บทที่ 22 ฉัน้าสอนงานฝีมือ
ดวงตาของร็อบบ์เหลือบมองขาที่หักของชายวัยกลางคน “เจ็บน่าดู…”
หญิงวัยกลางคนรีบพูดว่า “เราทั้งคู่เป็ผู้ศรัทธาที่ซื่อสัตย์ของโบสถ์แห่งแสง โปรดช่วยสามีของฉันด้วย”
ไม่ว่าคุณจะศรัธาในโบสถ์แห่งแสงเพียงใดมันก็ไม่เกี่ยวกับฉ้านนน! ร็อบบ์คิดเช่นนั้นในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา เพราะไม่ใช่เื่จำเป็ที่จะต้องสร้างปัญหาให้กับตัวเอง และการรับบทเป็นักบวชก็น่าสนุกไม่ใช่เล่น
ชายหนุ่มสวมหน้ากากเป็คนจิตใจดี “โอ้ ลูก ๆ คงทนทุกข์มามาก พ่อเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขอพระเ้าอวยพร…”
ตอนที่กำลังจะใช้เวทมนตร์รักษา จู่ ๆ ก็นึกถึงคำพูดของเชอริลขึ้นมาได้ ที่ว่าเมื่อเธอเห็นร็อบบ์ร่ายเวทมนตร์และสงสัยว่าเขาอาจจะมีเครื่องมือวิเศษช่วยลดระยะเวลาในการร่ายคาถา นี่ไม่ใช่ความเข้าใจผิดที่ดีนัก เพราะไม่จำเป็ต้องให้คนอื่นรู้ว่าเรามีของมีค่าเสมอไป จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกอันธพาลบางคน้าวางแผนชิงทรัพย์?
ร็อบบ์ไม่ได้เกรงกลัวอะไร เพียงแต่ไม่ชอบสร้างปัญหาให้ตัวเองเท่านั้น เขาจะนอนหลับกินอิ่มได้ยังไงหากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนวางแผนลอบสังหารทุกวัน!
ตอนนี้ขอเพียงแสร้งทำเป็ร่ายมนตร์ก็พอ
เขาไม่รู้วิธีการร่ายเวทในโลกนี้ ดังนั้นจึงเรียนรู้คาถาจากเชอริล และขยับปากขมุบขมิบ “เทพเ้าแห่งแสง…” แต่พอมาถึงตรงนี้ก็ต้องหยุดลงเพราะไม่รู้จักชื่อเทพเ้าแห่งแสงเลย! อันที่จริงรายละเอียดของเทพเ้าแห่งแสงมีเขียนอธิบายไว้ในเกม แต่เขาไม่ได้อ่านมันน่ะสิ…
บ้าเอ๊ย! ลืมไปเถอะ แต่ตอนที่จะต้องเอ่ยชื่อก็ขอแค่ลดเสียงลงและพึมพำพยางค์ที่ไม่แน่ใจเบา ๆ ก็พอ
ดังนั้นชายหนุ่มจึงร่ายเวทอย่างรวดเร็ว “ได้โปรดฟังคำขอของฉัน... ขอยืมพลังศักดิ์สิทธิ์... รักษา!”
เมื่อเห็นนักบวชร่ายเวทมนตร์อย่างเคร่งขรึม หญิงวัยกลางคนจึงรีบวางสามีนอนราบลงกับพื้นแล้วคุกเข่าลง จากนั้นทาบมือลงบนหน้าอกและเริ่มอธิษฐานด้วยศรัทธาอันเต็มเปี่ยม
ขณะนี้มีเพียงแสงสีทองห่อหุ้มร่างของชายวัยกลางคนไว้ ขาที่บิดเบี้ยวค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม และใบหน้าไร้สีเืก็ดูดีขึ้นมาก ไม่นานเขาก็ลุกขึ้นยืนได้
ผู้เป็สามีรีบดีดตัวขึ้นและคุกเข่าลงตรงหน้าชายหนุ่ม “ขอบคุณเทพเ้าแห่งแสง ขอบคุณครับคุณพ่อ”
“เอาล่ะ! ลุกขึ้นเถิด” ร็อบบ์เริ่มอารมณ์บ่จอย! ชื่อเทพเ้าแห่งแสงนั่นอยู่ก่อนชื่อฉันอีกแล้ว! ก็ไม่ได้ใส่ใจขนาดนั้นหรอกนะ เพราะ ฉัน… น่ะ… เป็… ผู้ใหญ่… แล้ว… ไง… ล่ะ อ๊ากกกก!!!!
ชายวัยกลางคนยืนขึ้นและยื่นเหรียญเงินจำนวนหนึ่งไปตรงหน้าชายหนุ่มด้วยความเคารพ “คุณพ่อ ฉัน้าบริจาคเงินนี้ให้แก่โบสถ์แห่งแสง”
ร็อบบ์รู้ว่านี่คือค่ารักษาไม่ใช่เงินบริจาค อีกทั้งเหรียญเงินพวกนี้ยังน้อยเกินไปสำหรับเขาอยู่ดี ชายหนุ่มจึงยิ้มและพูดว่า “คุณไม่จำเป็ต้องบริจาคเงิน แต่ฉันอยากให้ช่วยทำอะไรเพื่อโบถส์แห่งแสงหน่อย ตกลงไหม”
แน่นอนว่าคู่สามีภรรยาไม่กล้าปฏิเสธจึงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “เป็เกียรติของเราที่ได้มีโอกาสเป็ผู้รับใช้ผู้ส่งสารของเทพเ้าแห่งแสง”
ชายหนุ่มก็ตอบให้ว่า “...อืมแค่ไปที่เมือง แล้วตามหาช่างก่ออิฐและช่างตีเหล็กมาให้ฉันทีได้ไหม”
สองสามีภรรยามองหน้ากันและใช้เวลาสักพักจึงตระหนักได้ว่านักบวชผู้นี้มีเมตตาต่อคนยากจน ดังนั้นจึงไม่คิดที่จะรับเงินเล็ก ๆ น้อยนั่นไป ทั้งยังใจดีขอให้ช่วยตามหาคนแทน
สรรเสริญเทพเ้าแห่งแสง สรรเสริญความกรุณาของพระองค์ สรรเสริญโลก!
ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยความเคารพ “ไม่จำเป็ต้องหาช่างตีเหล็กที่ไหนหรอกคุณพ่อ ฉันเป็ช่างตีเหล็ก ส่วนภรรยาของฉันจะไปหาช่างก่ออิฐให้เอง”
หญิงวัยกลางคนคำนับชายหนุ่มด้วยความนับถือ จากนั้นตั้งท่าเตรียมวิ่งไปหาช่างก่ออิฐในเมือง ขณะเดียวกันช่างตีเหล็กที่ยืนอยู่ข้างหลังก็พร้อมที่จะฟังร็อบบ์ทุกอย่าง
ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้น “ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็ช่างตีเหล็ก ดีเลย ๆ! คุณตีเหล็กเก่งรึเปล่า”
คนถูกถามพยักหน้าและยืดอกด้วยความภูมิใจ “แน่นอนว่าฉันเป็ช่างตีเหล็กที่เก่งกาจ ไม่ว่าวัสดุที่ใช้จะมีความยากแค่ไหน ฉันก็สามารถทำให้มันสมบูรณ์แบบได้”
ร็อบบ์ยิ้มกว้าง “ตอนนี้ฉันอยากสอนความรู้ที่เจ๋งมากให้คุณ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็งานฝีมือระดับเทพ คุณอยากรู้รึเปล่า”
อันที่จริงนักบวชชาวตะวันตกมักเป็ผู้เผยแพร่วิทยาการและความรู้ทุกประเภทไปยังทั่วทุกมุมโลกเพื่อเปิดรับผู้ศรัทธา ดังนั้นจึงเป็เื่ปกติมากที่นักบวชจะให้ความรู้แก่ประชาชน คำพูดของร็อบบ์ไม่ได้กระตุ้นความสงสัยของเขาเลย แต่กลับช่วยให้มีความสุขมากกว่า “ด้วยความยินดีครับ! คุณพ่อ คุณไม่เพียงแต่ช่วยรักษาาแเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ความรู้ให้ด้วย คุณเป็ผู้ส่งสารของเทพเ้าจริง ๆ”
“พูดได้ดี” ร็อบบ์เงยหน้าขึ้นมอง “ก่อนอื่น …คุณทำท่อเหล็กได้ไหม” เขายกนิ้วปัดป่ายกลางอากาศวาดเป็โครงร่างเหมือนท่อน้ำให้อีกฝ่ายดู
ช่างตีเหล็กเขินอายและรีบขอโพย “เอ่อ… ขอโทษ... ฉันไม่รู้จัก…”
คนตรงข้ามตะลึงงัน ก็ไหนคุณเพิ่งบอกว่าทำได้ดีไม่ใช่เหรอ?
ช่างตีเหล็กกล่าวอย่างเคอะเขิน “ท่อเหล็กเป็งานระดับมือพระกาฬ*[2] ซึ่งปกติจะใช้ทำประทัด นี่ไม่ใช่สิ่งที่ช่างตีเหล็กบ้านนอกอย่างฉันจะทำได้ ความจริงมันเป็งานฝีมือระดับเทพที่มีเฉพาะช่างตีเหล็กทางกองทัพในยุคห้าวงศ์สิบรัฐ*[1] เชี่ยวชาญเท่านั้น”
“งานระดับมือพระกาฬอะไร! อย่าเรียกอย่างนั้น มันเป็เพียง …แค่ท่อเหล็ก!” ร็อบบ์กล่าวอย่างจริงจัง “ตั้งใจฟังให้ดี ขั้นแรกละลายเหล็ก เสร็จแล้วนำมาห่อด้วยแท่งเหล็ก ต่อมาตีให้เท่า ๆ กัน และเมื่อแข็งตัวเล็กน้อยให้ดึงเหล็กเส้นตรงกลางออก จากนั้นจะได้ท่อเหล็กที่ขึ้นรูปแล้ว”
ชายวัยกลางคนดูงุนงง "ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่สองสามวินาที จากนั้นก็รู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่าง "ขอบคุณ คุณพ่อ ขอบคุณมาก ๆ ครับ ครั้งนี้ฉันก็จะเก่งเทียบเท่ากับช่างตีเหล็กของกองทัพได้แล้วน่ะสิ"
ชายหนุ่มถามต่อ "แล้วคุณทำก๊อกน้ำได้ไหม"
ก๊อกน้ำคืออะไร?
เมื่อเห็นเครื่องหมายคำถามบนหน้าอีกฝ่าย ร็อบบ์ก็จำใจหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาวาดก๊อกน้ำบนพื้นและบอกถึงวิธีทำวาล์วข้างใน มันค่อนข้างยากสำหรับช่างตีเหล็กที่อยู่ในแถบชนบท หลังจากอธิบายอยู่นาน ในที่สุดช่างตีเหล็กก็เข้าใจ แต่ร็อบบ์ไม่รู้ว่าเขาจะทำสำเร็จหรือไม่ หรือแม้ว่าจะทำสำเร็จ แต่ก็คงไม่เนี๊ยบพอ ซึ่งอาจจะมีจุดรั่วซึม …ไม่เป็ไรหากมีการรั่วไหลก็แค่เอากะละมังไปไว้ข้างใต้…
“แม้ว่ามันจะซับซ้อนเล็กน้อย แต่ฉันจะทำให้คุณพ่อเอง อืม หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว…” ช่างตีเหล็กนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยความเคารพ "ขอเวลาสองวัน ไม่สิ สามวัน มันน่าจะได้ผล"
“อืม ควรจะทำให้เสร็จโดยเร็วที่สุด คุณควรจะทำท่อเหล็กเพิ่ม และข้อต่อมันควรจะยาวมาก ๆ” ร็อบบ์ชี้ไปที่หลังคาโบสถ์ "เมื่อเชื่อมต่อแล้ว ท่อเหล็กอย่างน้อยหนึ่งอันต้องสามารถต่อจากหลังคาไปยังห้องครัว อีกท่อหนึ่งต่อจากหลังคาไปยังสนามได้ และจากหลังคาถึงห้องน้ำ อืม… ลองพิจารณาสามสิ่งนี้ดูก่อน พวกนี้ต้องใช้เหล็กและเงินเยอะ คุณเอาเงินนี่ไปซื้อเหล็กได้เลย"
แทนที่จะรับเงินที่ช่างตีเหล็กให้มา ร็อบบ์กลับมอบเหรียญเงินให้เขาหนึ่งกำมือ
ชายวัยกลางคนรู้สึกปลื้มใจจริง ๆ เขาเอาชื่อเป็ประกันเลยว่าคุณพ่อโรเบิร์ตเป็คนที่ใจดีที่สุด ซื่อตรงที่สุด และเป็คนดีที่สุดเท่าที่เคยพานพบมาในชีวิต เขาเป็ผู้ส่งสารแท้จริงของเทพเ้าที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติไร้ที่ติ
ช่างตีเหล็กคุกเข่าลงด้วยความศรัทธา และปากก็กล่าวคำชมเชยยกยอไม่หยุดแด่คุณพ่อแสนดีคนนี้ จากนั้นเขาจึงกลับไป…
[1] ระดับมือพระกาฬ เป็สำนวนหมายถึง คนทำงานเก่งระดับยอดเยี่ยม
[2] ห้าวงศ์สิบรัฐ 五代十国 เป็ยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ซึ่งรัฐห้ารัฐผลัดกันครองอำนาจในภาคกลาง เกิดเป็ห้าราชวงศ์ ส่วนท้องที่อื่น ๆ โดยเฉพาะจีนใต้ ก็เกิดรัฐน้อยใหญ่ตั้งอิสระขึ้นถึงสิบรัฐ นำไปสู่ความสับสนอลหม่านทางการเมือง แต่ก็นับเป็สมัยสุดท้ายที่จักรวรรดิจีนแตกแยกออกเป็หมู่เป็เหล่า