เช้าวันใหม่ในอาราม์เริ่มต้นด้วยแสงแรกที่สาดส่องผ่านหน้าต่างห้องพักของดร๊อกป้าและอาโป เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นจากหอสูง ปลุกทุกคนให้ตื่นจากการพักผ่อน
ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ดร๊อกป้าลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ไม่ทันที่เขาจะลุกขึ้น อาโปก็ลุกไปเปิดประตูและเผยให้เห็นชายร่างใหญ่ในชุดสีน้ำตาล เขามีรูปร่างกำยำ เต็มไปด้วยมัดกล้ามหนาแน่นราวกับท่อนซุง ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราที่ดูน่าเกรงขาม
"..." ชายคนนั้นมองสภาพแก้ผ้าของชายหนุ่มผมขาวอย่างนิ่งงัน
"ไปแต่งตัวซะ!" ดร๊อกป้ารีบโยนเสื้อผ้าคลุมหัวชายหนุ่ม ก่อนจะผลักเขาไปข้างหลังแล้วมายืนแทนที่
"ขอโทษแทนด้วยที่ให้เห็นสภาพที่ไม่น่าดูแต่เช้า" ดร๊อกป้ารีบกล่าว
“...ไม่เป็อะไร ข้าชื่อบัลคา ได้รับคำสั่งให้มาสอนงานและดูแลพวกเ้าตลอดหนึ่งสัปดาห์ ั้แ่วันนี้ไปงานของพวกเ้าคือการไปตัดฟืนในป่าด้านหลังอาราม” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
ดร๊อกป้าพยักหน้า “รับทราบขอรับ”
บัลคาโยนขวานสองเล่มมาให้ “เ้าสองคนเอานี่ไป ข้าจะพาเ้าไปยังจุดที่ต้องทำงาน”
อาโปที่แต่งตัวเสร็จรับขวานมาไว้ในมือ มองอาวุธนี้ด้วยสีหน้านิ่ง แม้เขาไม่พูดอะไร แต่ดวงตาแสดงออกถึงความสงสัยเล็กน้อย
บัลคาหันหลังเดินนำทางไปยังพื้นที่ป่า ดร๊อกป้าและอาโปเดินตามเงียบๆ ระหว่างทางพวกเขาเห็นผู้รับใช้คนอื่นๆ กำลังยุ่งอยู่กับงานต่างๆ ทั้งการขนย้ายสิ่งของ ซ่อมแซมโครงสร้าง และจัดเตรียมอาหาร แต่เมื่อพวกเขาเดินผ่านทุกคนจะจ้องมองพวกเขา
ดร๊อกป้ายิ้มทักทาย แต่เมื่อเขาทำอย่างนั้น ทุกคนก็หันหน้าหนีไป
บรรยากาศดูแปลกเล็กน้อย อาจจะเพราะพวกเขาพึ่งเข้ามา
"ไว้ค่อยไปทักทายพวกเขากัน พวกเราจะอยู่ที่นี่อีกนาน..” ดร๊อกป้ากล่าว แต่ก็พบว่าชายหนุ่มผมขาวมองทุกอย่างด้วยความสนใจ ทำให้เขาถอนหายใจและกลืนคำพูดลงไป
เมื่อมาถึงเขตป่า พื้นที่ตรงหน้าดูรกและเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สูงใหญ่ กลิ่นไม้สดและเสียงนกร้องแ่เบาเพิ่มความสงบของธรรมชาติ บัลคาหยุดเดินก่อนจะหันมาพูด
“นี่คือเขตที่เ้าต้องทำงาน ต้นไม้ที่ข้า้าคือขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมาก เช่นต้นนั้น” เขาชี้ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่ขนาดเหมาะสำหรับตัด “อย่าตัดต้นเล็กกว่านั้น และอย่าล้ำเขตลึกเกินไป ถ้าไม่อยากหลงทาง”
“เข้าใจแล้ว” ดร๊อกป้าตอบด้วยความกระตือรือร้น ส่วนอาโปยังคงเงียบแต่จับขวานแน่น
“งานนี้ไม่ได้ง่าย ต้องใช้แรงและความอดทน ปกติต้องตัดคนละสิบต้นต่อวัน แต่เนื่องจากพวกเ้ายังอยู่สภาพไม่ดี เพราะงั้นช่วยกันตัดให้ได้สิบต้นก็พอ ถ้าเ้าสองคนทำได้ดี ข้าจะช่วยให้พวกเ้าได้รับงานอื่นที่เบาลง” บัลคากล่าวพร้อมกับหันหลังกลับ “ข้าจะกลับมาตรวจตอนเที่ยงวัน ถ้าฟืนไม่พอเพราะพวกเ้าอู้งาน พวกเ้าจะไม่ได้กินข้าวกลางวัน”
คำพูดนั้นทำให้ดร๊อกป้าตื่นตัวเล็กน้อย ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้กิน ถ้ายังไม่ได้กินข้าวกลางอีก ไม่อยากจะนึกสภาพตัวเอง เขาหันมามองอาโป “งั้นเรามารีบเริ่มกันเถอะ จะได้เสร็จไวๆ”
ดร๊อกป้าเดินไปยังต้นไม้ที่บัลคาชี้ไว้ เขาจับขวานด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยมั่นใจนักและลงมือตัด เมื่อฟันลงไปครั้งแรก เขาก็พบว่ามันยากกว่าที่คิด ความรู้สึกสั่นะเืปะทุไปทั่วทำให้เจ็บแปลบที่แขนซ้าย
เสียงขวานกระทบไม้ดังสะท้อนทั่วป่า ดร๊อกป้าหอบหายใจหลังจากฟันไปไม่กี่ครั้ง “นี่มันแย่กว่าที่คิด ทำไมเ้ายังไม่รีบตัดอีก”
อาโปเดินเข้ามายืนข้างๆ ไม่พูดอะไร มองท่าทางการเหวี่ยงขวานของดร๊อกป้า เขายืนมองอย่างเงียบๆ จนผ่านไปกว่าสองชั่วโมงดร๊อกป้าก็โค่นต้นไม้ต้นแรกลงด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เมื่อเห็นขั้นตอนการตัดไม้ทั้งหมด อาโปจึงก้าวเท้าเข้าหาต้นไม้โดยไร้คำพูด เขาจับขวานในมืออย่างมั่นคง น้ำหนักของมันดูเหมือนไม่มีผลกับชายหนุ่มผมขาว เขากวาดสายตาขึ้นลงเพื่อประเมินต้นไม้ จากนั้นจึงยกขวานขึ้นเหนือหัวด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไร้ความลังเล ขวานเหวี่ยงลงมาด้วยแรงและความแม่นยำ เสียงขวานกระแทกเนื้อไม้ดังแน่นชัดเจน ไม้แตกออกตามแนวที่เขาคาดการณ์ไว้ อาโปไม่หยุดพัก ไม่มีการลังเลในทุกการเหวี่ยง จังหวะการฟันของเขาต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
แสงอาทิตย์ลอดผ่านใบไม้เหนือหัว สาดเงาลงบนใบหน้าที่นิ่งสนิทของเขา ทุกจังหวะที่ขวานฟันลึกลงในเนื้อไม้ ไม่นานนัก รอยฟันก็ลึกพอจนต้นไม้เริ่มส่งเสียงดังครืดคราด
อาโปถอยหลังเพียงก้าวเดียว ต้นไม้ล้มลงด้วยเสียงดังสนั่น เขายืนมองผลงานของตัวเองโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ และหันไปมองดร๊อกป้าที่ยังยืนอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง
“เ้าทำได้ดูง่ายจังเลย”
อาโปตอบสั้นๆ น้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนเคย “มันไม่ยาก”
“มันง่ายสำหรับเ้านะสิ “ดร๊อกป้ากลอกตา “ถ้าข้ายังตัดแบบนี้ต่อไป ห้าต้นก็คงไม่รอด ข้าคงไม่ได้กินข้าวเที่ยงแล้ว” ดร๊อกป้ากล่าว ภารกิจคือตัดสิบต้น เพราะงั้นพวกเขาต้องแบ่งกันตัดคนละห้าต้น
อาโปไม่พูดอะไร มองต้นไม้ต้นต่อไปก่อนจะลงมือตัด
ดร๊อกป้ายืนพักต่อไปจนกว่าหายเจ็บ ก็เริ่มดำเนินต่อ เขาวนเวียนทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา ขณะที่ข้างหลังยังได้ยินเสียงต้นไม้ล้มทีละต้น
ต้นที่สอง…ต้นที่สาม…ต้นที่สี่…ต้นที่ห้า…และเมื่อเสียงต้นไม้โค่นลงเป็ครั้งที่หก
ดร๊อกป้าก็หันไปมองชายหนุ่มผมขาวอาโป
“เ้าทำอะไรนะ?”
“ตัดต้นไม้” อาโปตอบ
“แต่เ้าควรตัดแค่ห้าต้น เพราะข้าจะตัดอีกห้าต้น รวมกันเป็สิบต้น เ้าไม่ควรตัดต่อ”
อาโปเมินดร๊อกป้า ก่อนจะไปลงมือตัดต้นไม้ต่อ
“..ขอบคุณเ้ามาก” ดร๊อกป้ารู้สึกซับซ้อน ทั้งที่ปกติเป็คนที่แข็งแกร่งราวกับควายป่า แต่พอร่างกายาเ็กลับมาเป็ภาระคนอื่น ั้แ่ครั้งแรกเขาไม่เคยช่วยอาโป มีแต่ชายหนุ่มผมขาวที่ช่วยเหลือเขามาตลอด
ต้นที่เจ็ด…ต้นที่แปด
เพียงไม่นานชายหนุ่มผมก็ตัดต้นไม้ต้นที่แปดเสร็จ และเดินเข้ามาเพื่อจะตัดต้นไม้ที่ดร๊อกป้ากำลังตัดอยู่
“ไม่ต้องมาช่วยข้า อย่างน้อยขอตัดสักสองต้นก็ยังดี” ดรีอกป้ารีบกล่าว
อาโปไม่พูดอะไร มองดร๊อกป้าตัดอย่างค่อยเป็ค่อยไปจนเสร็จในที่สุด
“ฟู่” ดร๊อกป้าถอนหายใจยาวเหยียด
เวลาเที่ยงวันบัลคากลับมาพร้อมกับห่ออาหาร ตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นพวกเขาตัดต้นไม้ทั้งสิบต้นลงได้ บัลคามองไปยังทั้งสองคนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ทำไมคนหนึ่งที่สภาพกึ่งพิการกับอีกคนหนึ่งที่มีหุ่นผอมแห้งติดกระดูกถึงได้ตัดไม้เสร็จภายในหนึ่งวัน
“ทำได้ดีมาก เต็มที่ข้าคิดว่าจะได้แค่ห้าต้น แต่ไม่คิดว่าจะเสร็จภายในครึ่งวัน เวลานี้พวกเ้าก็ไปพักผ่อนต่อได้เลย เดี๋ยวข้าจะไปบอกให้คนนำมันไปผ่าฟืนต่อ”
“ขอบคุณท่านมาก” ดร๊อกป้ายิ้มกล่าว
“เมื่อเช้าข้าเสียมารยาทไม่ได้ถามชื่อพวกเ้า ขอโทษด้วยพวกเ้าชื่ออะไร” บัลคาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“ข้าดร๊อกป้า ส่วนสหายข้าชื่ออาโป เขายังไม่มีความทรงจำ แต่พวกเราช่วยกันตั้งชื่อไว้ก่อนเพื่อความสะดวก” ดร๊อกป้ากล่าวอธิบาย
"จริงสิ เกือบลืม" บัลคารีบกล่าว พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบขวดมาหนึ่งขวดยื่นให้ดร๊อกป้า
"นี่คือขวดยาที่ท่านหญิงฮเยฝากมา นางให้กินทุกวันก่อนนอน”
ดร๊อกป้ารับมาอย่างงงๆ ในใจนึกภาพหญิงสาวผมดำผู้นั้น
"ฝากท่านขอบคุณแทนข้าด้วย”
"ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะเจอท่านหญิงฮเย ไว้เ้ามีโอกาสก็ค่อยขอบคุณท่านหญิงเอง แบบนั้นจะดีกว่า ข้าไปก่อนละ" บัลคาส่ายหัวปฏิเสธ ก่อนจะเดินหันหลังกลับไป
ชีวิตที่ไร้จุดหมายของดร๊อกป้าก็มีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มแล้วอีกหนึ่งอย่าง
สักวันหนึ่งเขาจะไปขอบคุณนาง
หลังจากจบบทสนทนาพวกเขาต่างเดินทางกลับ ตลอดทางพวกเขาพบเจอผู้รับใช้คนอื่นและคิดจะทำความรู้จัก แต่ผู้รับใช้คนอื่น ๆ ที่เดินสวนกลับดูเหมือนจงใจหลีกเลี่ยงพวกเขา แสร้งทำเป็ยุ่งอยู่กับงานในมือ ดวงตาบางคู่แอบชำเลืองมอง แต่เมื่อดร๊อกป้าหันไปสบตา พวกเขาก็รีบก้มหน้าลง
เมื่อนึกถึงบรรยากาศเมื่อเช้า ทันใดนั้นดร๊อกป้าก็เข้าใจอะไรบางอย่าง ถึงความจริงที่เขาหลงลืมไปชั่วขณะ
ดร๊อกป้าเหลือบมองร่างสีขาวของอาโปที่ราวกับเป็คำสาป
ส่วนเ้าตัวนั้นยังไม่รู้เื่และยังมองไปยังสิ่งต่างๆ อย่างสนใจ
ภาพนั้นทำให้เขาปวดใจ และอดนึกถึงน้องสาวไม่ได้
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับข้างนอกแล้ว ผู้คนในอารามหลายคนยังดีกว่ามาก และไม่ได้แสดงอาการรังเกียจอย่างชัดเจน
ไม่อย่างนั้นอาโปคงเข้ามาอยู่ที่นี่ไม่ได้
“กลับเถอะ” ดร๊อกป้าพูดเสียงเบา ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายขึ้น เมื่อรู้ว่าที่นี่ก็ไม่ได้ต่างจากโลกข้างนอกเท่าไรนัก เขาก็จะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากแม่และน้องสาว เป็อาโปเท่านั้น
ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจเดินกลับห้องนอน วันนั้นพวกเขานั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องอย่างเบื่อหน่าย