บทที่ 16
สงบศึก
ใต้เหวที่พวกเขาะโลงมานั้นมีถ้ำอยู่ จิ่วเหรินสังเกตเห็นตอนที่ตนลุกขึ้นเดิน สองขาก้าวเข้ามาด้านในที่เย็นชื้นจนได้กลิ่นอับ แสงสว่างจากแสงจันทร์ทำให้พอมองเห็นบางอย่าง
เมื่อสำรวจอย่างแน่ใจแล้วว่าปลอดภัยไร้อันตราย จิ่วเหรินก็นั่งลงเอนหลังกับผนังถ้ำ ความเหนื่อยล้าทำให้จิ่วเหรินอยากพักผ่อน ทว่าใจก็กลัวว่าซือเหยียนจะหนีนางไปอีกหน เขาอาจจะทิ้งนางไว้ที่นี่และหาทางกลับเพียงผู้เดียว
“ซือเหยียน”
“...”
“เราจะหาทางกลับพร้อมกันใช่ไหม? ท่านคงไม่คิดทิ้งข้าไว้ที่นี่เพียงผู้เดียว”
“...”
“หากท่านทิ้งข้าอีกหน..” จิ่วเหรินพูดเพียงเท่านั้นก็เงียบเสียงไป ซือเหยียนรอฟังอยู่สักพักก็ไม่เห็นนางพูดอีกจึงหันหลังไปมอง พบว่านางนั้นผล็อยหลับไปเสียแล้ว
“นึกจะนอนก็นอน! ประหลาดนัก”
ประมุขเผ่าปีศาจส่ายหัวของตน มองาแตามลำตัวด้วยความไม่เข้าใจ นางก็แค่สตรีผู้หนึ่งเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อันใดในชีวิตของเขาเลยสักนิด แล้วเหตุใดเขาต้องสละตนปกป้องนางจากความตายด้วย นางอยากตายก็ควรปล่อยให้ตายไปสิถึงจะถูก
จิ่วเหรินห่อกายคุดคู้เมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็น สองแขนเล็กโอบกอดตนเองเอาไว้ ซือเหยียนถอนหายใจอีกครั้งเมื่อภาพตรงหน้าทำให้ต้องถอดเสื้อคลุมห่มให้นาง นี่เขากำลังเป็ประสาทไปแล้วหรืออย่างไรกัน
เขาเพ่งมองใบหน้าขาวนวลเปล่งปลั่ง สองแก้มอิ่มเอิบ ไร้เครื่องประทินโฉมหนาเตอะอย่างสตรีนางอื่นที่เขาเคยพบเจอ ความเรียบง่ายของนางนั้นต่างจากเทพทั่วไป
ริมฝีปากแดงระเรื่อยนั้นเม้มเข้าหากันครู่หนึ่ง แล้วจึงคลายออกดังเดิม ท่าทางการนอนของจิ่วเหรินตกอยู่ในสายตาของซือเหยียนทั้งหมด สายลมพัดวูบเอาเส้นผมที่หลุดรุ่ยของนางมาปรกหน้า ก่อนจะถูกนิ้วของซือเหยียนช่วยเกลี่ยออก
สติที่พลั้งเผลอไปนั้นกลับคืนมาเมื่อรู้ว่าตนเองกำลังทำสิ่งใด เขาชักมือออกอย่างรวดเร็ว กุมขมับของตนเองที่วันนี้นั้นมันช่างแปลกไปจากทุกวัน เขาเริ่มไม่เป็ตัวของตัวเอง หรือจิ่วเหรินร่ายมนต์อันใดทำให้เขากลายเป็เช่นนี้ไปได้
“ซ..ซือเหยียน”
จิ่วเหรินละเมอออกมาเสียงเบา ครั้นคนฟังได้ยินว่าเป็ชื่อของตนก็เริ่มขมวดคิ้ว
“ยะ..อย่า อย่าทิ้งข้าไป”
“ทำไมทิ้งกันไป ข้าไม่เหลือใครแล้ว..”
หยดน้ำตาไหลออกจากหางตาของนาง ในห้วงนิทรานั้นจิ่วเหรินหลับฝันถึงเื่ใดอยู่ ซือเหยียนหย่อนกายนั่งลงพิงผนังถ้ำข้างกายจิ่วเหริน หากว่านางกับเขาเคยมีอดีตต่อกัน..
เป็ไปไม่ได้หรอก! ซือเหยียนเป็ปีศาจเืเย็น แต่จิ่วเหรินนั้นเป็เทพที่อยู่คนละฝั่ง
ความคิดสับสนวุ่นวายทำให้ซือเหยียนหลับตาลง นางหยุดอาการาเ็จากโรคประหลาดนี้ได้ แปลว่านางย่อมรู้เื่โรคที่รักษาไม่หายของเขา
เ้ากับข้าเกี่ยวข้องอย่างไรกันแน่จิ่วเหริน..
ยามรุ่งอรุณมาเยือนอีกหน จิ่วเหรินลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองนั้นนอนคุดคู้อยู่เพียงผู้เดียว ไร้เงาของซือเหยียนที่เมื่อคืนเขายังนั่งอยู่ตรงนั้น ในใจของนางวูบโหวงขึ้นมา นึกเสียใจที่ยังหวังว่าซือเหยียนจะมีสักเสี้ยวที่คิดถึงนางบ้าง
“ปีศาจก็คือปีศาจ ใจร้ายก็คือใจร้าย!”
จิ่วเหรินระบายความโกรธออกมาด้วยคำพูด ที่เขาปกป้องนางนั้นคงเพียงเพราะอยากให้นางตายด้วยมือของเขาเอง ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาราวกับสายน้ำ สุดท้ายแล้วนางก็ปลงตกและเริ่มมองหาหนทางที่จะไป
จิ่วเหรินเดินออกมาด้านนอกก็เห็นแต่ป่า ทุกที่ล้วนเป็ธรรมชาติไปเสียทั้งหมด แหงนหน้ามองขึ้น้าก็พบแต่หินผาสูงชันมองไม่เห็นยอด ยอมรับในความใจกล้าที่ะโลงมา คิดแล้วก็แอบมีหวาดเสียวขึ้นมา หากซือเหยียนไม่ช่วยไว้ร่างนางคงเละเป็นกถูกทับ
“มัวมองอะไรอยู่”
“!!!”
นางหันขวับไปทางเสียงที่เอ่ยถาม เห็นซือเหยียนแบกกล้วย และผลไม้มาอีกหลายพวง เขาวางมันลงและใช้สายตาเรียกจิ่วเหรินให้รีบมากิน
“ท่านไม่ได้..เอ่อ.. ไม่ได้ทิ้งข้าไว้ที่นี่หรอกหรือ?”
ข้าก็อยากทำเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน"
“แล้วทำไมท่านยังกลับมาล่ะ?” จิ่วเหรินถามเขาอย่างตรงไปตรงมา ซือเหยียนในตอนนี้นั้นคงไม่อยากสนใจอะไรกับนางนัก
“เ้ารู้เื่โรคประหลาดของข้า และเ้าก็ยังหยุดยั้งอาการของมันได้”
“...”
“ในเมื่อเ้ายังมีประโยชน์อยู่บ้าง ข้าก็ควรใช้ให้คุ้มค่า”
“แปลว่าถ้าข้านั้นไม่มีประโยชน์ ท่านก็จะไม่เหลียวแลสนใจ อย่างนั้นใช่ไหม?” จิ่วเหรินรู้สึกว่าในอกนั้นเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก ซือเหยียนช่างเ็าเฉยเมย แววตาว่างเปล่านั้นย้ำเตือนว่าเขาพูดทุกสิ่งออกมาอย่างสัจจริง
“เหตุใดข้าต้องสนใจเ้าด้วย? ข้ากับเ้านั้นเดิมทีก็อยู่กันคนละเส้นทาง หากเ้าไม่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตของข้า สอดตัวยุ่งทุกเื่อย่างกับนักบุญ ชาตินี้ทั้งชาติข้าก็คงไม่เห็นเ้าอยู่ในสายตา”
“...” นางจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก อยากจะหัวเราะเสียเต็มประดา นึกขบขันที่ตนนั้นโง่งมทำเื่ใหญ่โตอย่างคนสิ้นคิด ทว่ามาถึงตอนนี้นางมิอาจยอมแพ้อย่างคนสิ้นหวังได้
“ซือเหยียน”
“...”
“ข้าช่วยท่านรักษาโรคประหลาดได้ แต่ท่านเองก็ต้องช่วยข้าเช่นกัน”
“เ้ายังกล้าต่อรองอีกรึ?”
“เช่นนั้นก็แยกย้ายทางใครทางมัน ท่านพูดเองว่าพวกเราอยู่คนละเส้นทาง ข้าคิดว่านับแต่นี้ไปจะอยู่ให้พ้นจากสายตาของท่าน”
จิ่วเหรินว่าจบก็เตรียมหันหลังจะก้าวเดินออกไป ทว่าซือเหยียนนั้นมายืนขวางเอาไว้เสียก่อน
“...”
“ที่นี่ไม่มีทางออก มันเป็ดินแดนที่ข้าเองก็ยังไม่เคยพบ”
“อย่าห่วงเลยซือเหยียน ข้านั้นไม่ปล่อยให้ตัวเองจนมุมหรอก” นางเลือกเมินเฉยกับคำพูดของเขา จนกระทั่งแขนของนางถูกเขาคว้าเอาไว้
“จะให้ช่วยอะไร?”
“หือ..”
“ที่บอกว่าจะให้ข้าช่วย”
จิ่วเหรินปรับอารมณ์ไม่ถูก ก่อนหน้าเขาบอกว่านางมีประโยชน์ ทว่าสักพักเขาก็บอกว่านางกับเขาอยู่คนละเส้นทาง มาตอนนี้เขากลับอยากช่วยนาง
“ท่านกำลังล้อเล่นอะไรอยู่ประมุขเผ่าปีศาจ”
“หากเ้าช่วยข้า และข้าช่วยเ้าคืนก็ถือเป็อันจบสิ้น ข้าไม่ชอบติดค้างบุญคุณผู้ใด”
“อ่อ..”
“อีกอย่างเ้ากับข้าไม่มีทางออกจากที่นี่ได้ในเร็ววันแน่”
นั่นแหละคือสิ่งที่จิ่วเหรินเป็กังวล นางกลัวไป๋หลี่และคนอื่นจะเป็ห่วง และหากพวกเขาออกตามหานาง ก็เท่ากับว่ามันคงเกิดความวุ่นวายอีกรอบแน่ ในเมื่อคนที่นางอยู่ด้วยในตอนนี้คือ ซือเหยียน ประมุขเผ่าปีศาจ
“ข้าไม่อยากให้คนที่ป่าเค่ออี้ล่วงรู้ว่าข้าอยู่กับท่าน”
“ทำไม?”
จิ่วเหรินถอนหายใจออกมา “เจอท่านแล้วเื่ก็ยุ่งหนักกว่าเดิม พวกเขาคงไม่ปล่อยท่าน”
“เหอะ!”
เขาแค่นเสียงอยู่ในลำคอ นี่นางคิดว่าเขาอ่อนแอไร้พละกำลังถึงเพียงนั้นเชียวหรือ! ก็แค่พวกเซียนที่มุดหัวอยู่ในป่า จะกล้าเอาอะไรมาต่อกรเขาที่เป็ถึงประมุขเผ่าปีศาจ
“เรามาสงบศึกกันเถอะซือเหยียน นับจากนี้ข้ากับท่านคือพันธมิตร”
“...”
จิ่วเหรินยื่นมือของตนออกมา และพยักหน้าให้ซือเหยียนเอามือของตนเองออกมาเช่นกัน
“จะทำอะไร?”
เซียนสาวไม่ตอบสิ่งใด แต่คว้าเอามือของซือเหยียนมากุมไว้ ความอบอุ่นนี้ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของนาง จนมองเห็นรอยยิ้มน้อยที่อยู่บนใบหน้า
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด