อากาศร้อนขึ้นทุกขณะหวังย่าเหม่ยกับฉวี่เหวินจวินเองก็ยุ่งขึ้นทุกวัน ตอนเช้าหวังย่าเหม่ยทำอาหารเสร็จก็เรียกฉวี่หลิงกับฉวี่เหวินจวินมากินข้าวแล้วก็ไปดำนากับฉวี่เหวินจวินที่ทุ่งนา
ความทรงจำเกี่ยวกับวัยเด็กของฉวี่หลิงคืนกลับมาเล็กน้อยจากนั้นเธอก็ลงแรงตัดจูเฉ่า[1]อย่างคล่องแคล่วทั้งวันขึ้นลงเขาเพื่อตัดจูเฉ่าหลายชะลอมมาให้อาหารหมูคลุกกับแป้งและรำให้เป็อาหารไก่ ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง
เริ่มแรกบิดามารดาของฉวี่หลิงคิดว่าเธอคงนึกสนุกทำอยู่ได้ไม่นานไม่ถึงสองวันก็คงจะอยากออกไปวิ่งเล่นอีก นึกไม่ถึงว่าคราวนี้กลับยืนหยัดอยู่ได้ตลอดฤดูทำงานทุกวันหวังย่าเหม่ยรีบร้อนกลับมาจากท้องนา ก็จะพบว่าฉวี่หลิงทำงานที่เธอทำได้ไว้หมดแล้ว
เธอไม่รู้ว่าจะปลื้มใจหรือสงสารมากกว่ากัน
ทำงานหนักมาหนึ่งเดือนในที่สุดก็ถึง่ปลายเดือนพฤษภาคม ฤดูฝนใกล้เข้ามาแล้ว
หวังย่าเหม่ยอยู่ท่ามกลางกองผักสดในหมู่บ้านช่วยเก็บเกี่ยวผักสด หาเงินมาจุนเจือครอบครัวฉวี่เหวินจวินยังคงยุ่งอยู่กับงานในท้องทุ่ง
สองสามีภรรยากังวลว่าจะไม่มีคนดูแลฉวี่หลิงดังนั้นจึงปรึกษากันว่าจะส่งตัวฉวี่หลิงให้ไปอยู่กับปู่ของเธอ
วันต่อมาฉวี่เหวินจวินก็เอ่ยถามเสี่ยวหลิง“หลิงหลิง ลูกอยากจะไปอยู่ที่บ้านคุณปู่สักพักไหมลูก”
“หนูอยากไปค่ะ” ฉวี่หลิงตอบรับอย่างสบายใจ “แต่ว่าคุณปู่จะให้หนูไปหรือคะ”
ฉวี่เหวินจวินได้ฟังคำตอบรับจากฉวี่หลิงก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง“คุณปู่ท่านคิดถึงลูกมาก ต้องรับปากแน่นอนอยู่แล้ว ไหนๆ ลูกก็รับปากแล้ว ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พวกเราออกเดินทางกันเลยดีไหม”
“ได้ค่ะ” ฉวี่หลิงพยักหน้า
คุณปู่ของเธอฉวี่หฺวา ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันกับครอบครัวของเธอ หลังจากที่ฉวี่หฺวาช่วยฉวี่เหวินจวินสร้างบ้านหลังใหม่เสร็จก็ให้เขาย้ายเข้าไปอยู่แต่ตัวฉวี่หฺวายังคงอาศัยอยู่บนเขา
ต่อมาฉวี่เหวินจวินแต่งงานกับหวังย่าเหม่ยแล้วก็มีฉวี่หลิง
คนในหมู่บ้านมักพูดกันอย่างลับๆว่าฉวี่เหวินจวินอกตัญญู พ่อสร้างบ้านให้อยู่ก็ไม่ให้อยู่ด้วย ยังให้คนชราอาศัยอยู่ในบ้านเก่าหลังเดิมที่ผุพังบนเขาฉวี่เหวินจวินอกตัญญูเสียจริง อะไรทำนองนี้
แต่ฉวี่หลิงรู้ว่าตัวท่านเองเพียงแค่อยากอาศัยอยู่ในบ้านที่เคยอยู่ร่วมกันกับคุณย่าท่านจึงไม่อยากย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของเธอ
ฉวี่หลิงคิดถึงเื่ในกาลก่อนพ่อเองก็เคยถามเธอว่าอยากไปอยู่ที่บ้านของคุณปู่หรือไม่ แต่เธอปฏิเสธ ตอนนั้นเธอเป็เด็กเคยพบคุณปู่ไม่กี่ครั้งตอนงานเทศกาลต่างๆ ในความทรงจำของเธอ คุณปู่ท่านเป็คนเงียบขรึมพูดน้อย ไม่เอะอะครึกครื้น ตอนเด็กๆ เธอชอบความครื้นเครงดังนั้นจึงไม่อยากไปที่บ้านของคุณปู่ และค่อยๆ ห่างเหินจากเขาไป
การพบกันที่นานที่สุดคือตอนที่ปู่ของเธอฉวี่หฺวา สิ้นชีวิตลง
ฉวี่หลิงมองตะวันตกดินค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงความทรงจำ
สายลมยามเช้าปะทะป่าไม้เบาๆราวกับหยาดน้ำอ่อนละมุนที่ัักับผิวกาย ให้ััที่แสนสบาย
ฉวี่หลิงเดินไปยังทางบนเขาที่คดเคี้ยวปีนไปได้ครึ่งไหล่เขา มองลงมาจาก้า รู้สึกเพียงว่าทิวทัศน์สวยงามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หมู่บ้านขนาดเล็กยังไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็ตึกอาคารสูงใหญ่แผ่นกระเบื้องสีเขียวครามอมดำ กำแพงโคลนดินสีเหลืองควันจากการหุงหาอาหารลอยฟุ้งขึ้นมาเกิดเป็พลุไอน้ำจำนวนมากท่ามกลางแสงแดดสีเหลืองละมุนอากาศบนเขาสะอาดบริสุทธิ์และหนาวเย็นเป็อย่างมาก สูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง ก็ราวกับว่าััถึงลมหายใจของต้นฤดูร้อน
“หลิงหลิงเดินไหวไหมลูก”ฉวี่เหวินจวินมองฉวี่หลิงที่หยุดอย่างกะทันหัน คิดว่าเธอเหนื่อยแล้ว “ให้พ่อแบกลูกไปไหม” ฉวี่หลิงส่ายหน้าไปมา “ไม่ต้องค่ะ หนูไหว”
ฉวี่เหวินจวินเห็นว่าเธอหน้าไม่แดงลมหายใจปกติ ก็เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกันต่อเถอะ”
เดินมาถึงอีกครึ่งหนึ่งของไหล่เขาบ้านหลังหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา กำแพงบ้านเป็อิฐสีเขียวคราม มีหญ้าคาขาวคลุมไว้ทั้งสองฝั่งแลดูค่อนข้างโบราณ นอกประตูรั้วมีหินเอ๋อหล่วน[2]เม็ดเล็กปูเป็ถนนเส้นเล็กสั้นๆ
ประตูถูกเปิดเอาไว้เมื่อเข้าไปในขอบรั้วก็เห็นต้นทับทิมต้นหนึ่งกำลังผลิดอก ดอกทับทิมนั้นสีแดงฉานราวกับเปลวไฟบนพื้นมีกลีบดอกไม้ร่วงหล่นอยู่ดาษดื่น ตรงข้ามกับกล้วยไม้ที่เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ แลดูเย็นสดชื่น ทั้งยังงดงามและเรียบง่ายฉวี่หลิงรู้สึกว่าร่างกายสบายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เดินเข้าไปอีกหลายก้าวฉวี่หลิงก็พบกับชายชราสวมชุดเหลือบสีน้ำเงินครามคู่กับกางเกงขายาวเดินออกมาผมของเขายังคงดำขลับ ตัวคนเองก็ดูมีชีวิตชีวา
ฉวี่เหวินจวินแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ได้เป็คนโปรดของบิดาเมื่อเห็นบิดาของตน เขาก็ผลักฉวี่หลิงไปข้างหน้า เอ่ยอย่างเป็ทางการ “พ่อ นี่หลิงหลิงครับ พ่อเคยเจอหลานแล้ว ไม่กี่วันหลังจากนี้ต้องลำบากพ่อให้ดูแลหลานด้วยนะครับ”
“หลิงหลิงเรียกคุณปู่สิ” ฉวี่เหวินจวินเอ่ยจบก็ลูบศีรษะของฉวี่หลิง
ฉวี่หลิงไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำเธอใจนเผลอใช้มือนวดคลึงดวงตา ผ่านไปสักครู่ก็เห็นบางอย่างบนศีรษะของฉวี่หฺวาเหนือศีรษะของเขามีแสงสว่างรุ่งโรจน์สีขาวชั้นหนึ่งคลุมอยู่ แสงนั้นเจือด้วยความนุ่มนวลและแวววาวทว่าไม่เสียดแทงสายตา
ฉวี่เหวินจวินเห็นว่าฉวี่หลิงไม่เอ่ยอะไรก็ร้อนรนเล็กน้อยเขาอดไม่ได้ที่จะเร่งรัด “เด็กคนนี้ รีบเรียกคุณปู่สิ”
ฉวี่หลิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็ไม่เห็นแสงนั้นแล้วจึงคิดว่าตัวเองคงจะมองผิดไป เธอรีบคลี่ยิ้มให้ชายชราพลางเอ่ย “สวัสดีค่ะคุณปู่ หนูชื่อหลิงหลิงค่ะ”
ฉวี่หฺวาไม่ได้โกรธกับท่าทางของฉวี่หลิงเมื่อสักครู่เขายังคงยิ้มพลางพูดว่า “ปู่รู้จักหลานแล้ว รีบเข้ามานั่งเร็วเข้า”
ภายใต้ดอกทับทิมที่ผลิบานอย่างงดงามมีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่ง เก้าอี้อีกสองตัว ฉวี่หลิงรอให้ฉวี่หฺวานั่งลงบนเก้าอี้เอนนอนถึงได้เลือกนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว
เป็เด็กที่มีมารยาท...ฉวี่หฺวามองฉวี่หลิงอย่างพึงพอใจ
ฉวี่เหวินจวินดื่มชาไปอึกหนึ่งเอ่ยอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก “พ่อครับ ผมต้องฝากหลิงหลิงไว้กับพ่อแล้วนะครับ”
“แกวางใจเถอะ ฉันชอบเด็กอยู่หรอกน่ะ”ฉวี่หฺวาประเมินฉวี่หลิงอย่างละเอียด
เธอเพิ่งอายุหกขวบแม้สีหน้าจะดูเหลืองไปบ้าง แต่พลังของจิตใจกลับดีมาก โดยเฉพาะดวงตากลมทรงลูกแอพริคอตสายตาใสบริสุทธิ์ มองแล้วรู้สึกถูกชะตา
ในใจฉวี่หฺวาอ่อนยวบยิ้มพลางถามฉวี่หลิง “ปีนี้หลิงหลิงอายุหกขวบแล้วใช่ไหม ตอนหลานเด็กๆ ปู่เคยอุ้มหลานด้วยนะ”
ฉวี่หลิงไม่ได้พบคุณปู่บ่อยนักแต่ก่อนเธอรู้สึกว่านิสัยเข้ากันไม่ได้ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองชอบลมหายใจสงบเยือกเย็นของคุณปู่เป็พิเศษ
เธอยิ้มจนคิ้วและตาโค้งมนบนแก้มปรากฏลักยิ้มแสนหวาน “ค่ะ ปีนี้หนูอายุหกขวบเดือนกันยายนก็จะขึ้นชั้นประถมหนึ่งได้แล้วค่ะ”
ฉวี่หฺวาเห็นฉวี่หลิงว่าง่ายน่าเอ็นดูก็ยิ่งรู้สึกชอบมากขึ้น จึงเอ่ยขึ้น “ปู่ว่าหลิงหลิงมีกำลังวังชาต้องเรียนหนังสือสำเร็จแน่ พ่อของหนูตอนเด็กๆ โง่แสนโง่ ไร้สติปัญญาเรียนอะไรก็ไม่เข้าสมอง สุดท้ายเลยไม่ได้เรียนหนังสือ”
ฉวี่เหวินจวินได้ฟังบิดาเผยข้อบกพร่องของตัวเองออกมาต่อหน้าลูกสาวก็รู้สึกว่าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว เขายิ้มซื่อๆ พลางเอ่ยขึ้น “งั้นวันนี้ผมกลับก่อน รออีกสองวันก็น่าจะว่างสักหน่อยแล้วผมจะมารับหลิงหลิงกลับไป”
“ไปเถอะๆ เอาตะกร้านั้นกลับไปด้วย ข้างในมีผลไม้ที่เพิ่งเก็บมาลูกเอาไปให้ภรรยาของลูกกินนะ”ฉวี่หฺวาทำเป็ชี้อย่างไม่ใส่ใจ หยิบแอปเปิ้ลและสาลี่ที่ตัวเองเลือกออกมาทีละลูกลงในตะกร้าไม้ไผ่
ฉวี่เหวินจวินรู้ว่าบิดามีนิสัยปากแข็งแต่ใจอ่อนก็หัวเราะฮ่าๆ หิ้วตะกร้าจะออกไป
“พ่อคะ หนูไปส่งนะ” เมื่อฉวี่หลิงลุกขึ้นยืน จู่ๆ ก็เห็นหมอกสีเืลอยอยู่บนศีรษะฉวี่เหวินจวิน
เธอรู้สึกตื่นตระหนกกะพริบตาอีกครั้งก็เห็นภาพฉวี่เหวินจวินเดินไปบนไหล่เขาไม่ทันระวังสะดุดกิ่งไม้ล้มลง จากนั้นหน้าผากกระแทกจนเืไหลริน
ความรู้สึกนั้นเหมือนจริงจนฉวี่หลิงใ
ไม่กี่วินาทีถัดไปสายตาของฉวี่หลิงก็พลันกลับมาชัดเจนดังเดิม มีเพียงส่วนขมับที่ปูดนูนกระเพื่อมอยู่เธอทนไม่ไหวดึงมือฉวี่เหวินจวินพลางเอ่ยว่า “พ่อคะ คืนนี้พ่อยังไม่ลงเขาได้ไหมคะ”
“ทางที่ดีคืนนี้อย่าเพิ่งลงเขาเลย” จู่ๆฉวี่หฺวาก็ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองพูดออกมาเหมือนกับหลานสาวไม่มีผิด
ฉวี่หลิงสบตากับปู่ของตัวเองครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตาออกไป
ฉวี่เหวินจวินลูบหัวตัวเองเขาหัวเราะหึๆ มองฉวี่หลิงพลางเอ่ยว่า “เมื่อกี้ลูกบอกว่าจะไปส่งพ่อตอนนี้กลับบอกว่าอย่าลงเขา ข้อเสนอของลูกเยอะจริงๆ เลย แต่ว่าพ่ออยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แม่ของลูกยังอยู่ที่ทุ่งนา พ่อยังต้องรีบกลับไปทำกับข้าว”
“ถ้างั้นแกก็กลับไปทางเส้นหลังบ้านก็แล้วกัน”ฉวี่หฺวาดื่มน้ำชาอึกหนึ่ง เอ่ยอย่างเรียบๆ “ทางเส้นหลังบ้านเดินง่ายกว่าหน่อย”
ฉวี่เหวินจวินคิดในใจเห็นๆ อยู่ว่าทางเส้นหลังบ้านเดินลำบากกว่า ทว่าเขากลัวฉวี่หฺวามาตลอด จึงเดินไปทางหลังบ้านแต่โดยดี
ฉวี่หลิงไม่วางใจเธอเดินตามทางไปยังประตูหลังกับฉวี่เหวินจวิน พอถึงประตูหลังฉวี่หลิงเห็นว่าหมอกสีแดงเืบนศีรษะของพ่อค่อยๆ เลือนหายไป จึงวางใจขึ้นบ้าง เธอฝืนเรียกสติยิ้มให้บิดา“พ่อรีบไปเถอะค่ะ ระหว่างทางระวังด้วยนะคะ”
ฉวี่เหวินจวินลูบหัวของฉวี่หลิงอย่างไม่อยากแยกจาก“รู้แล้ว หลิงหลิงอยู่ที่นี่ก็ต้องฟังคำพูดของคุณปู่ ห้ามทำให้คุณปู่โกรธ เข้าใจหรือเปล่า”
ฉวี่หลิงฝืนความอ่อนล้าที่เกิดขึ้นกะทันหันยิ้มพลางเอ่ย “ค่ะพ่อ คำนี้หนูฟังมาตั้งหลายรอบแล้ว พ่อวางใจนะคะ หนูเข้าบ้านก่อนแล้ว” เธอไม่รอให้ฉวี่เหวินจวินตอบกลับ ก็รีบร้อนวิ่งเข้าไปในบ้าน
รอให้ฉวี่หลิงนั่งลงบนเก้าอี้แล้วดื่มชาอึกหนึ่งค่อยรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตัวเองกลับมาอีกครั้งเธอเหลือบตาขึ้นมองคุณปู่ที่ถือพัดใบปาล์มโบกพัดเป็ครั้งคราว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองมองเขาไม่ออก
ฉวี่หฺวาหลับตาหากยังรู้สึกได้ถึงการสังเกตของหลานสาว เขาไม่เพียงไม่โกรธเคือง กลับมีความคิดสนุกๆขึ้นมากะทันหัน เขาเผยอปากขึ้นและส่งเสียงกรนออกมา
เสียงกรนดังขึ้นเรื่อยๆทำให้นกกระจอกตัวเล็กกระจิริดบนต้นทับทิมใจนบินหนีไปหมด มีเพียงตัวเดียวที่ยังใจกล้าเบิกดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว ยื่นศีรษะมองลงไปด้านล่าง
ฉวี่หลิงสายตาแหลมคมปราดเดียวก็มองคุณปู่ของตัวเองออก เห็นรอยยิ้มกับคิ้วที่กระเพื่อมเล็กน้อย
แกล้งหลับหรอกเหรอเนี่ย! ฉวี่หลิงจึงแกล้งกลับบ้าง เธอหยิบพรมผืนบางออกมาจากกระเป๋าที่ฉวี่เหวินจวินจัดให้คลุมลงบนร่างกายของคุณปู่
ต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคมอุณหภูมิสูงมากแล้วทำให้คุณปู่รู้สึกว่าร้อนอยู่เหมือนกัน ฉวี่หฺวาห่มพรมหนาแน่นอยู่ได้สักครู่ก็เริ่มร้อนแต่ด้วยความชราจึงนิสัยเสียเล็กน้อย ทั้งเขาและฉวี่หลิงต่างไม่ยอมกัน แม้บนหน้าผากจะมีเม็ดเหงื่อก็ยังคงดื้อรั้นปิดตาลงกรนต่อไป ั์ตาของฉวี่หลิงเจือความจนใจ เธอหยิบพัดใบปาล์มในมือของฉวี่หฺวามาพัดอยู่หลายทีเอ่ยเสียงเบา “ปู่คะ ไม่ต้องนอนแล้ว รีบตื่นเร็วเข้า ตื่นค่ะ...”
คราวนี้ฉวี่หฺวาถึงได้เลิกพรมออกแล้วมองฉวี่หลิงอย่างได้ใจ “ปู่กำลังนอนหลับสบายเด็กคนนี้ก็ร้องโวยวาย ทำให้ปู่ตื่นอีก”
ฉวี่หลิงทำปากยื่นอย่างจนใจก่อนจะอุ้มข้าวของของตัวเองเอาไว้ ทำท่าว่าจะเดินไป “หนูต้องไปห้องไหนคะ หนูจะเอาของไปเก็บ”
ฉวี่หฺวานึกถึงเื่เมื่อสักครู่ก็รีบร้อนดึงเธอไว้สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย “หลิงหลิง เมื่อกี้ทำไมถึงห้ามไม่ให้พ่อของหนูกลับไปล่ะ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] หญ้าแร็กวีด อยู่ในวงศ์ทานตะวัน
[2]หินลักษณะเรียวเนื้อเนียน นิยมใช้แต่งสวน