูงกว่าตนเองไปมากแล้ว ทว่าในใจเหยียนอู๋อวี้ยังคิดเสมอว่าเขาตัวเล็กกว่านางตลอดไป 

            “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” เหยียนอู๋อวี้เปลี่ยนเรื่อง 

            “ข้าเห็นท่านออกมาจึงตามไป” จวินอู๋เสียเอ่ยราวกับมิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด 

            ทว่าเหยียนอู๋อวี้กลับตกใจสุดขีด “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคืนนี้ข้าจะออกมา?” 

            “ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าหากท่านไม่ยื่นเท้าเข้าไปในเรื่องนี้ก็ดูจะผิดปกติเกินไปสักหน่อย ตอนกลางวันข้าเห็นท่านไปที่ตำหนักบรรทมของอู๋เจาหรง ตอนกลางคืนต้องออกมาอีกเป็นแน่ ข้าเพียงเฝ้าอยู่ที่ต้นไม้รอคอยกระต่ายออกมาเท่านั้น” 

            เหยียนอู๋อวี้เผยสีหน้าประหลาดใจอีกครั้ง จากนั้นจึงเผยไอสังหารออกมาในดวงตาทันที “ท่านสะกดรอยตามข้า” 

            จวินอู๋เสียมองนางคราหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาพลางกล่าวว่า “ข้าคิดว่าสหายเก่าของท่านผู้นั้นน่าจะบอกท่านเช่นกันว่าที่แห่งนั้นเป็นสถานที่นัดพบระหว่างเรา ไม่รู้ว่าท่านหรือนางกันแน่ที่ลืม?” 

            แน่นอนว่าเหยียนอู๋อวี้ไม่ได้ลืม ทว่าก็พูดไม่ได้เช่นกัน นางทำได้เพียงกล่าวตอบ “ถึงอย่างนั้นก็คงไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้กระมัง” 

            “ข้าเดินเล่นในสถานที่แห่งนั้นหลายครั้งแล้ว ทางลับเส้นนั้นข้าก็รู้เป็นอย่างดี ไม่นับว่าบังเอิญอันใด ท่านไป ข้าก็ย่อมรู้” 

            บนใบหน้าของจวินอู๋เสียไม่มีความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ทั้งสายตาที่มองนางยังอบอุ่นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเหยียนอู๋อวี้ไม่สบายใจ กลับกลายเป็นว่าคล้ายตนเองชวนทะเลาะอย่างไร้เหตุผลเสียอย่างนั้น 

            ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากันก็ได้ออกมาจากคุกหลวงแล้ว เหยียนอู๋อวี้เดินนำเขาไปยังสถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงเปิดปากเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ปิดบังท่านอีก” 

            จวินอู๋เสียคาดหวังมานานแล้ว ดวงตาคู่นั้นมองตานางเงียบๆ ต่อให้ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา เหยียนอู๋อวี้ก็ไม่มีความคิดที่จะถอดผ้าปิดหน้าออก ศีรษะและใบหน้านางถูกคลุมเอาไว้ เหลือเพียงดวงตากระจ่างใสคู่หนึ่ง จวินอู๋เสียมองมันเงียบๆ จิตใจเหม่อลอยครู่หนึ่ง เขาคิดว่าตนเองได้เห็นใครอีกคน ก่อนจะแอบยกยิ้มอยู่ภายในใจ มิใช่หรือ? 

            เหยียนอู๋อวี้กลับมิได้คาดเดาความคิดเขา นางเพียงแค่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคุกให้เขาฟังหนึ่งรอบ จากนั้นจึงกล่าวว่า “ไพ่ตายของอาลักษณ์อู๋อยู่ในเรือนรับรองแถบชานเมือง เรือนรับรองแห่งนั้นมิได้ใช้ชื่อเขา คนธรรมดาย่อมหาที่นั่นไม่พบอย่างแน่นอน” 

            ในที่สุดจวินอู๋เสียก็เอ่ยปากถาม “ท่านจะไปหรือ?” 

            เหยียนอู๋อวี้ส่ายศีรษะ “ไม่ ข้ามิได้ไปเอง” 

            จวินอู๋เสียเผยสีหน้าสงสัย จากนั้นจึงคิดได้ว่า “ท่านต้องการให้ข้าไป?” 

            เหยียนอู๋อวี้มองเขาอย่างชื่นชม เด็กคนนี้ฉลาดจริงๆ นางยังไม่ได้เปิดปากก็คาดเดาออกแล้ว นางจึงกล่าวโดยไม่ปฏิเสธ “แน่นอนว่าเป็นท่านที่ไป เดิมทีข้าต้องการไปหาท่านเช่นกัน เพียงแต่ชั่วขณะไม่รู้จะไปหาท่านได้อย่างไร เจอกันวันนี้นับเป็นเรื่องบังเอิญแล้ว” 

            “มิใช่เรื่องบังเอิญ เป็นข้าตามท่านมา” จวินอู๋เสียเอ่ยแก้ 

            เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เหยียนอู๋อวี้ไม่คิดหยุมหยิมกับเขาอยู่แล้ว แม้ตอนแรกจะรู้สึกโกรธเคืองที่เขาจับผิดนาง ทว่าก็เพียงแค่โกรธเคืองที่เขาสะกดรอยตาม เจตนาฆ่านั่นเป็นสัญชาตญาณในร่างกาย นางยังมีความเชื่อใจต่อเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างอธิบายมิได้ บางทีอาจเป็นเพราะเขาทิ้งภาพผีเสื้อมากมายไว้ในศาลากระมัง 

            “ข้าต้องการให้ท่านช่วยไปที่เรือนรับรองแห่งนั้นเพื่อดูว่าแท้จริงแล้วด้านในซ่อนสิ่งใดไว้ หากข้าคาดเดาไม่ผิด คงจะเป็นหลักฐานกระทำผิดบางอย่างขององค์หญิงใหญ่ หากโชคดี อาจจะพบสิ่งของของซ่งอี้หาน” 

            “ท่านจะทำอย่างไร?” จวินอู๋เสียพึมพำรอบหนึ่งแล้วจึงถามนาง “หากพบหลักฐาน เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะพลิกคดีของตระกูลอวิ๋นได้อย่างง่ายดาย” 

            เหยียนอู๋อวี้กล่าวพลางแย้มยิ้ม “อู๋เจาหรงใส่ร้ายข้ามาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของตระกูลอวิ๋นอีกด้วย ข้าจะไปช่วยคนตระกูลอู๋ได้อย่างไร?” 

            จวินอู๋เสียคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว ท่านอยากให้ซ่งอี้หานยื่นมือช่วยตระกูลอู๋” 

            เหยียนอู๋อวี้ชื่นชมจวินอู๋เสียอยู่ในใจพลางกล่าวว่า “ไม่เลว ข้าช่วยตระกูลอู๋ไม่ได้แน่นอน ทว่าซ่งอี้หานกระทำได้ ต่อให้รัชทายาทไร้ประโยชน์จะกลายเป็นเสียนอ๋องแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นอ๋อง ในเมื่อเขาลากองค์หญิงใหญ่กับอาลักษณ์อู๋เข้ามาพัวพันด้วยกัน เช่นนั้นเขาก็คงมิได้มีอำนาจเพียงเท่านี้เป็นแน่” 

            “เช่นนั้น องค์หญิงใหญ่ต้องถูกตัดทอนอำนาจอย่างแน่นอน อำนาจก็จะตกไปอยู่ที่ซ่งอี้หาน” จวินอู๋เสียมองนางด้วยความสงสัย “ท่านคิดจะลงมือกับองค์หญิงใหญ่ก่อนหรือ? หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าซ่งอี้หานจะได้ประโยชน์แทน” 

            “อำนาจของอาลักษณ์อู๋ได้มาจากองค์หญิงใหญ่ ซ่งอี้เฉินกับไทเฮาต่างจ้องกันตาเป็นมัน ข้าไม่อยากให้อำนาจตกไปอยู่ในมือของไทเฮา ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวมิใช่เรื่องดี และข้าก็ไม่อยากให้ตกไปอยู่ในมือของซ่งอี้เฉินเช่นกัน เพราะข้าไม่มีทางยอมให้เขากลับมาเป็นใหญ่อีกครั้งอย่างเด็ดขาด ทว่าซ่งอี้หานต่างออกไป ในเมื่อเขาจำศีลมานานเพียงนี้ย่อมต้องการบางสิ่งอย่างแน่นอน ข้ายังไม่รู้แน่ชัดว่าตอนนี้เขามีกำลังอำนาจมากน้อยเพียงใด เพียงแต่อย่างน้อย ตราบใดที่เขารับช่วงต่อคดีนี้ เขาต้องได้อำนาจของอาลักษณ์อู๋โดยที่เทพไม่รู้ผีไม่เห็นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังทำให้เชื้อพระวงศ์ทั้งสามพระองค์นั้นหวาดระแวงกันเองอีกด้วย” 

            “หากไม่เห็นด้วยตาตนเอง ข้าคงเดาไม่ออกว่าท่านจะมีความคิดและการกระทำเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ด้อยกว่าไปอวิ๋นอู๋เหยียนเลย” จวินอู๋เสียมองนางพลางเอ่ยปากชมคล้ายตั้งใจคล้ายมิได้ตั้งใจ 

            เหยียนอู๋อวี้แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าไม่อยากเป็นนาง นางเป็นคนโง่” 

            “มีคนรักล้วนโง่งม” จวินอู๋เสียเอ่ยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวและมิได้ส่งเสียงใดออกมาอีก 

            “ชีวิตนี้ของนางไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ดีต่อผู้อื่นอย่างสุดจิตสุดใจ กลับถูกคนที่มอบความจริงใจให้ทำลายหมดสิ้นทั้งตระกูล” เหยียนอู๋อวี้เอ่ยพลางนึกถึงอดีตโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง “ชีวิตนี้ของนาง นอกจากบิดามารดาแล้ว เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดชอบนางเลย อู๋เหยียนที่หมายถึงไร้สี และอู๋เหยียนที่หมายถึงอัปลักษณ์ ฉีเซวียนหวังปฏิบัติต่อจงอู๋เยี่ยนเช่นไร ซ่งอี้เฉินก็ปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น ต่อให้เปลี่ยนคน เกรงว่าก็คงมีจุดจบเช่นเดียวกัน” 

            “ไม่มีคนรักนาง ไม่ใช่เพราะรูปร่างหน้าตา” จวินอู๋เสียพูดโพล่งออกมา ไม่รู้เหตุใดใบหน้าเขาจึงแดงซ่าน 

            เหยียนอู๋อวี้มิได้สังเกตเห็น นางส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มพลางมองเขาแล้วเอ่ยว่า “ท่านยังเด็ก ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ภายหลังรู้รสชาติของความรักก็จะเข้าใจเองว่าความรักเกิดจากรูปลักษณ์” 

            นางเอ่ยพลางแย้มยิ้มอีกครั้ง “นั่นเป็นเหตุผลที่ท่านไม่ชอบเหยียนรั่วฟางมิใช่หรือ?” 

            จวินอู๋เสียส่ายศีรษะแล้วอธิบายทันที “ข้ามิได้คิดอันใดต่อบุตรสาวของเหยียนเฉิงเซี่ยงแม้แต่น้อย สตรีหยาบคายเช่นนี้ไม่ควรค่าให้มอง สรุปแล้ว ความรักไม่เกี่ยวอันใดกับรูปลักษณ์ แต่เกี่ยวกับหัวใจ” 

            เหยียนอู๋อวี้มองเขาอย่างจนใจ นางมิได้ยืนกรานบังคับเขาอีกต่อไป เพียงแค่เอ่ยถามว่า “ท่านยินดีไปที่นั่นแทนข้าหรือไม่?” 


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน