เ้าสัวนั่งอยู่บนหัวโต๊ะรับประทานขนาดยาวเก้าอี้ที่ยังไม่ถูกดึงออกมาใช้จำนวนมากนั้น บ่งบอกว่าสามารถรับแขกได้ร่วมยี่สิบคนด้านซ้ายมือมีผู้ชายหน้าตาดีเลิศ แต่งกายสุภาพสามคนนั่งเรียงรายด้านขวาถูกปล่อยว่างไว้ ผนังห้องนี้มีหน้าต่างกระจกโค้งบานสูงแทบจรดเพดาน แม้แสงสว่างจะเข้าเต็มที่แต่เพราะด้านนอกมีหลังคาไม้เลื้อยยื่นยาวออกไปครอบไว้ จึงทำให้แสงแดดส่องไม่ถึง
‘นี่ฉันหลุดมาในปราสาทแถวยุโรปหรือเปล่านี่?’เนยมองสิ่งรอบข้างอย่างตื่นตาตื่นใจ ทำให้การขัดขืนน้อยลง
อาการกึ่งลากกึ่งจูงของคนร่างสูงข้างหน้าหยุดกะทันหัน“สวัสดีครับคุณพ่อ” เขาค้อมศีรษะลงให้ ชราผมสีดอกเลา ใบหน้าคมสันคล้ายกันกับลูกชายแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีเทาเรียบๆ ดูเนี้ยบและสุภาพราศีของผู้บริหารข่มให้คนมองรู้สึกเกรงใจได้ไม่ยาก
“นั่งสิ”สายตาของประธานในโต๊ะบอกให้เขาพาผู้หญิงของเขามานั่งที่ด้านขวา นั่นคือที่เว้นไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะ“เอ้า! เนย เข้ามาสิลูก”
ความทรงจำเดิมบอกให้เธอรู้ว่าร่างนี้เคยมานั่งรับประทานอาหารที่นี่หลายครั้งแต่ตำแหน่งคือ ข้างๆกับผู้ชายรูปหล่อด้านซ้ายมือต่างหาก!
คุณใหญ่จูงมือเธอเข้าประจำการหญิงสาวในชุดแบบฟอร์มแม่บ้านสีฟ้าสองคนที่ยืนรอรีบเข้ามาเสิร์ฟน้ำและตักข้าว
“วันนี้พ่ออยากกินอาหารไทย” ชายสูงวัยมองดูสายตาสนเท่ห์ของลูกชายคนโต
“พี่ใหญ่ลองชิมนี่ดู”
การสนทนาของชายทั้งห้าคนบนโต๊ะอาหารเริ่มต้นขึ้นแต่ก็เป็แค่การตักอาหารและสอบถามเื่รสชาติเท่านั้น เนยค่อยๆ ทบทวนความทรงจำว่าเธอรู้จักคนเหล่านี้หรือไม่? อย่างไร? ความทรงจำในร่างนี้ก็เริ่มปล่อยเื่ราวให้เธอได้รับรู้ทีละเื่ที่นี่คือ ปราสาทัของเ้าสัวเฟยหลง ประธานักรุป บริษัทที่เป็เ้าของนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเธอมาที่นี่เพื่อวางแผนจับผู้ชายที่นั่งติดกับด้านซ้ายมือของเ้าสัว ‘พี่สอง’
ผ่านไปยี่สิบนาทีเ้าสัวผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมภูมิฐานก็รวบช้อนแล้วดื่มน้ำ คุณสองก็เริ่มอิ่มตาม
“เ้าสี่แกเตรียมเื่งานเลี้ยงไปถึงไหนแล้ว”
“ผมส่งการ์ดครบแล้วครับ”ผู้ชายผมสีทองอ่อนๆ ที่ปลายสุดหันมาตอบพี่ชายคนรอง
“เออดีเ้าสาม งานนี้อย่าหนีไปไหนอีกล่ะ ช่วยกันต้อนรับสาวๆ ให้ดี”คนสั่งการหันมากำชับผู้ชายมาดเฟี้ยวที่นั่งตรงกลาง
“ตกลงใหญ่จะประกาศแต่งในงานนี้เลยใช่ไหม?”
“ครับคุณพ่อ” เขามีท่าทีเรียบเฉย
เนยสะดุ้งเธอมองใบหน้าผู้ชายสองวัยสลับไปมา ในใจนึกสงสัยตะหงิดๆ “พี่ใหญ่จะแต่งกับใครเหรอคะ?”
เ้าสัวหันมายิ้มน้อย“อ้าว! ก็หนูยังไงล่ะมาถึงขั้นนี้แล้ว ใหญ่ก็ต้องรับผิดชอบหนูอย่างเต็มที่ ลุงยอมไม่ได้หรอกนะ”
เธอสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ยกน้ำขึ้นจิบเรียกขวัญกำลังใจ “แต่ว่า หนูไม่ได้อยากแต่งงานกับพี่ใหญ่นี่คะ”
“ไม่แต่งไม่ได้แล้วทางเราแจ้งพ่อกับแม่หนูเรียบร้อย ถึงยังไงการร่วมมือกันระหว่างักรุปกับตะวันกรุปก็ต้องเกิดขึ้น”เ้าสัวใช้น้ำเสียงเรียบๆ แต่ทรงอำนาจตัดสินใจให้เธอ
เนยหันไปกระตุกชายเสื้อชายหนุ่มที่นั่งข้างๆชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบ “พี่ใหญ่ จะยอมถูกคลุมถุงชนแบบนี้เหรอคะ?”
เขาปรายตามามองเธอเล็กน้อย“ยอม” ทำเอาเนยหุบปากแทบไม่ทัน
“ทางตะวันกรุปตอบตกลงแล้วเหรอครับ?” พี่สองทำหน้าตึงสายตาที่เขามองดูเธอดูแปลกพิกล เนยมองตอบแล้วรู้สึกอึดอัด สมองเธอส่งความทรงจำเพิ่มเติมมาให้ว่าที่เธอมาคอยป้วนเปี้ยนครอบครัวนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ตัวเองได้ลงเอยกับพี่สองบุตรชายคนเดียวของเ้าสัวกับคุณวิราซึ่งถือทะเบียนสมรส ทำให้อำนาจการดูแลักรุปทั้งหมดตกเป็ของเขา
“รอให้หนูเนยกลับไปทางนั้นจะให้คำตอบ” เ้าสัวตอบยิ้มๆ อาหารบนโต๊ะถูกเก็บไปหมดแล้วแม่บ้านเลื่อนถ้วยของหวานเล็กๆ เข้ามาแทน
เนยเหลือบมองหน้าเ้าสัวเฟยหลงแม้ปากของเขาจะยิ้มแต่ดวงตาไม่ได้ยิ้ม แวบหนึ่งเนยรู้สึกเหมือนมันสะท้อนรังสีความเคืองออกมาด้วย ครอบครัวของเธอเป็เ้าของตะวันกรุปซึ่งเป็หนึ่งในสี่บริษัทั์ใหญ่ในกลุ่มจตุรมิตร ที่ทั้งด้านหนึ่งคอยให้ความร่วมมือแต่อีกด้านก็คอยขัดแข้งขัดขาในทางธุรกิจ
“เ้าสองคงไม่ได้เสียดายเ้าสาวหรอกนะ”
“ว่าไม่ได้นะพี่ใหญ่ผมเองก็เสียดาย” คุณสามหันมาตอบแทน
“คงไม่ได้ล่ะเนยต้องรับผิดชอบฉันแล้ว”
เนยหันขวับ‘จะบ้าตายเอะอะก็ให้รับผิดชอบ’ เธอโวยวายอยู่ในใจคนเดียว ‘ดะ เดี๋ยวนะฉากนี้มันคุ้นๆ’ เธอทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นไปมาลองหยิกตัวเองสักทีสิ เผื่อจะตื่น
“โอ๊ย!”
“เป็อะไร?” ใบหน้าคมสันหันมาถาม
“ตะคริวค่ะ”เธอรีบหาข้ออ้าง ‘เฮ้ย! ไม่ได้ฝัน’ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายเธอกำลังแก้ไขปริญญานิพนธ์ตามคำแนะนำของอาจารย์แล้ว ตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ที่นี่!
คุณสี่มองพี่ชายทั้งสามถกประเด็นสาวน้อยที่นั่งข้างพี่ใหญ่ด้วยแววตาวาววับ‘หึ! ตกลงไม่รู้ใครจะผิดหวังกันแน่’ครั้นหันไปมองดูหญิงสาวเ้าของประเด็น เธอกำลังมีดวงตาเหม่อลอยคล้ายไม่ได้รับรู้สิ่งที่ทุกคนถกเถียงกัน
“เนยเป็อะไรหรือเปล่า?” เธอยังคงนิ่งเฉยแต่ดวงตาเลื่อนมามองที่เขา ‘ฉากนี้มัน ห้องนี้มันคุ้นๆ เฮ้ย! เหมือนในนิยายของแยม ใช่แล้ว! พี่ใหญ่ พี่สองพี่สาม พี่สี่ ตายแล้ว! นี่ฉันจะบ้าจริงๆ ใช่ไหม?’
“น้องเนย”เสียงเรียกที่ดังขึ้น ทำเอาในโต๊ะใ หันมามองเธอเป็ตาเดียว “พี่ใหญ่ดูเ้าสาวของพี่ สงสัยจะดีใจจนบ้าไปซะแล้ว”
คุณใหญ่หันมาจับคางเธอให้มาประจันหน้ากับตนเอง“บ้าตรงไหน?”
“เจ็บนะ”เนยได้สติ เธอรีบดึงมือเขาออกอย่างแรง
“ใหญ่อย่าทำหนูเนยแบบนั้น ทางโน้นเขาจะว่าเราได้ว่า ไม่ทนุถนอมลูกสาวเขาเดี๋ยวเขาไม่ยกลูกสาวให้” เสียงดุนั้น ทำให้หนุ่มร่างสูงใหญ่เบือนหน้าออกจากเธอ
“หึ! ยังไงก็ต้องยกให้อยู่แล้วครับ”
“ดูมั่นใจจังนะครับพี่ใหญ่”
เขาลุกขึ้นยืนก่อนชะโงกหน้าตอบชายหนุ่มใบหน้าเรียบเฉยที่นั่งตรงข้าม “แน่นอน ของของฉัน ใครก็อย่าหวังว่าจะได้ไป”เขาหันไปก้มศีรษะให้ผู้เป็พ่ออีกครั้ง “ผมขอตัวไปส่งว่าที่เ้าสาวก่อนครับ”
“ดีแล้วไปให้เขาเห็นว่า ักรุป ยินดีต้อนรับหนูเนยในฐานะสะใภ้ใหญ่”แววตาที่เ้าสัวมองดูลูกชายคนโตสลับกับว่าที่เ้าสาว ทำเอาเนยรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่านั่นไม่ใช่ถ้อยคำแสดงความยินดี
ได้ยินดังนั้นเนยรีบลุกขึ้น เธอนึกถึงฉากในนิยายที่บรรยายคฤหาสน์ของสี่ครอบครัวจตุรมิตร ‘เอาน่า! อย่างน้อยก็มีบ้านหลังใหญ่อยู่มีข้าวให้กินก็แล้วกัน แม้จะนึกถึงเื่ที่จะกลับไปโลกจริงไม่ได้ก็ตามเถอะ’
คุณชายใหญ่หรือพี่ใหญ่แม้จะรู้กันว่าเป็คนไม่ชอบงานสังคมและพร้อมจะรวนหากใครคิดจะจับเขาเข้ามาในวงพบปะสนทนาประเภทคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสมหรืองานหวังจะนัดพบเพื่อให้ดูตัว ข่าวลือที่ออกไปภายนอก ล้วนบอกว่าเขาไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ที่สำคัญในบริษัท เพราะความเป็ลูกเมียเก่าที่ตายจากไปนานแล้วทำให้ความสำคัญในใจผู้พ่อลดน้อยลงด้วยคุณสองต่างหากที่เป็ทายาทตัวจริงเพราะมารดาของเขาคือ หนึ่งในทายาทของผู้ถือหุ้นใหญ่อินทรีกรุป
เมื่อนึกถึงเื่ซุบซิบพวกนั้นมันช่างแตกต่างกับบรรยากาศภายในคฤหาสน์แห่งนี้เนยเห็นท่าทีที่บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายเคารพนบนอบต่อเขา ในระดับเดียวกับท่านเ้าสัวแม้แต่ท่าทีของคุณชายสองก็ดูเกรงใจเขาอยู่หลายส่วน
เขายืนรออยู่หน้าระเบียงเพียงไม่นานรถสีดำคันใหญ่ก็จอดเทียบ “ขึ้นไปสิ” ออกมาจากห้องอาหารได้ เขาก็ไม่ได้สนใจไยดีที่จะจับจูงหรือแตะต้องเนื้อตัวเธออีก
เนยเดินขึ้นไปนั่งอย่าว่าง่ายเธอทั้งมึนทั้งปรี๊ด ‘นี่ฉันเข้ามาอยู่ในนิยายโอ๊ย! ดันเป็นิยายของยายแยมตัวร้ายนั่นอีก หึ! ถ้าจำไม่ผิด เื่นี้ฉันเป็ตัวอิจฉานี่นา!’
“ไปส่งคุณเนยที่บ้าน”
“ครับ”
เธอเอาหัวพิงประตูรถพลางขบคิดถึงเหตุผลร้อยแปดพันอย่างที่เคยอ่านในนิยายว่าทำไมถึงมีคนข้ามภพหรือข้ามมิติได้?เธอคิดจนหัวจะแตกก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงหลุดเข้ามาในนิยายสุดป่วนเื่นี้ของคู่อริของเธอ
“เป็อะไรปวดหัวรึไง?”น้ำเสียงของเขากระด้างเกินกว่าจะทึกทักว่า เห็นใจ
“ใช่มึนไปหมด”
“ก็ใช่น่ะสิเมื่อคืน เธอกรอกไวน์ลงไปกี่แก้วกันล่ะ”
‘เฮ้อ!ฉันมึนเื่ที่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงต่างหากเล่า ตาบ้า!’
“อืม....คราวหน้าฉันจะไม่ทำแล้ว”
“ไม่มีคราวหน้าเพราะฉันขอห้ามเธอไว้เลย ถ้าหากมีอีกก็ไม่รู้ว่า จะเข้าไปนัวเนียผู้ชายหน้าไหน? ฉันไม่อยากถูกคนนินทา”
“อ้าว! ถ้าฉันทำแล้วเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ?”
เขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้กัดฟันกรอดๆ “คนเขาก็จะบอกว่า เธอได้ฉันแล้วก็ทิ้งๆ ขว้างๆฉันไม่อยากกลายเป็ดอกไม้ริมทางของใครหรอกนะ”
“หา!” เธอตะลึงหันไปมองเขาด้วยความรู้สึกที่เหลือเชื่อ
“จะบ้าตายฉันไม่ใช่ผู้หญิงส่ำส่อนนะ”
“ที่แน่ๆเธอจะทิ้งฉันตอนนี้ไม่ได้ และจะไปยุ่งกับคนอื่นไม่ได้”
ดวงหน้าคมสันที่ยื่นเข้ามาใกล้พูดย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนเนยตื่นกลัวใจเต้นโครมคราม ‘ขู่อีกแล้ว....หมอนี่มัน...’ เธอไม่กล้าโต้ตอบรุนแรง ได้แต่กอดอกพิงพนักแรงๆ
“เชอะ!”
***************
