[บทที่ 2 ทวีปไกลโพ้นทะเล]
วันที่ 36 เดือนเยอร์รัส ปีที่ 20
ณ ติดแดนไกลโพ้นทะเลห่างออกไปจากทวีปคริสตัลหลายพันไมล์ทะเล
ที่แห่งนั้นมีแผ่นดินซึ่งเต็มไปด้วยป่าดงดิบสีเขียวและสิ่งแวดล้อมแปลกตาห้อมล้อมอยู่
หากบินบนท้องฟ้าแล้วแหงนมองลงมา ก็จะพบกับแผ่นดินรูปวงกลมสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ
เป็แผ่นดินที่มีน้ำตกซึ่งไหลย้อนกลับขึ้นสู่ท้องฟ้า
มีแม่น้ำที่ไหลกลับเข้าสู่ทวีป
มีแนวูเาที่ทอดตัวยาวล้อมทวีปตลอดชายฝั่งทะเลประดุจเป็ป้อมปราการ
มีแผ่นดินลอยฟ้าลอยขึ้นสูงซ้อนทับกันเป็เก้าชั้น
มีถ้ำที่ทอดตัวเป็งูเลื้อยคดเคี้ยวอยู่เหนือผืนป่า
มีแผ่นดินที่ทอดตัวเป็หลุมลึกลงไปสู่ใจกลางของทวีป ราวกับเป็หลุมของอุกกาบาตั์ที่ตกลงมา
ที่ใจกลางหลุมลึกนั้นมีเมือง---
ไม่สิ
มันมีมหาอาณาจักรขนาดใหญ่ปรากฏอยู่
อาคารล้วนถูกสร้างจากดินปั้นธรรมชาติสูงสองถึงสามชั้น
มีชีวิตของผู้คนเดินสวนไปมา
มีธรรมชาติเกาะเกี่ยวไปตามผิวอาคารดิน
มอสสีเขียว ดอกเห็ด ดอกไม้ ต่างขึ้นตามผิวผนังอาคารจนกลายเป็สิ่งประดับที่งดงาม
รากที่หยังลึกลงไปในเนื้อดินได้กลายเป็โครงสร้างยึดเหนี่ยวที่แข็งแรง
ดินที่ถูกดูแลใส่ปุ่ยเป็อย่างดี ทำให้ไม่มีวันแห้งพังทลายลง
อาคารกับธรรมชาติจะเติบโตไปพร้อมกับผู้พักอาศัย รวมไปถึงสิ้นชีวิตลงพร้อมกับผู้ดูแลของมัน
อาจกล่าวได้ว่าเป็เมืองที่ไม่อาจแยกธรรมชาติกับชีวิตผู้คนออกไปจากกันได้
ที่ใจกลางมหาอาณาจักรแห่งนี้ มีสิ่งก่อสร้างที่ผิดแปลกปรากฏอยู่
มันมีรูปร่างคล้ายหอคอยยอดแหลมซึ่งมีความสูงกว่าหนึ่งร้อยเมตร
มันถูกสร้างโดยวัสดุที่ทำจากแร่โลหะผสมกับใยสังเคราะห์อันทนทาน
เป็อาคารที่ดูเปี่ยมล้นด้วยเทคโนโลยี่อันทันสมัยผิดกับบ้านเรือนที่รายล้อม
มันคือตัวแทนแห่งเทพเ้า [โนอา] ศาสนาและสิ่งยึดเหนี่ยวของผู้คนในมหาอาณาจักรแห่งนี้
อาณาจักรของ [เผ่ามนุษย์สัตว์] บนทวีปที่พวกเขาเรียกว่า [เทวภูมิ]
***บุตรชายแห่งเผ่าสิงโต [ไพไรต์]
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก~ ตื่นหรือยาง~”
วันนี้ยังคงเป็เช้าที่น่าเบื่ออีกวัน
น่าเบื่อจนไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงเปลใบไม้ที่นุ่มสบายตัวนี้
"ไพไรต์~ ไปเล่นกาน~"
ขอนอนต่ออีกสามชั่วยามเน้อ~
"ไพไรต์~ … แง้ว! ”
“แว๊ก!? ”
ผมััได้ถึงร่างกายนุ่มนิ่มขนฟูยาวน่านวยกำลังคร่อมอยู่บนร่างกาย
“ [โทแพซ] ทำไมเธอถึงเข้ามาอยู่ในบ้าน--- นี่ทำลายกำแพงเข้ามาเลยเรอะ!? ”
“ไม่เห็นจะเป็ไรเลยนี่ เดียวเอาดินไปปะใส่ ทิ้งเอาไว้สักสองสามวันให้รากมันกลับมาเกาะยึดเอาไว้ก็ซ่อมได้แล้ว~”
“แต่คนลำบากซ่อมมันคือผมนะเซ่! ”
กำแพงดินที่ตรงกับห้องนอนของผมได้ถูกผู้บุกรุกขนฟูทำลายทิ้งไปแล้ว
ผู้บุกรุกน่ารักคนนี้คือเพื่อนสมัยเด็กที่มีอายุน้อยกว่าถึงสามปี [โทแพซ]
เธอเป็สตรีชนเผ่าเสือที่มีขนฟูสีฟ้าสดใสประดุจแม่น้ำใสสะอาด มีดวงตากลมโตน่ารัก และมักสวมชุดวันพีชสีขาวโปร่งสบายอยู่เสมอ
ถึงจะบอกว่าเป็ชนเผ่าเสือดาว แต่เธอคนนี้กลับมีรูปร่างผอมบางเพรียว ตัวเล็กน่ารัก แถมยังมีนิสัยซุกซนคล้ายกับพวกชนเผ่าแมวมากกว่า
ใบหูขนาดเล็กที่ขึ้นอยู่ท่ามกลางผมสีฟ้าตัดสั้นกระเซิงกำลังกระดุกกระดิกไปมาอย่างร่าเริง พร้อมกับชูหางขึ้นสูงไปในอากาศอย่างไร้ความหมาย
ไม่ใช่เสือหรอก นี่มันแมวชัด ๆ
“วันนี้นายมีอายุครบยี่สิบปีแล้วใช่ไหม~ ออกไปเล่นเพื่อฉลองที่อายุครบยี่สิบปีกาน~”
“เห็นเธอหาเื่เล่นได้ทุกวันไม่ใช่หรือยังไง? บังอาจมาบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต มันต้องเจอแบบนี้! ”
“แง้ว!? อย่ามาจับหางคนอื่นสิยะ! ”
แม่สาวเสือน้อยกรีดร้องหน้าแดงดังลั่นบ้าน ก่อนจะะโหนีถอยออกไปห่าง
"ออกไปรอที่ห้องรับแขกก่อนเถอะ เดียวขอเปลี่ยนเสื้อก่อนนะ"
"... แง้ว! "
หางสีฟ้าของเธอพองฟูพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ผมอย่างรุนแรง ก่อนจะรีบหันหลังหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ตลกดีจัง
ผมลุกขึ้นจากเตียงเปลญวนใบไม้ผืนใหญ่
ในตอนนั้นเองที่สายตาของผมจับจ้องไปทาง [ใบสะท้อน] พอดี
[ใบสะท้อน] คือใบไม้ผิวเรียบสีเขียวที่มีความมันวาวจนสามารถนำมาใช้ส่องภาพของตัวเองได้
บนแผ่นใบไม้ขนาดสามเมตรมีภาพของคุณพ่อวัยหนุ่มสะท้อนอยู่
ดวงตาสีแดงคมดุร้าย ผมสีทองยาวปะบ่ารกรุงรัง พร้อมกับร่างกายสูงหนึ่งเมตรเก้าสิบที่ผ่านการฝึกมาเป็อย่างดี
สิ่งเดียวที่ต่างไปจากท่านพ่อ คือผมยังไม่มีแผงขนสีทองที่น่าเกรงขาม กับขนสีทองตามร่างกายที่งดงาม
เขี้ยวเล็บเองก็ยังถือว่าแค่ยาวพอประมาณระดับชาวบ้านทั่วไป
ถ้าอยากจะเป็นักรบระดับผู้กล้าอย่างท่านพ่อ ผมจะต้องลับเขี้ยวเล็บให้คมกริบและยาวมากกว่านี้
"เสื้อวันนี้… ต้องซื้อใหม่ซะงั้น"
เสื้อผ้าที่แขวนเรียงในตู้เปลือกไม้กลวงของผมนั้น มีแต่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น
"เล็บพวกนี้มันเป็ปัญหาจริง ๆ นั่นละ"
นี่คือข้อเสียที่พยายามจะลับเขี้ยวเล็บเอาไว้ให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้
กรงเล็บที่แหลมคมย่อมทำให้เนื้อผ้าหยาบราคาถูกพวกนี้ขาดอยู่แล้ว
สุดท้ายผมจึงเอาผ้าขาด ๆ สีเทามาพันเอวปิดส่วนล่าง แล้วออกไปทั้ง ๆ แบบนั้น
"ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ วันนี้ออกไปเล่นด้วยไม่ได้หรอก"
" งั้นขอตามไปด้วย! จะช่วยเลือกเสื้อสวย ๆ ให้เอง~"
รอยยิ้มอันเจิดจ้าของโทแพซทำให้ผมหัวใจสั่นรัวอย่างบ้าคลั่ง
น่ารักชะมัด
"จะ… จะตามมาก็ตาตามใจ! "
ผมรีบเค้นเสียงดังเพื่อกลบว่าตัวเองกำลังรู้สึกดีใจที่มีเธอตามมาด้วย
วันนี้… ต้องเป็วันที่ดีสำหรับผมแน่นอนเลยครับท่านพ่อ
ผมกำลังเดินไปตามถนนหญ้าสีเขียวที่นุ่มเท้า
อาคารสีน้ำตาลแดงสูงสองชั้นต่างรายล้อมคดเคี้ยวสอดแทรกไปตามเงาของต้นพฤกษาหลากสี
"อ่าว! วันนี้จะพาแม่สาวแมวน้อยของเราไปทำมิดีมิร้ายที่ไหนหรือ? ”
“ซุนไกท์! เงียบปากไปเลยแกนะ! ”
ชนเผ่ากอลิล่ารูปร่างผอมเพรียวดูว่องไวคนหนึ่งกำลังพูดจากล้อเลียนผมลงมาจากชั้นสองของบ้านหลังหนึ่ง
เขาคือชายที่มีผมสีดำสั้นกระเซิง มีขนสั้นประปรายทั่วลำตัวเป็สีดำดูน่าเกรงขาม และมีดวงตาอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง
เพราะว่าเป็คนที่ทั้งตัวสูงใหญ่และดูดี จึงทำให้เพื่อนสนิทคนนี้เป็ที่นิยมของคนในรุ่นเดียวกัน
“ชุนไกท์ อย่างไพไรต์คนนี้จะมีน้ำยาทำอะไรฉันได้ด้วยหรือ? ”
โทแพซะโเสียงดังจนแทบได้ยินทั่วสามมุมถนน
มีผู้คนมากมายที่หันมามองทางพวกเราแล้วอมยิ้มหัวเราะออกมาให้เห็น
“...”
ผมทำเป็ไม่สนใจเพื่อนทั้งสองคนแล้วเริ่มเดินไปที่ย่านการค้าเพื่อหาซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่
“รอด้วยสิ! ”
โทแพซรีบวิ่งตามผมพร้อมกับะโเกาะปีนขึ้นมาบนแผ่นหลังเต็มแรง
นะ...นุ่ม! หน้าอกของเธอมันกำลัง…!?
*เปรี๊ยง! *
ในตอนนั้นเองที่หอคอยสูงเหยียดฟ้าใจกลางเมืองส่งเสียงคำรามดังก้อง
ท้องฟ้าถูกแหวกออกเป็สองส่วนพร้อมกับเกิดลำแสงสีแดงฉานวิ่งตัดอากาศไปทางทิศตะวันออก
[เทพโนอา] เทพเ้าผู้คุ้มครองของพวกเรา
วันนี้ท่านก็ยังคงปกป้องพวกเราเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา
เทพโนอา ต้นกำเนิดชีวิต ผู้มีพระคุณและผู้ปกป้องของพวกเรา
นี่คือตำนานที่เล่าสืบทอดต่อกันมา
พวกเรานั้นมิได้ถือกำเนิดขึ้นในโลกใบนี้
พวกเรานั้นมีบ้านเกิดอยู่ ณ ดินแดนที่ห่างไกล
แต่ทว่าบ้านเกิดของพวกเราได้ลุกเป็ไฟ ผืนแผ่นดินแห้งแตกระแหง พืชผลเน่าตาย ท้องฟ้ากลายเป็สีแดงฉาน ร้อนระอุจนทุกชีวิตวอดวาย
เทพเ้าโนอามิอาจทนมองดูความทุกข์ยากของชีวิตได้อีกต่อไป
ดังนั้นแล้วเทพเ้าโนอาจึงพาทุกชีวิตมาสู่ดินแดนแห่งใหม่ ซึ่งนั่นคือดินแดนที่พวกเรากำลังยืนอยู่ในปัจจุบัน
ดินแดนที่เทพเ้ามอบให้กับพวกเรา [เทวภูมิ]
นี่คือตำนานของพวกเรา และหอคอยสีดำสูงทะลุเมฆตรงหน้านั้นคือตัวตนของ [เทพเ้าไกอา] ที่ปรากฏอยู่ในตำนานนั้น
แม้แต่ปัจจุบันนี้ท่านก็ยังคอยปกป้องพวกเราอยู่เสมอ
ลำแสงสีแดงนั้นคือหลักฐานว่าท่านกำลังคอยโจมตีศัตรูที่กำลังรุกรานเข้ามา
แต่เทพเ้าไม่อาจมอบความสะดวกสบายให้กับพวกเราได้ทั้งหมด
การโจมตีที่รุนแรงนั้นมิอาจใช้โจมตีสู่ผิวโลกได้
ถึงจะไม่มีใครที่ติดต่อสื่อสารกับท่านได้ แต่พวกเราพอจะเข้าใจได้เองว่ามันเป็เช่นนั้น
ดังนั้นหน้าที่ของการปกปักรักษาดินแดนบนผิวดินจึงตกเป็ของพวกเราไป
“เดินดูทางหน่อยสิเฮ้ย! ”
“เหวอ!? ”
ในตอนนั้นเองที่มีขบวนรถลากไม้สัตว์เลื้อยคลานวิ่งส่วนเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ขบวนรถลากนี้ดูร้อนรนเหล่านี้มีจำนวนมากจนไปถึงสุดเส้นขอบฟ้า
บนรถม้าเ่าั้มีแร่ดิบ [เฮเดส] สีขาวจำนวนมากถูกขนเข้ามาเต็มคันรถอย่างไม่ขาดสาย
“ากำลังจะเริ่มแล้วสินะ”
“ไพไรต์จะเข้าร่วมกองทัพขับไล่ [ผู้รุกรานจากเงามืด] ด้วยหรือ? ”
“ใช่ คิดว่าจะเข้าร่วมเป็ประสบการณ์นะ”
“ไม่กลัว… หรือ…? ”
“ไม่หรอก พวกเรามีกองทัพจำนวนถึงสิบล้านคน แถมยังมีท่านพ่อกับผู้กล้าประจำเผ่าทั้งสิบที่มาร่วมมือกันอีก ยังไงก็ไม่มีทางแพ้แน่นอน”
ผมพูดเช่นนั้นพร้อมกับแหงนหน้ามองไปที่ทิศตะวันออกไกล
ศัตรูของพวกเรามาจากทิศตะวันออกของทวีป
พวกผู้ใหญ่ว่ากันว่ามันเป็ศัตรูจากเงามืด
พวกเขาเล่าให้ฟังจนแทบจะกลายเป็ตำนานของคนในรุ่นผมไปแล้ว
ในอดีตมันมีพื้นที่หนึ่งของโลกที่ไม่มีใครสามารถล้วงล้ำรุกรานเข้าไปได้
ที่แห่งนั้นถูกล้อมด้วยพายุสีดำ สิ่งนั้นก่อตัวรอบผืนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ล้อมบางสิ่งเอาไว้อยู่ข้างใน ั้แ่ก้นทะเลไปจนถึงสุดขอบฟ้าของโลก
พวกเขาเชื่อกันว่าข้างในนั้นมีอสูรกายที่น่ากลัวถูกปิดผนึกเอาไว้โดยเทพเ้าไกอา
แล้วเมื่อยี่สิบปีก่อนหน้านี้ ณ ่เวลาในปีที่ผมพึ่งถือกำเนิด ผนึกที่ว่าก็ได้สูญสลายหายไป
ชนเผ่าหมีที่ทำประมงริมทะเลคือชนเผ่าแรกที่เห็นปรากฏการณ์ผิดสังเกตุนั้น
พวกเรารีบจัดประชุมทั้งสิบชนเผ่าเพื่อรับมือ
มีการส่งเรือข้ามทวีปเพื่อไปสำรวจดินแดนในเงามืดนั้น แต่กลับไม่มีใครที่สามารถข้ามทวีปได้สำเร็จ
พวกเราพยายามส่งคนออกทะเลไปทุกปี แต่การเดินเรือนั้นไม่ใช่ของถนัดของพวกเรา สุดท้ายแล้วจึงมักจมก่อนที่จะไปถึงที่หมายกัน
แล้วอสูรกายตามตำนานก็เดินทางมาถึงทวีปของพวกเราเมื่อราวสิบปีที่แล้ว
พวกมันน่ากลัวมาก
อสูรเขาคู่ที่มีขนาดตัวสูงกว่าสามเมตร และมากด้วยพละกำลังเทียบเคียงกับชนเผ่ากอลิล่า
อสูรไร้ขนที่สามารถทำลายผืนป่าให้เหี้ยนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
อสูรเวหาที่สามารถโบยบินได้อย่างอิสระในท้องฟ้า
อสูรแสงที่สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติได้
และที่น่ากลัวที่สุด อสูรแมลงที่มีคมเขี้ยวและอัตราการขยายพันธุ์อันน่าหวาดหวั่น
ปีแรก พวกมันมีเพียงแค่ราวหนึ่งร้อยตัวเท่านั้น
พวกเราไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับมันเลย แต่ที่รู้อย่างหนึ่งคือพวกมันมาพร้อมกับความวิบัติ
พวกมันเปลี่ยนชายหาดขาวให้กลายเป็สิ่งก่อสร้างสีดำภายในหนึ่งวัน
พวกมันเปลี่ยนผืนป่าให้กลายเป็ทุ่งราบได้ภายในหนึ่งอาทิตย์
พอเห็นเช่นนั้น พวกเราก็ทราบได้ทันทีว่าพวกมันไม่ได้มาดีแน่นอน
พวกมันมาเพื่อทำลายที่อยู่ของพวกเรา
พวกเรารีบส่งสัตว์าไปต่อสู้ แต่ทว่าพวกสัตว์ากลับถูกฆ่าตายจนเหี้ยนหมดในชั่วพริบตา
แถมพอรู้ตัวอีกที พื้นที่โดยรอบชายหาดหนึ่งกิโลเมตรก็กลายเป็พื้นที่ว่างเปล่าไปแล้ว
พวกอสูรแมลงเริ่มสร้างรังของมัน พวกมันขุดรูเป็หลุมบ่อน่ากลัว สร้างเนินสูงเท่าูเามาล้อมเป็แนวป้องกัน ส่วนพวกอสูรตัวอื่นก็เริ่มสร้างท่าเรือพร้อมกับนำกำลังเสริมมาขึ้นรุกรานบ้านเกิดของพวกเราอย่างไม่ขาดสายทุกปี
โชคดีที่ท่านโนอาคอยช่วยคุ้มครองน่านฟ้าเอาไว้ พวกเราเลยไม่ต้องกลัวการรุนรานจากอสูรเวหาและอสูรแสงที่บินได้
แต่ภัยคุกคามกลับมิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อทราบว่าสัตว์าไม่อาจเอาชนะศัตรูของเราได้ พวกเราจึงโปรยเชื้อโรคร้ายรอบริมชายหาด แล้วพาผู้คนอพยพหนีเข้าไปในส่วนลึกของทวีปแทน
พวกเราซ่อนตัวอยู่ในป่าเช่นนี้นานนับปีเพื่อรอเวลาให้ศัตรูของเราตายไปเอง
แต่ทว่าพวกมันกลับรอดมาได้
กว่าที่พวกเราจะรู้ตัวถึงข้อเท็จจริงนั้น ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว
พวกมันสร้างเป็รังอสูรขนาดใหญ่ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออก ยึดพื้นที่บ้านเกิดของพวกเราไปใช้ราวกับเป็เ้าของดั้งเดิมเช่นนั้น
นี่จึงเป็สาเหตุที่พวกเราต้องเตรียมตัวทำา
นี่จึงเป็สาเหตุที่มีขบวนรถลากขนสินแร่ [เฮเดส] แร่ที่ดีที่สุดของพวกเรามาทำเป็อาวุธ
ดาบ ธนู ชุดเกราะ ทุกอย่างได้ถูกเตรียมพร้อมมาตลอดเวลาห้าปีที่ท่านพ่อออกไปสังเกตุการณ์ศัตรู
พวกเราพร้อมที่จะขับไล่พวกอสูรกายแล้ว
“ทำไมถึงซื้อเสื้อมาสองตัวละ? ”
“ตัวหนึ่งผมซื้อให้ท่านพ่อนะ”
“ไม่ใช่ว่าเคยซื้อเอาไว้จะเป็ร้อยตัวแล้วหรือนั่น? ”
“ไม่รู้ว่าท่านพ่อจะกลับมาจากภารกิจเมื่อไหร ตอนที่กลับมาจะได้มีชุดใส่ไม่ตกยุคยังไงละ”
“ไพไรต์นี่รักพ่อจริง ๆ เลยนะ”
“ท่านนะคือไอดอลของผมเลยละ”
ท้องฟ้าเริ่มคล้อยต่ำใกล้มืดค่ำ
ดวงอาทิตย์ทั้งสองเริ่มจะลาลับขอบฟ้า
พวกเราใช้เวลาทั้งวันไปกับการซื้อเสื้อผ้า ซึ่งสุดท้ายก็ได้เสื้อทอมือฝีมือชนเผ่ากระต่ายมาสองตัว
มันเป็เสื้อทอผ้าไหมชั้นดีสีทองสำหรับสวมคู่กันละ
ผมถูกพ่อเลี้ยงมาตัวคนเดียวั้แ่เด็กแล้ว
เพราะว่าแม่ของผมตายทันทีที่คลอดผมออกมานะ
“งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะเนี๊ยว~”
“อืม”
โทแพซโบกมือลาผมพร้อมกับวิ่งหายไปในเส้นทางที่คดเคี้ยวตรงหน้า
เธอฮัมเสียง “เนี๊ยว~ เนี๊ยว~ เนี๊ยว~” ออกมาดังตลอดทางอย่างมีความสุขพร้อมกับสายหางไปมาอย่างไร้ความหมาย
ยัยนี่เป็แมวจริง ๆ ด้วย
“เราเองก็รีบกลับบ้านด้วยดีกว่า”
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันขับไล่อสูรกาย
นั่นแปลว่าท่านพ่อกำลังจะกลับมาในเร็ว ๆ นี้
ใช่ ท่านพ่อจะกลับมาแล้ว!
ผมเร่งฝีเท้าตัวเองให้เร็วขึ้นเพื่อมุ่งตรงกลับไปที่บ้านด้วยจิตใจที่ร่าเริงยิ่งกว่าเดิม
“หืม? ทำไมหัวหน้าเผ่าถึงมายืนรอที่หน้าบ้านของผมแบบนั้นละ? ”
ที่หน้าบ้านดินสีแดงสูงสองชั้นตรงหน้ามีบุรุษร่างใหญ่สูงสองเมตรครึ่งยืนอยู่
เขาแก่ชราจนต้องยืนหลังค่อมและใช้ไม้ค้ำเอาไว้ แต่ขนสีทองกับแผงขนที่คอยังคงยืดยาวสง่างามเหมือนกับคนหนุ่มไม่มีผิด
เขาคือ [โกลเด็น] หัวหน้าเผ่าสิงโตของพวกเรา
“ท่านโกลเด็นมาทำอะไรที่นี่หรือครับ? ”
หรือว่าบางทีท่านพ่อจะกลับมาแล้ว แต่อาจติดธุระบางอย่าง เขาเลยรีบมาบอกข่าวดีให้ผมทราบก่อนแบบนั้นหรือเปล่า!?
ผมยิ้มอย่างมีความหวังว่าเขากำลังจะนำข่าวดีมาบอกให้รับรู้
แต่ทว่าใบหน้าของหัวหน้าเผ่ากลับดูตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ลูกชายของแบไรต์สินะ? ”
“...ใช่ครับ? ”
“ข้ามีข่าวจะมาบอกเ้า”
“...ครับ”
ผมเริ่มชักรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหรแล้วสิ
“พ่อของเ้านะ… ไม่อาจกลับมาหาเ้าได้อีกต่อไปแล้ว...”
ในวินาทีนั้นผมทำเสื้อผ้าตัวในมือหล่นลงไปกองอยู่ที่พื้นโดยไม่รู้ตัว
ร่างกายของผมหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ผม...ได้ยินผิดไปเองหรือเปล่า?
นี่ผม… ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?