รุ่งอรุณมาเยือน แสงอาทิตย์ยามเช้าอ่อนๆส่องเข้ามาทะลุผ้าม่านสีเข้มแต่เฟลิเซียก็ยังไม่ตื่น เธอหลับสนิทเนื่องจากเธอเผลอตื่นกลางดึกเมื่อคืนนี่เอง และราวๆประมาณ8 โมงเช้า เสียงเคาะประตูหน้าห้องนอน 3ครั้งจากเมอริสดัง ‘‘ก๊อกๆๆ’’ ตามเคย รอบนี้เขานำอาหารเช้ามาให้คุณหนูรับประทานที่ห้องนอนเพราะเขาคิดว่าสภาพร่างกายของคุณหนูตอนนี้คงจะยังไม่หายดีจากรอยฟกช้ำเมื่อคืนอีกทั้งตัวเขาเองยังอยากใช้เวลาดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิดเป็การส่วนตัวอีกด้วย เมอริสนำอาหารเช้ามาให้โดยการใส่ในรถเข็นและเข็นรถเข็นคันนั้นมาที่ห้องนอนคุณหนู
‘‘อาหารเช้ามาถึงแล้วครับคุณหนูเฟลิเซีย’’ เมอริสกล่าวหลังจากที่หยุดรถเข็นที่หน้าประตูห้องนอน
‘‘เข้ามาได้เลย’’ เฟลิเซียตอบ
‘‘งั้นผมเข้าไปแล้วนะครับ’’ เมอริสได้ทำการบิดกลอนประตูจากนั้นเปิดประตูทิ้งไว้ และเข็นรถเข็นอาหารเข้าไปยังห้องนอนของเฟลิเซีย เขาจอดรถเข็นไว้ที่ข้างขวาของเตียง
‘‘คุณหนูครับเมนูอาหารวันนี้เป็ข้าวต้มปลาแซลม่อน และน้ำส้มคั้นนะครับ’’ เขาพูดพลางเปิดฝาครอบอาหารขึ้น เผยเห็นข้าวต้มเม็ดสีขาวและเนื้อปลาแซลม่อนสีส้มสีอิ่มสุกกำลังดีกลิ่นข้าวต้มอุ่นๆกับกลิ่นเนื้อปลาแซลม่อนต้มละมุนๆนั้น ช่างชวนหิวโหยเสียเหลือเกิน
‘‘โหน่ากินมากเลย’’ เฟลิเซียตื่นตาตื่นใจกับอาหารเช้าวันนี้ ‘‘งั้น ขอกินเลยละกันนะ เมอริส’’ เธอหยิบช้อนตักข้าวต้มและเนื้อปลาแซลม่อนชิ้นละเอียดคำเล็กๆเป่าเพื่อไล่ไอร้อนออกไปสักนิด และจากนั้นทานเข้าปาก ‘‘อื้มม อร่อยมากเลย’’ เธอกล่าวชมให้กับเมอริส
‘‘ผมดีใจนะครับที่คุณหนูชอบ’’ เมอริสกล่าวขอบคุณและยิ้มให้กับเธอ ‘‘ทานเยอะๆนะครับ’’
คุณหนูเพลิดเพลินกับการทานอาหารเช้าในวันนี้เป็อย่างมากเธอหยิบแก้วที่มีน้ำส้มคั้นขึ้นมาดื่มต่อ จังหวะนั้นเอง เมอริสมีความถามที่อยากจะถามเธอ
‘‘คุณหนูครับอาการที่หน้าท้องของคุณหนูเป็ยังไงบ้างครับ?’’ เขาถามด้วยความเป็ห่วง
‘‘อ๋อหายไปแล้วล่ะ’’ เฟลิเซียตอบเหมือนไม่มีอาการเ็ปแม้แต่น้อย
‘‘หืมมมหายไปแล้ว คุณหนูหมายความว่ายังไงหรอครับ?’’ เมอริสถามด้วยความสงสัย และในตอนนั้นเองภูติตัวน้อยที่คุณหนูเสกออกมาเมื่อคืนนี้ ได้บินลงมาเกาะที่หัวของเมอริส ทำเอาคุณหนูใว่า…มันยังไม่หายไปอีกหรอเนี่ย?!!
‘‘แล้ว ว่าแต่ … เ้าตัวเล็กนี่คืออะไรหรอครับคุณหนู?’’ เมอริสมองบนและพยายามเดาในใจว่านี่คือตัวอะไร จากนั้นจึงนั่งลงบนเตียงข้างๆรถเข็นที่จอดอยู่
เฟลิเซียคิดแล้วคิดอีกเธอคิดว่าควรจะบอกเื่นี้กับเมอริสดีมั้ยนะ เขาจะหาว่าฉันเพ้อเจ้อมั้ยเขาจะหาว่าฉันบ้ามั้ย จะหาว่าฉันงี่เง่าคิดไปเองรึเปล่า? เห้อออ …ช่างสับสนอะไรเช่นนี้แต่เมื่อกี๊ก็หลุดปากบอกเขาไปแล้วนี่นาว่าฉันหายดีเป็ปกติแล้ว มิหนำซ้ำ ไอเ้าตัวจิ๋วนี่ก็เผลอบินออกมาอีกด้วยโถ่เอ๊ย… ปรากฏตัวผิดเวลาสุดๆเลยนะเนี่ย เอาไงดีๆ…. ไหนๆก็ไหนๆเฟลิเซียจึงรวบรวมความกล้าและบอกความจริงกับเมอริสทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอเมื่อคืนบ้างพร้อมกับถลกเสื้อขึ้นเปิด่หน้าท้องเล็กน้อยให้เมอริสดูเป็หลักฐานว่าเธอไม่มีรอยฟกช้ำอะไรอีกแล้วแต่เธอเองก็รีบเอาเสื้อปิดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากเธอคิดว่าเธอไม่ควรเปิดเลือนร่างกายให้ผู้ชายคนอื่นเห็น
‘‘เข้าใจแล้วครับทั้งหมดเป็อย่างนี้นี่เอง’’ เมอริสพยักหน้าแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจถึงจะเข้าใจไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่เขาก็ไม่รังเกียจคุณหนูเฟลิเซียเลยแม้แต่น้อย
‘‘อืมงั้นก็ดีแล้วครับ’’ เขาลุกขึ้นยืนและทยอยเก็บเครื่องเงินต่างๆใส่บนรถเข็นเพื่อที่จะนำไปเข้าเครื่องล้างจานที่ห้องครัว เก็บของเสร็จก่อนที่เขาจะเข็นรถออกไปเขาพูดทิ้งท้ายว่า
‘‘บ่ายวันนี้คุณหนูอยากจะไปเดินเล่นในเมืองกับผมมั้ยครับ?’’ ขอพูดต่อ ‘‘ผมคิดว่าอยากจะพาคุณหนูไปผ่อนคลายหน่อยเผื่ออาจจะทำให้หายคิดมากกับเื่ที่ผ่านมานี้น่ะครับ’’
‘‘หืมจะดีหรอคะ คือหนูน่ะ..ไม่ค่อยได้ไปเลยน่ะค่ะ’’ คุณหนูทำหน้านอยด์เหมือนไม่ได้มีความรู้สึกถึงความตื่นเต้นเลยสักนิด อารมณ์ว่าทั้งชีวิตของเธอนี้อยู่แต่ในคฤหาสน์ถูกผู้ใหญ่ควบคุมและไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย
‘‘ไม่เป็ไรครับมีผมทั้งคน ผมช่วยคุ้มกันคุณหนูได้เสมอนะ’’ เมอริสตอบกลับเพื่อไม่ให้คุณหนูเป็กังวล
‘‘ไปกันเถอะนะครับคุณหนู’’ เขาพูดขอร้องชักชวนอีกครั้งหวังคุณหนูตอบตกลง
‘‘อื้องั้นสักบ่ายโมงเจอกันที่ลานน้ำพุนะ’’ คุณหนูเริ่มรู้สึกมีความอยากออกไปนอกคฤหาสน์บ้างแล้วล่ะ
‘‘ครับ ว่าแต่นี่ถือว่า … เดท รึเปล่าครับ?’’ เมอริสแกล้งถามเพื่อดูสีหน้าของเฟลิเซีย
‘‘ห เห??’’เฟลิเซียหน้าแดงเหมือนมะเขือเทศ ‘‘อ... เอ่ออออ……..’’ เธอพยายามหลบหน้าอันแดงๆของเธอจากสายตาของเมอริสและพูดไม่ออก
‘‘ผมพูดเล่นน่ะ แล้วเจอกันนะครับ’’ เมอริสยิ้มแก้มปริใบหน้าของเขาตอนยิ้มแต่ละหนนั้นดูมีเสน่ห์มากเลย เขาเดินออกจากห้องของคุณหนูเข็นรถเข็นไปยังห้องครัวเพื่อทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องเงินต่างๆ ส่วนคุณหนูนั้นก็ได้ไปเตรียมตัวอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดทครั้งนี้
ณลานน้ำพุหน้าคฤหาสน์เวลาบ่ายโมง
เมอริสได้ออกมารอต้อนรับคุณหนูเฟลิเซียเขาไม่เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เขายังคงใส่ชุดเครื่องแบบหัวหน้าพ่อบ้านประจำตระกูลเบลลิตตามเดิม ไม่นานนักเฟลิเซียได้เปิดประตูบ้านออกมาและเดินตรงไปหาเมอริส เฟลิเซียยังคงคอนเซ็ปต์การแต่งตัวแบบโลลิต้าตามเคยวันนี้เธออยู่ในชุดเอี๊ยมกระโปรงบานสีม่วงลาเวนเดอร์ยาวถึงหัวเข่าด้านในสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวมีจีบที่คอและปลายแขนป่อง ผูกริบบิ้นที่คอเสื้อสีดำสวมรองเท้าโลลิต้าสีดำ เธอดัดผมลอนและติดกิ๊บรูปผีเสื้อสีขาวน่ารักมีเม็ดไพลินห้อยลงมาจากกิ๊บของเธอ
‘‘รอนานมั้ยเมอริส?’’ เฟลิเซียเอ่ยถามตามมารยาท
‘‘ไม่เลยครับคุณหนู’’ เมอริสหน้าแดงเล็กน้อยมองบนและล่างั้แ่หัวจรดเท้าตามการแต่งตัวของเฟลิเซียเธอสวยและน่ารักมากเป็พิเศษทำให้ตัวเขารู้สึกน้อยใจเล็กน้อยที่ไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่กับคนเขาบ้าง
‘‘งั้นขึ้นรถกันเถอะครับ คุณหนู’’ เมอริสเปิดประตูรถให้กับคุณหนูเฟลิเซีย
เฟลิเซียเข้าไปนั่งในรถจากนั้นเมอริสถึงจะขึ้นรถต่อหลังจากเธอ เขาปิดประตูรถสนิทพร้อมบอกคนขับรถให้พาพวกเขาไปส่งที่ใจลางเมืองระยะเวลานั่งรถจากคฤหาสน์ไปยังตัวเมืองใช้เวลาประมาณ 20นาทีเฟลิเซียมองดูวิวข้างทางผ่านกระจกไฟฟ้า เธอตื่นเต้นกับการจะไปเที่ยวครั้งนี้อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอได้หายเบื่อจากการอยู่แต่ในคฤหาสน์ไปวันๆเหมือนเดิม ทางด้านของเมอริสนั้นเขาเพียงมองแต่สายตาอันเปล่งประกายของเฟลิเซียเขารู้สึกดีใจที่เขาได้พยายามทำให้เฟลิเซียมีความสุขมากยิ่งขึ้นเพราะถ้าเฟลิเซียมีความสุข ตัวเขาเองก็จะมีความสุขด้วยเช่นกัน
ณใจกลางเมืองเบลลิต
คนขับรถได้ทำการจอดรถรอไว้ที่ลานจอดเขาจะสแตนบายรอจนถึงประมาณ 5 โมงเย็นเขาลงจากรถและเปิดประตูรถให้กับเมอริสและเฟลิเซียเพื่อให้ทั้งสองลงจากรถได้ อากาศวันนี้มีอุณหภูมิประมาณ13-15 องศา ไม่เย็นเกินไป อบอุ่นกำลังดีเวลาตอนนี้ผู้คนก็ยังไม่พลุกพล่านกันมากนัก เหมาะเจาะต่อการเดินเที่ยวได้เต็มที่
‘‘เอาล่ะเราไปกันเถอะครับ’’ เมอริสจับมือซ้ายของเฟลิเซียทำเอาเฟลิเซียตอนนั้นหน้าแดงทันที
‘‘อ.. เอ่ออ … ค ค่ะ’’ เฟลิเซียตอบรับแทบเปลี่ยนสีหน้าไม่ทัน
เมอริสพาเฟลิเซียเดินข้ามถนนไปยังตรอกที่ล้อมรอบไปด้วยตึกสถาปัตยกรรมเก่าตรอกนั้นจะมีประมาณ 3-4 ซอย ล้อมรอบไปด้วยตึก 1-2 ชั้นที่ทำจากอิฐสีส้มอ่อน ประตูหน้าต่างและการตกแต่งภายในอาคารเป็สไตล์วินเทจ บนพื้นเป็พื้นมีผิวััของก้อนหินลูกเล็กใหญ่สลับๆกันไปกิจการแถวนั้นโดยมากจะเป็ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายของฝาก ร้านขายของชำ ร้านอาหารคาเฟ่ ร้านหนังสือ และอื่นๆอีกมากมาย ตรอกนั้นเป็หนึ่งในจุดแลนมาร์คที่ผู้คนและนักท่องเที่ยวจากเมืองอื่นมาเที่ยวที่นี่กัน
เฟลิเซียตื่นตาตื่นใจเมื่อเธอได้เห็นเหล่าผู้คนสัญจรไปมาเห็นกิจกรรมต่างๆข้างทางทั้งทางซ้ายและขวาที่น่าสนใจเต็มไปหมด มีคนเปิดหมวกเล่นดนตรีและมายากลข้างทางมีคนหาบเร่แผงลอย มีคนเล่นตุ๊กตามือหรือหุ่นเชิดให้เด็กๆดู เป็ต้น ในใจของเมอริสนั้นเขาพร้อมที่จะใช้เงินเดือนแรกที่เพิ่งได้รับมาจากเฟลิเซียใช้จ่ายทุกสิ่งเพื่อให้สาวน้อยมีความสุข
‘‘ว่าแต่เราจะไปที่ไหนกันหรอ?’’ เฟลิเซียถามระหว่างที่เดินอยู่
‘‘ไปร้านขายเสื้อผ้าครับผมพอจะรู้จักร้านที่เป็สไตล์บูทีคอยู่น่ะ’’ เมอริสมองแต่ทางที่จะมุ่งตรงไปยังร้านนั้น
‘‘เอ๊ะแต่ฉันเองก็มีเสื้อผ้าเยอะแล้วนะ ฉันใส่ไม่หมดหรอก’’ คุณหนูถามด้วยความสงสัย
‘‘เอาน่ะจวนจะถึงแล้วนะครับ’’ เขาเห็นป้ายชื่อร้านที่อยู่ด้านหน้าเขาแล้ว
ณร้านขายเสื้อผ้าบูทีคนั้น ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์น้อยมีรูปภาพแขวนตามฝาผนังเพียงแค่ 2-3 รูป ไฟในร้านสว่างแบบสลัวๆสีเหลืองครึมๆมีหุ่นลองเสื้อเพียงแค่ 2 ตัว มีชั้นวางของใช้เครื่องประดับและราวแขวนยาวๆ2 ราวเท่านั้น สินค้าประกอบไปด้วยเสื้อผ้าหลายรูปแบบ เสื้อโค้ท รองเท้ากระเป๋าถือ หมวก และผ้าพันคอ
‘‘คุณหนูหยิบอะไรก็ได้เลย ผมจ่ายให้ครับ’’ เมอริสลุ้นว่าเธอจะซื้ออะไร
‘‘เห?? แต่ว่าจะดีหรอคะ?’’ เฟลิเซียมีความรู้สึกเกรงใจ
‘‘อื้อ ดีสิไม่ต้องเกรงใจนะครับ เดี๋ยวผมรอ’’ เมอริสนั่งรอที่เก้าอี้ใกล้ทางเข้าประตูร้าน
เฟลิเซียถูกปล่อยให้เลือกเครื่องแต่งกายตามลำพังเธอคิดไม่ออกจริงๆว่าเธอจะเลือกซื้ออะไรดีเนื่องจากว่าที่คฤหาสน์ของเธอมีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าขนาดใหญ่มากและในห้องนั้นมีรองเท้าเกือบ 50 คู่เซ็ตเสื้อผ้าหลายร้อยเซ็ตพร้อมเครื่องประดับแต่อย่างไรก็ตามเธอก็ชอบใส่แต่เสื้อผ้าตัวเรียบๆเดิมๆอยู่ดี เธอใช้เวลาอยู่ในดงเสื้อผ้าประมาณครึ่งชั่วโมงจนกระทั่งเธอได้ไปเห็นผ้าพันคอยาวผืนหนึ่งเป็ผ้าพันคอไหมพรม เนื้อไหมพรมนิ่มถักลายสลับสีดำ เทา แดง ขาวตามลำดับผ้าพันคอมีความยาวถึง 80 เิเ ถ้าสวมใส่คนเดียวก็สามารถพับได้ถึง 3 ทบได้ราคาก็ไม่ได้แพงมาก อยู่ในระดับที่โอเค เธอหยิบผ้าพันคอผืนนั้นและเดินไปบอกเมอริส
‘‘ฉันเลือกผ้าพันคอผืนนี้ก็แล้วกันนะ’’ เธอตอบอย่างมั่นใจและไม่เปลี่ยนใจ
‘‘ทำไมถึงเลือกสิ่งนี่หรอครับแล้วไม่มีเสื้อผ้าที่อยากได้หน่อยหรอครับ?’’ เขาถามด้วยความสงสัย
‘‘ก็ลายมันโดดเด่นที่สุดในร้านแล้วน่ะสิผ้าพันคอผืนอื่นมีเพียงแค่สีเรียบไร้ลวดลาย อีกอย่างถ้าซื้อเสื้อผ้าไปเพิ่มอีกฉันเองคงไม่รู้เหมือนกันว่าจะเก็บไว้ที่ไหนดีน่ะ’’ เธอกล่าว
‘‘อืม ก็ได้ครับงั้นเดี๋ยวผมไปจ่ายเงินสักครู่นะครับ’’ เมอริสลุกขึ้นจากเก้าอี้และไปจ่ายเงิน ในระหว่างนั้นเองเฟลิเซียกำลังคล้องผ้าพันคอนี่ห่มทบไปมาแต่ด้วยความที่มันยาวมากๆและเธอไม่ค่อยใส่ผ้าพันคอสักเท่าไหร่ เธอทบไปทบมาแบบมั่วๆพันแล้วพันอีก บางทีก็คลายออก ทำให้เหมือนมันเกะกะกับเธอเป็อย่างมาก
‘‘คุณหนูผมช่วยครับ’’ หลังจากที่เมอริสชำระเงินเสร็จ เขาเดินมาช่วยพันผ้าพันคอให้กับเฟลิเซีย แต่ด้วยความที่ผ้าพันคอมันยาวมากเขาเลยทบคล้องคอของเขาและนำความยาวผ้าส่วนที่เหลือไปพันรอบคอของเฟลิเซียเหมือนที่คู่รักคู่อื่นๆเขาทำกัน
‘‘แบบนี้แหละดีออกไม่เกะกะแล้วเนอะคุณหนู’’ เขากล่าว อมยิ้มเล็กน้อย
‘‘เห? จะดีหรอคะ …นี่!! .. คุณจงใจทำให้มันเป็แบบนี้นี่!!’’ คุณหนูหน้าแดง ทำหน้าบูดบึ้งแบบเด็กน้อยที่ไม่ยอม
‘‘ก็ดีแล้วนี่ครับมันไม่เกะกะอีกแล้วไง งั้นเดี๋ยวเราไปหาของกินอะไรเล็กน้อยรองท้องกันเถอะครับ’’ เมอริสยิ้มและทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวเท้าเดินออกจากร้านนั้นเ้าของร้านรีบออกมาแจ้งทั้งสองคนว่า
‘‘คุณลูกค้าคะขออนุญาตถ่ายรูปเพื่อนำรูปภาพไปโปรโมทร้านได้มั้ยคะแต่ว่าเดี๋ยวทางเราจะให้รูปภาพนั้นเป็ที่ระลึกด้วยเช่นกันค่ะ’’
‘‘ได้สิครับ’’ เมอริสตอบตกลงโดยไมได้ถามเฟลิเซีย
‘‘ด เดี๋ยวสิถ้าอย่างนี้ ก็ต้องถอดผ้าพันคอก่อนสิใส่แค่คนเดียวพอ’’ เฟลิเซียคะยั้นคะยอถอดผ้าพันคอนั้นเพื่อจะให้เหลือแค่เมอริสเป็ผู้สวมใส่แค่คนเดียวแต่ก็ถอดไม่ออก
‘‘ก็ถ่ายทั้งๆแบบนี้สิครับจะเป็ไรไป เนอะ’’ เมอริสขยับเข้ามาชิดเฟลิเซียมากขึ้นจนตัวติด
‘‘อ อืมมมม’’ เฟลิเซียก้มหน้า หน้าแดงและพยายามมองไปที่กล้องโพลารอยด์ตรงหน้าที่อยู่ในมือของเ้าของร้าน ทางเ้าของร้านเห็นว่าทั้งคู่เหมือนจะพร้อมแล้วเลยยกกล้องโพลารอยด์นั้นขึ้นมาเตรียมถ่ายให้ทันที
‘‘พร้อมแล้วใช่มั้ยคะยิ้มสวยๆนะคะ 1…2…..3!!!’’
‘‘แช่ะ! แช่ะ!!’’
เ้าของร้านถ่าย2 รูป รูปแรกทางร้านจะเก็บไว้เอง ส่วนอีกรูปหนึ่งมอบให้เป็ที่ระลึกหล่อนได้มอบรูปภาพนั้นให้กับเมอริส เขารับรูปภาพจากเ้าของและกล่าวขอบคุณ จากนั้นทั้งสองคนก็ได้ก้าวเท้าออกจากร้านขายเสื้อผ้าบูทีคออกไป
เมอริสเดินจับมือกับเฟลิเซียเหมือนตอนแรกแต่รอบนี้ทั้งสองคนเดินแนบชิดใกล้กันมากกว่าก่อนหน้าด้วยความที่ผ้าพันรอมันรั้งไว้ ทำให้เดินระยะห่างออกไปอีกไมได้ ทั้งสองเดินตรงไปยังร้านกาแฟร้านหนึ่ง ร้านนั้นมีเพียงแค่Outdoor มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ไม่กี่ตัววางแนบชิดติดกัน ส่วนของ Indoorจะอนุญาตให้แค่พนักงานเข้าออกเท่านั้นเมอริสคิดว่าการนั่งโซนด้านนอกมันดีตรงที่คุณหนูสามารถเห็นคนสัญจรไปมาได้อย่างเต็มที่อีกทั้งการที่สูดอากาศหายใจบริสุทธิ์ข้างนอกอาคารมันก็ดีกว่าอยู่แต่ในห้องกล่องสี่เหลี่ยมคับแคบเขาจึงตัดสินใจพาคุณหนูมายังร้านนี้ เมื่อพวกเขาเดินมาถึงร้านพวกเขาได้ทำการเลือกที่นั่งที่มีโต๊ะและเก้าอี้ 2ตัวจัดวางใกล้ชิดติดกัน หลังจากนั้นบริกรของทางร้านนำเมนูมาให้ทั้งสอง
‘‘รับอะไรดีครับ?’’ บริกรชายถาม
‘‘ผมขอเป็ข้าวแกงกะหรี่ไก่ทอดครับ’’
‘‘หนูขอสลัดอโวคาโด้และพลาสต้ามีทบอลในซอสมะเขือเทศค่ะ’’
‘‘เครื่องดื่มรับเป็อะไรดีครับเมนูเครื่องดื่มที่ดังของที่นี่จะเป็ ชากุหลาบครับ’’ บริกรแนะนำ
‘‘งั้นรับชากุหลาบก็ได้ครับ’’ เมอริสตอบ
‘‘กรุณารอสักครู่นะครับ’’ บริกรเดินกลับไปยังร้านอาหารเพื่อยื่นออเดอร์ให้ทางห้องครัว ทั้งคู่รออาหารประมาณ 10-15 นาทีจากนั้นอาหารทั้งหมดก็ได้มาเสิร์ฟถึงที่บนโต๊ะอาหาร ทั้งสองคนได้ทานอาหารด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย
‘‘คุณหนูครับ อ้าปากสิครับ’’เมอริสตักข้าวแกงกะหรี่มาหนึ่งช้อนยื่นต่อหน้าคุณหนู
‘‘หืม??’’ เฟลิเซียยังคงเอะใจ
‘‘อ้ามสิครับ อ อ้ามมมมมมม’’ เมอริสยังคงยืนกรานเล่นกับเธอ
คุณหนูอ้าปากเล็กน้อยพอที่จะให้ข้าวในช้อนนั้นเข้าปากเธอได้เธอเคี้ยวข้าวและรู้สึกว่ามันอร่อยใช้ได้เลย
‘‘อร่อยใช่มั้ยครับ คุณหนู’’ เมอริสถาม
‘‘อื้อ’’ เฟลิเซียตอบ
‘‘คุณหนู ป้อนอะไรก็ได้ให้ผมบ้างสิครับ นะ’’ เมอริสยิ้มแฉ่งเตรียมอ้าปากกว้างแล้ว
คุณหนูคิดอะไรไม่ออกจึงใช้ส้อมจิ้มลงไปที่ก้อนมีทบอล และจากนั้นก็เอาเข้าปากเมอริสตอนที่เมอริสเคี้ยวก้อนมีทบอลก้อนโตอยู่นั้น แก้มของเขาตุ่ยเอามากๆ ตุ่ยใหญ่พอราวกับว่าเหมือนมีก้อนมีทบอลอีกสองก้อนอยู่บนหน้าของเขา
‘‘ขอบคุณนะครับ คุณหนู กินต่อกันเถอะ’’ เขาตอบหลังเพิ่งเคี้ยวเสร็จ
‘‘อื้อ’’ คุณหนูพยักหน้า
ระหว่างทานอาหารด้วยกันนั้นทั้งคู่ก็ได้เล่าเื่ประวัติของตนเองแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันเพื่อทำความรู้จักกันมากขึ้นมีทั้งเื่ตลกขบขันไปจนถึงเื่น่าเศร้าแต่บทสนทนานี้ก็ได้ดำเนินไปอย่างไม่ขาดตอนจนกระทั่งทั้งสองคนได้ทานอาหารกันจนหมดจานจากนั้นก็ได้ชำระเงินค่าอาหารและเดินเล่นกันต่อ เมอริสเลือกที่จะพาเฟลิเซียไปยังสวนสาธารณะของเมืองที่นั่นมีโซนออกกำลังกาย พื้นที่ปิกนิค โซนตกปลาและแม่น้ำลำธารอยู่เคียงข้างเขาอยากพาเธอไปนั่งเรือถีบชมวิวรอบๆเมือง เผื่อเธอจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ดี ทีแรกเขาอยากพาเธอลงเรือพายมากกว่าแต่ด้วยความที่ยังสวมผ้าพันคอคล้องกันทั้งคู่ อีกทั้งการนั่งเรือพายมันจะต้องนั่งหันหน้าเข้าหากันเขาจึงตัดสินใจเลือกเรือถีบแทน
เมอริสได้พาเธอลงเรือถีบและเขาเป็คนออกแรงถีบคนเดียวถีบเรือแล่นไปตามทางต่างๆ
‘’นกน้อย’’ คุณหนูแหงนหน้าออกนอกเล็กน้อย กางแขนข้างซ้ายหวังให้นกมาเกาะ
‘‘มานี่เร็ว’’ เธอยังคงอยากให้นกนางนวลตัวใดตัวหนึ่งมาเกาะที่แขนของเธอ
ไม่นานนัก ก็มีนกนางนวลสีขาวล้วนตัวหนึ่งมาเกาะที่แขนซ้ายของเฟลิเซียเธอลูบหัวและเกาคางด้วยความเอ็นดู นกตัวนั้นทำหน้าฟิน และจากนั้นมันก็บินออกไป
‘‘คุณหนูครับ ว่าแต่ …อะไรอยู่บนหัวของผมเต็มไปหมดเลยครับเนี่ย?-3-’’ เมอริสรู้สึกได้ยินเสียงจิ๊บๆและเหมือนมีขานกหลายขาทั้งจิกทั้งเกาะตามเส้นผมของเขา ลูกนกประมาณ 3-4ตัวได้บินเข้ามาเกาะเส้นผมของเขานั่นเองลูกนกคงคิดว่าผมของเมอริสเป็รังนกก็เลยมาเกาะกันหมด คุณหนูขำคิกๆด้วยความตลกแต่ก็นะ… ขืนให้ลูกนกพวกนี้เกาะนานเกินไปเขาคงจะเจ็บน่าดู
‘‘นี่ พวกเธอ บินออกไปเถอะนะ’’เฟลิเซียพูดกับลูกนก ‘‘เดี๋ยวเขาคนนี้จะเจ็บน่ะ… นะ’’ เธอยิ้มหวานให้กับลูกนกอีกเช่นกัน
ลูกนกแต่ละตัวหันหาเข้าหากันเหมือนพูดคุยปรึกษากันหลังจากนั้นก็บินออกจากศีรษะของเมอริสอย่างพร้อมเพรียงกัน เมอริสแปลกใจมาก เพราะมันเหมือนกับว่าเฟลิเซียอาจจะมีความสามารถที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้อย่างนั้นหรือ?? … ด้วยความคาใจเขาจึงลองถามเฟลิเซียดู
‘‘คุณหนูครับ คุณหนูเข้าใจภาษาสัตว์ด้วยหรอครับ?’’
‘‘เปล่านะ ทำไมหรอ?’’ คุณหนูสงสัยว่าเขาถามทำไม
‘‘ผมมีความรู้สึกว่านกพวกนั้นที่พวกเราเพิ่งเจอมาเมื่อกี้เหมือนพวกมันเข้าใจที่คุณหนูพูดน่ะ … แต่ก็ช่างเถอะครับ ไม่มีอะไร’’ อาจจะคิดไปเองก็ได้มั้ง แต่ว่าโมเม้นที่คุณหนูเล่นกับนกนี่มันช่างน่ารักเสียจริง เมอริสคิดในใจแต่ยิ้มค้างคนเดียวจนคุณหนูสงสัยในตัวเขา
‘‘หืมม ยิ้มอะไรคนเดียวหรอ?’’ เธอถามด้วยความสงสัย
‘‘นี่แน่ะ’’ เธอเอานิ้วชี้จิ้มแก้มและดึงแก้มเมอริสให้หายยิ้มค้าง
‘‘โอ๊ยยย เจ็บครับ เจ็บๆๆๆๆๆ’’ หน้ายิ้มของเขาถูกคลายออกแล้ว
‘‘โถ่ววว คุณหนู ทำแบบนี้ทำไมเนี่ย’’ เขาถามแบบประชดประชัน
คุณหนูขำคิกๆ รู้สึกสะใจที่ได้แกล้งเขาสำเร็จรอยยิ้มค้างตะกี๊ทำเอาคุณหนูมีความรู้สึกน่าหมั่นไส้เป็ที่สุดเลย ทั้งสองหัวเราะด้วยกันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วครู่นั้นและแล้วเวลาได้ผ่านไปไวจนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องกลับทั้งสองได้ออกจากเรือถีบที่ได้จอดไว้ที่ท่าน้ำ จากนั้นเดินตามทางฟุตบาทข้ามถนนและไปพบกับคนขับรถที่ลานจอดรถเดิม ทั้งคู่ขึ้นรถกลับคฤหาสน์กันโดยสวัสดิภาพ
เมอริสนำรูปโพลารอยด์คู่รูปนั้นตั้งวางไว้ที่โต๊ะโคมไฟข้างเตียงของเขา
‘คุณหนูครับขอบคุณนะครับที่มอบความสุขในวันนี้ให้กับผม’
‘ผมคิดว่า … ผมเริ่มชอบคุณหนูแล้วล่ะครับ’