ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน ส่งเสียง วี้ด หวิว ของบรรยากาศ ในฤดูหนาว ที่แทบจะไม่เคยได้ััถึงความหนาวเย็นใดๆเลยมีเพียงลมเท่านั้น ที่ยังคงพัดผ่านจนเกิดเสียงนี้ขึ้น!!
" เห้อออออออออออออออออ "
เสียงถอนหายใจ ที่ดังออกมาจากมุมหนึ่งของห้อง จากหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่อาศัยอยู่ในห้องแห่งนี้ .. นับว่าเป็รอบที่สิบแล้วที่เธอได้ถอนหายใจออกมา แสดงให้เห็นถึง อารมณ์ของเธอในขณะนี้ คงจะเบื่อหน่ายอย่างสุดจะอดกลั้นอีกต่อไป เธอถึงได้ถอนหายใจออกมา
ภายในห้องเช่าเล็กๆๆที่เธออาศัยอยู่นี้หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียว กำลังนั่งเคร่งเครียดกับแป้นพิมพ์อย่างหนัก สายตาก็จดจ้องไปที่ตัวเลขบนหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่สายตาจดจ้องกับตัวเลข นิ้วมือเรียวยาวของเธอก็บรรจงกดลงไปบนแป้นพิมพ์อย่างเป็จังหวะและมั่นคง ทำให้เกิดเสียงดังของน้ำหนักนิ้วมือที่กระแทกลงบนแป้นพิมพ์อย่างชัดเจน
" ปัก ปัก ปัก "
" ปัก ปัก ปัก "
เสียงกดแป้นพิมพ์ยังคงดังต่อเนื่อง แม้เวลาจะล่วงเลยไปถึง 01.00 น. แต่เธอก็ยังคงเร่งทำงานอยู่ก็โดยไม่ได้สนเวลาที่ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ แม้ว่าเธอจะรู้สึกหิวก็ตามเธอก็ยังคงไม่ลดละที่จะพยายามเร่งงานให้เสร็จทันตามกำหนดที่เธอได้ตั้งไว้
" ในที่สุดก็เสร็จซักที "
เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างเบาใจ ที่ในที่สุดงานด่วนที่เธอต้องนำเสนอ ในเวลา 8.00 น. ของพรุ่งนี้ก็เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ก่อนที่เธอจะค่อยๆๆหลับตา เพื่อพักสายตากับการจ้องจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกัน ถึง 4 ชม. เพื่อเร่งสรุปผลประกอบการให้แล้วเสร็จ ตอนนี้เธอรู้สึกได้ถึงสายตาที่เหนื่อยล้าของเธอมาก
" ฉันไม่น่าลืมทำสรุปเลย ไม่งั้นคืนนี้ฉันคงได้ออกแบบงานชิ้นอื่นๆอีก เซ็งงง "
" เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว ฉันจะคิดงานอะไรออกล่ะทีนี้ "
เสียงหวานยังคงบ่นไม่หยุด สาเหตุที่เธอต้องเร่งงาน เพราะเธอดันลืมไปซะสนิทว่าพรุ่งนี้เช้ามีประชุม ด่วน เธอมัวแต่รับจ็อบรับออกแบบสินค้า แพคเกจ และดูแลลูกเพจจนลืมงานประจำของเธอเอง เธอได้แต่โทษความประมาทของตัวเองที่ไม่ยอมจด ว่าอันไหนควรทำก่อนและหลัง โดยเธอมักคิดว่าเธอจำได้หมด ซึ่งจิงๆเธอก็ไม่เคยพลาดมาก่อน ครั้งนี้นับเป็ครั้งแรก และเป็บทเรียนให้เธออย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียวว ต่อไปฉันต้องจดไว้แล้วล่ะ !! .......
....หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในห้องนี้ เธอชื่อว่า หลิน " ไอรดา " เธอเป็ลูกครึ่งไทย-จีน พ่อของเธอเป็คนไทย ส่วนแม่ของเธอเป็คนจีน หน้าตาของหลินจะค่อนไปทางคนจีนมากกว่าคนไทย เนื่องจากเธอมีใบหน้ารูปไข่ ตาชั้นเดียว จมูกของเธอได้รูปแต่ทว่าไม่ถึงกับโด่ง ใบหน้าของเธอออกไปทางธรรมดาทั่วไป ถึงแม้ว่าหลิน จะเป็คนไทยที่มีเชื้อสายจีน
แต่ทว่าผิวของเธอนั้นกลับไม่ขาวดั่งคนจีนโดยทั่วไป ผิวของเธอค่อนมาทางผิวของคนไทยซึ่งออกไปทางขาวเหลือง โดยรวมๆแล้วเธอจัดเป็ผู้หญิงที่พอดูได้ ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรมากมาย แต่จุดเด่นของเธอ คือความสามารถ การทำงานที่รวดเร็วและไร้ที่ติ ทำให้เธอมีบทบาทสำคัญในบริษัทค่อนข้างมาก เนื่องจากทุกเื่สำคัญของบริษัทเธอมักจะได้เป็คนจัดการ
ตอนนี้หลินทำงานด้านการตลาดกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เนื่องจากผลการเรียนที่ดีเยี่ยมของเธอ ทำให้บริษัทนี้จองตัวเธอั้แ่สมัยที่เธอยังเรียนมหาลัย หลังจากที่เธอเรียนจบ เธอก็ได้เข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ทันที และนับเป็เวลาล่วงเลยมาถึง 3 ปีที่เธอทำงานกับบริษัทนี้มาั้แ่เธอเรียนจบ ตำแหน่งที่เธอทำตอนนี้ นอกจากทำการตลาดแล้วเธอยังเป็ผู้ช่วยบัญชีอีกด้วย ซึ่งถือว่าตอนนี้หน้าที่การงานของเธอค่อนข้างมั่นคงทีเดียว ด้วยความสามารถของเธอทำให้เธอประสบความสำเร็จได้ในขณะที่เธออายุเพียงแค่ 25 ปี เธอใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีในการขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการการตลาดที่อายุน้อยที่สุดในบริษัท
นอกจากเธอจะทำงานบริษัทแล้วเธอยังรับออกแบบผลิตภัณฑ์ packaging รวมถึงโลโก้ต่างๆ ถ้าถามว่าใช้เวลาไหนในการรับงาน เธอใช้เวลาหลังเลิกงานของทุกๆวันวันละ 4-5 ชั่วโมงเพื่อจัดสรรปันส่วนเวลาให้เพียงพอกับการทำงานในอาชีพเสริมของเธอ ไม่ใช่ว่ารายรับของเธอไม่เพียงพอ แต่เธอรู้ดีว่าอำนาจของเงินมันบันดาลได้ทุกสิ่ง
ไม่ว่าจะทำให้คนที่เคยเกลียดเราหันกลับมารักเราหรือทำให้คนที่รักเราเกลียดชังเรามากยิ่งขึ้นก็ได้ หลินเธอเป็คนที่ค่อนข้างจะจริงจังกับการทำงานทุกๆอย่างงานทุกอย่างต้องออกมาดีเธอถึงจะยอมปล่อยมันไปแต่ถ้างานไหนเธอยังคิดว่าเธอสามารถพัฒนามันต่อไปได้เธอก็จะรื้อมันกลับมาแก้ใหม่ ทำอยู่อย่างนั้นจนกว่างานจะสำเร็จเธอถึงจะเลิกทำมัน
เพราะฉะนั้น จงเชื่อใจได้เลยว่างานชิ้นไหนที่หลินเป็คนลงมือทำ งานชิ้นนั้นต้องออกมาดีแน่นอน
สาเหตุที่เธอเป็แบบนี้ เพราะเธอต้องหาเลี้ยงตัวเองั้แ่อายุ 13 ปี รับจ๊อบทุกอย่างเพื่อหาเงินที่จะส่งตัวเองเรียน ทำให้เธอเป็คนที่สุขุมและรอบคอบ เนื่องจากเธอต้องพยายามมากกว่าคนอื่นถึง 10 เท่า ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องชั้นคนอื่นๆไม่ต้องทำอะไรมีหน้าที่แค่เรียน เลิกเรียนแล้วก็กลับบ้านอาจจะมีเรียนพิเศษบ้างแต่ทุกๆคนก็ยังถือว่าสบายกว่าเธอเพราะทุกวันกิจวัตรประจำวันของหลินคือเรียนหนังสือ รับจ๊อบ เขียนรายงานให้เพื่อนร่วมห้อง และ รับจ๊อบล้างจานตามร้านอาหารหลังโรงเรียนเลิก
เนื่องจากอายุของเธอยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะสมัครพาร์ทไทม์ กว่าจะทำงานเสร็จแต่ละวันก็ 22:00 น แล้ว
หลินเธอกำพร้าั้แ่อายุได้ 10 ปีเนื่องจากพ่อและแม่ของเธอ ต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจและประสบอุบัติเหตุ ทำให้เธอต้องกลายเป็เด็กกำพร้า และต้องมาอยู่ในความปกครองของลุงเธอ ซึ่งเป็ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่...ครอบครัวของลุงเธอประกอบไปด้วย ป้าสะใภ้และลูกสาวของพวกเขา วันแรกที่หลินต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านของลุง
พวกเขาได้พาหลิน มาที่ห้องห้องหนึ่งค่อนข้างจะเล็กและคับแคบพวกเขาแค่บอกว่าต่อไปนี้ให้นอนที่ห้องนี้นะ เขาให้เหตุผลว่าเธอตัวค่อนข้างเล็กและของใช้มีไม่มากถ้าหากให้ห้องที่ใหญ่กว่านี้กลัวว่าเธอจะดูแลไม่ได้ ... แต่ทว่าในระยะเวลา 3 ปีที่เธออาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เธอก็ไม่เคยได้ย้ายห้องอีกเลย
ห้องของเธอเป็ห้องที่ต่อมาจากตัวบ้านเป็ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆขนาดกว้างแค่ 2 คูณ 2 วันไหนที่ฝนตกน้ำก็จะไหลลงมาเปียกที่นอนของเธอ เธอเคยไปบอกลุงของเธอ แต่ลุงของเธอก็ได้แค่บอกว่า
" ฝนมันไม่ตกทุกวันหรอกนานๆตกทีอดทนไปก่อน"
ลุงของเธอมองมาที่เธอด้วยสายตาที่ดูจะเบื่อหน่ายรำคาญเธอที่นำเื่นี้มาพูด
หน้าที่หลักๆของหลินที่อยู่ในบ้านหลังนี้เธอจะต้องซักผ้า ล้างจาน ถูบ้านแล้วทำกับข้าวเอง จะไม่มีใครคอยช่วยเหลือเธอ เธอต้องช่วยตัวเองทั้งหมด ผ้าที่เธอต้องซักนอกจากผ้าของเธอแล้ว เธอต้องซักผ้าของคนในบ้านทุกคนอีกด้วย ในบ้านหลังนี้มีคนรับใช้แต่ลุงของเธอจ้างแบบไป-กลับ และให้คนรับใช้ทำความสะอาดเฉพาะห้องของลุงและลูกสาวเท่านั้นนอกจากนั้นในบ้านเป็หน้าที่ของหลินซึ่งมีฐานะเป็ผู้อาศัยต้องเป็คนทำความสะอาดเองทั้งหมด
หลังจากที่พ่อและแม่ของหลินเสียลุงและป้าของเธอ ก็ทำการย้ายโรงเรียนของเธอจากโรงเรียนเอกชนมาเป็โรงเรียนรัฐบาล งดการเรียนพิเศษทุกชนิดและกิจกรรมพิเศษต่างๆเคยได้เรียนไม่ว่าจะเป็ บัลเล่ต์ ลีลาศ ...
เพราะถือว่าตอนนี้พวกเขาเป็ผู้ปกครองของเธอค่าใช้จ่ายทุกอย่างพวกเขาเป็คนออกและต้องดูแล ลุงและป้าของเธอได้รับเงินสดจำนวน 4 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้เป็เงินที่พ่อและแม่ของเธอเก็บไว้เพื่อให้เธอเรียนต่อในระดับปริญญา จากคนที่เคยร่าเริง เธอก็เริ่มเก็บตัว เงินที่พ่อและแม่เหลือไว้ให้เธอก็ไม่เคยได้เห็นเลย ลุงและป้าของเธออ้างว่าเอาไปใช้หนี้หมดแล้ว นี่แหละเหตุผลที่ฉันถึงบอกว่าอำนาจเงินมันน่ากลัวมันทำให้คนที่เคยรักเราเปลี่ยนเป็เกลียดเราได้
หลังจากที่ฉันเคยขอเงินเพื่อนำมาเรียนพิเศษแต่ว่าไม่เคยได้ ฉันก็เริ่มทำงาน เริ่มรับจ๊อบและเก็บเงินเองเพื่อที่จะส่งเสียตัวเองเรียน เพราะฉันรู้แล้วว่าฉันไม่มีทางที่จะได้เงินก้อนนั้นคืนแน่ๆ
แต่พอฉันอายุครบ 13 ปี พวกเขาก็ไล่ฉันออกจากบ้าน ตอนที่ฉันโดนไล่ออกจากบ้านฉันมีเงินติดตัวแค่ 100 บาทเท่านั้น คุณจะเอาอะไรกับเด็กอายุ 13 ปี จะไปมีเงินทองมาจากไหน!! ฉันได้แต่ยืนร้องไห้ หาทางออกก็ไม่เจอ ได้แต่เดินออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางของตัวเอง เดินไปเรื่อยๆในขณะที่ฝนก็ตก...
ฟ้าฝนจะเป็ใจเหลือเกินฉันเดินไปเรื่อยๆจนมารู้สึกตัวอีกทีก็ยืนอยู่หน้าโรงเรียนแล้ว พอดีกับอาจารย์ที่ปรึกษาท่านกำลังจะกลับบ้านพอดี ท่านก็เลยถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้น พอฉันเล่าปัญหาให้ฟังอาจารย์ที่ปรึกษาท่านเลยทำเื่ให้ฉันได้เข้าไปพักในหอพักในโรงเรียน เพราะเหตุนี้ฉันถึงได้เข้ามาอยู่หอในของโรงเรียน และอาจารย์ที่ปรึกษาท่านยังใจดีขอทุนให้กับฉัน
เนื่องจากฉันเป็เด็กที่มีผลการเรียนดี ทำให้ฉันได้รับทุนการศึกษาจนจบชั้นม 6 ใครว่าชีวิตมันง่ายล่ะ ถ้าวันนั้นฉันไม่ได้อาจารย์ที่ปรึกษา ก็คงไม่มีฉันคนนี้ คนไม่เคยลำบาก ไม่รู้หรอก ว่าคุณค่าของเงินมีค่ามากขนาดไหน เงิน 5 บาท อาจทำให้คุณรอดตายได้ ฉันเคยสงสัยนะ ทำไมชีวิตต้องเป็แบบนี้ ทำไมต้องกำพร้า ทำไมต้องมีแต่ความทุกข์ ทำไมต้องถูกเอาเปรียบ ทำไมถึงไม่เกิดมาพร้อมทุกอย่างเหมือนคนอื่นเขา
แต่ในเมื่อเราเลือกเกิดมาไม่ได้เราเลือกที่จะเป็ และเลือกที่จะทำได้ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือของเรา ฉันเชื่อ ว่าไม่มีอะไรเกินความพยายามถ้าเรามีจิตใจที่มุ่งมั่นพอ ..
ฉันเชื่อว่าอย่างนั้น......