คำตอบนี้ทำให้เยาหลานพอใจมาก
นางเห็นแก่หน้าของซูฉางเกอ
จึงยอมตกลงสอนเคล็ดวิชาเทพหลอมกายของเผ่าัปีศาจให้แก่เฟิ่งหว่านชิงอย่างเสียไม่ได้ แต่มีเงื่อนไขว่านางจะสอนเพียงครึ่งแรกเท่านั้น ส่วนเนื้อหาหลักในครึ่งหลังนั้นเกี่ยวข้องกับความลับภายในของเผ่าัปีศาจ คนนอกเผ่าไม่ว่าใครก็มิอาจเรียนรู้ได้
เยาหลานกล่าวว่า หากซูฉางเกอยินดีติดตามนางกลับไปยังเขตแดนอสูรโบราณเพื่อปกครองเผ่าัปีศาจทั้งหมด ไม่เพียงแต่เคล็ดวิชาเทพหลอมกายที่จะมอบให้ได้ แต่ยังมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นอีก...
ซูฉางเกอก้มหน้าเงียบไม่พูดจา
แม้ว่าเยาหลานจะมีอายุหลายสิบปีแล้ว แต่ตามธรรมเนียมของเผ่าัปีศาจ ตอนนี้ถือว่าเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกยังดูเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ ซูฉางเกอรู้สึกว่าตนเองยังไม่ได้บ้าบิ่นถึงขั้นนั้น
เขารีบส่งตัวเฟิ่งหว่านชิงให้เยาหลาน
หลังจากเตือนลูกศิษย์ตัวน้อยของตนถึงสิ่งที่ต้องระวังบางประการแล้ว ซูฉางเกอก็ตัดสินใจชิ่งหนีทันที
เยาหลานผู้นี้รับมือยากเกินไปแล้ว
แต่นี่คือนิสัยของนาง ต่อหน้าผู้อื่นนางจะมีท่าทางเ็าและหยิ่งยโส มีเพียงต่อหน้าซูฉางเกอเท่านั้นที่จะกระตือรือร้นราวกับเปลวไฟเช่นนี้...
เห็นชัดว่านางกระหายในตัวเขา...
ซูฉางเกอจากไปแล้ว จากไปอย่างรีบร้อน
เยาหลานจ้องมองแผ่นหลังของเขาพร้อมยิ้มอย่างยั่วยวนว่า
"แม้แต่แผ่นหลังยังหล่อเหลาขนาดนี้ สมกับเป็บุรุษที่ข้าหมายตาไว้จริง ๆ "
เฟิ่งหว่านชิงยืนอยู่ที่เดิมด้วยความทำตัวไม่ถูก
เยาหลานลอยมาตรงหน้านาง สีหน้าบนใบหน้าจิ้มลิ้มเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนในพริบตา ดวงตาสีม่วงของนางพิจารณาเฟิ่งหว่านชิงอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ ว่า "พร์แย่เกินไป มีเพียงรากฐานร่างกายที่พอใช้ได้"
สีหน้าของนางไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนตอนที่อยู่กับซูฉางเกอ แต่กลับกลายเป็ความเ็าแทน
เพราะอย่างไรนางก็เป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเขตแดนอสูรโบราณ ยามนี้ตบะอยู่ในระดับครึ่งก้าวราชันย์สูงสุด เมื่อมองไปยังเหล่าอัจฉริยะปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนที่เคยพบเห็นมา คนอย่างเฟิ่งหว่านชิงถือว่าย่ำแย่กว่าปกติจริง ๆ
หากนางไม่ใช่ลูกศิษย์ของซูฉางเกอ เยาหลานคงไม่แม้แต่จะชายตามอง
เมื่อได้ยินคำวิจารณ์ที่เยาหลานมีต่อตน เฟิ่งหว่านชิงรู้สึกไม่ยินยอมอยู่ในใจ พร์แย่แล้วอย่างไร พร์แย่ไม่ใช่สิ่งที่นางกำหนดได้เสียหน่อย...
"ผู้าุโ..."
เฟิ่งหว่านชิงกัดฟันเอ่ยปาก อยากจะพูดบางอย่าง
ทว่าทันทีที่ได้ยินคำเริ่มต้นสองคำ ดวงตาของเยาหลานก็เย็นเยียบลงทันที "เรียกใครว่าผู้าุโ? พี่สาวคนนี้เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะปีนี้เองนะ!"
"..."
เฟิ่งหว่านชิงลองเรียกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า "พี่เยาหลานเ้าคะ?"
เยาหลานพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า เด็กสาวคนนี้เรียกซูฉางเกอว่าอาจารย์ หากเรียกนางว่าพี่สาว จะทำให้ลำดับาุโสับสนหรือไม่?
"ในเมื่ออาจารย์ของเ้าส่งเ้าให้ข้า ภายในวันนี้ เ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้า!"
เฟิ่งหว่านชิงรีบพยักหน้า
เมื่อเห็นนางว่าง่ายเช่นนี้ เยาหลานก็ยิ้มบาง ๆ พร้อมสะบัดมือเบา ๆ เมฆหมอกมหาศาลก็ม้วนตัวเข้ามาห่อหุ้มพวกนางทั้งสองไว้ภายใน
"ข้าได้ปิดกั้นสถานที่แห่งนี้จากโลกภายนอกแล้ว นอกจากยอดฝีมือระดับราชันย์สูงสุด มิเช่นนั้นจะไม่มีใครรู้ว่าที่นี่มีคนอยู่"
"เอาละ เ้าถอดเสื้อผ้าออกก่อน"
สิ้นคำพูด
เฟิ่งหว่านชิงหน้าแดงด้วยความอับอาย ยืนอึ้งอยู่ที่เดิมโดยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร...
"ข้าพูดแล้วเ้าไม่ได้ยินหรือ? ที่ให้ถอดเสื้อผ้าก็เพื่อให้ดูดซับเืบริสุทธิ์ของัปีศาจได้ดียิ่งขึ้นเพื่อขัดเกลาร่างกาย ข้าไม่ใช่บุรุษ เ้ายังกลัวว่าข้าจะกินเ้าอีกหรือ?"
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเฟิ่งหว่านชิงแดงก่ำ
แต่ในใจกลับอดพยักหน้าไม่ได้ วิธีการทำงานของพี่เยาหลานผู้นี้ นางรู้สึกกลัวจริง ๆ ...
"ยังอยากแข็งแกร่งขึ้นอีกหรือไม่? ด้วยความสามารถของเ้าในตอนนี้ อยากจะทำให้อาจารย์ต้องขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายในวันพรุ่งนี้จริง ๆ หรือ?"
เมื่อเอ่ยถึงซูฉางเกอ เฟิ่งหว่านชิงก็เงยหน้าขึ้นทันที ในใจคิดว่าหากตนเองถูกนิกายคัดออก สายตาเ็าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของอาจารย์จะส่งผลอย่างไร นางพลันลนลานและรีบพยักหน้า "ข้าถอดเ้าค่ะ!"
...
นิกายเซียนกระบี่เมฆาแบ่งออกเป็เก้ายอดเขา
ยอดเขาหลักคือยอดเขาเทียนอวิ๋น!
ยอดเขาที่เหลืออีกแปดแห่ง นอกจากยอดเขาซ่อนกระบี่แล้ว ล้วนเป็สถานที่สำหรับศิษย์ใช้ฝึกฝนและใช้ชีวิต ส่วนยอดเขาซ่อนกระบี่นั้นเป็เขตหวงห้าม ศิษย์ทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้
ตำหนักชิงอวิ๋นของซูฉางเกอตั้งอยู่บนยอดเขาข้างเคียงแห่งหนึ่ง
ปกติแล้วมีผู้มาฝึกฝนที่ยอดเขาข้างเคียงไม่น้อย แต่หากเทียบกับยอดเขาหลักแล้วยังถือว่าด้อยกว่ามาก
สาเหตุหลักคือยอดเขาหลักมีพลังิญญาแห่งฟ้าดินมากกว่า ทำให้การฝึกฝนรวดเร็วยิ่งขึ้น
และที่ใต้ยอดเขาเทียนอวิ๋น มีลานศิลาเขียวแห่งหนึ่ง ลานกว้างนี้มีขนาดมหึมา ตรงกลางมีหินั์สีดำตั้งอยู่
นี่คือหินทดสอบิญญา!
ใช้สำหรับทดสอบความเข้มข้นของพลังิญญาในร่างกายของศิษย์เพื่อตรวจสอบระดับพลังบำพ็ญ
ซึ่งเป็ขั้นตอนแรกที่ต้องทำก่อนเริ่มการประลองใหญ่ของนิกายในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นจึงจะเป็การประลองจริง การทดสอบผู้าุโ และอื่น ๆ
ในขณะนี้
รอบ ๆ ลานกว้างมีผู้คนมารวมตัวกันไม่น้อย ล้วนเป็ศิษย์ที่เสร็จสิ้นภารกิจการฝึกฝนของวันนี้แล้ว และตั้งใจรีบมาทดสอบล่วงหน้า
การทดสอบล่วงหน้าจะไม่ถูกนับรวมในคะแนน แต่ช่วยให้พวกเขามีการเตรียมใจ
"เ้าหลี่เยว่นั่นมาทดสอบหรือยัง? ได้ยินว่า่นี้เขาใกล้จะบรรลุระดับสร้างรากฐานแบบกะทันหันแล้ว เห็นว่าโอ้อวดต่อหน้าคนอื่นไม่น้อยเลย"
"ไม่รู้สิ แต่เมื่อวานข้าเหมือนจะเห็นเขาไปที่หอโอสถิญญา"
"ไม่ได้าเ็ แล้วไปหอโอสถิญญาทำไม? หรือว่าการฝึกฝนมีปัญหา?"
"ช่างเขาเถอะ หลี่เยว่คนนี้อาศัยว่าตนเองเป็คนของหอลงทัณฑ์ อีกทั้งพี่ชายของเขาหลี่มู่เคยเป็หนึ่งในสิบศิษย์หลักของนิกายเรา จึงชอบไปรังแกศิษย์น้องที่เพิ่งเข้าสำนักอยู่บ่อยครั้ง ข้าล่ะเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด"
"ใช่ ดีแต่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ หลี่มู่พี่ชายของเขาก็เป็ตัวอะไรกัน นิกายทุ่มทรัพยากรมากมายเพื่อปั้นเขา แต่ผลลัพธ์ล่ะ จะไปก็ไปดื้อ ๆ !"
"ได้ยินว่า้าจากที่นี่เพื่อไปเข้าร่วมนิกายของราชวงศ์เซียนบางแห่ง กลัวว่าทางนั้นเขาจะไม่รับเข้ามากกว่า!"
ที่มุมนอกของลานกว้าง ใต้ต้นหลิว กลุ่มศิษย์เก่ามารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ขณะพูดคุยกัน พวกเขามองไปยังศิษย์น้องที่เดินขึ้นไปบนแท่นสูงเพื่อทดสอบพลังิญญาเป็ระยะ ดวงตาของพวกเขาเริ่มเต็มไปด้วยความกระหาย
"ครั้งนี้ผู้าุโซูเป็ผู้ดำเนินงานการประลองใหญ่ของนิกายด้วยตนเอง หากเฟิ่งหว่านชิงถูกคัดออก และผู้าุโซูไม่มีลูกศิษย์แล้ว เช่นนั้นพวกเรามิใช่จะมีโอกาสหรือ!"
"หากได้กราบผู้าุโซูเป็อาจารย์ ข้ารู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าการคว้าอันดับหนึ่งของการประลองเสียอีก!"
"ลูกศิษย์ของผู้าุโซู ย่อมไม่สามารถเป็ขยะที่ไร้พร์อย่างเฟิ่งหว่านชิงได้ อย่างน้อยต้องติดสิบอันดับแรกของการประลอง ถึงจะมีโอกาสถูกผู้าุโซูเลือก"
"ไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้ข้าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อติดสิบอันดับแรกให้ได้ รางวัลนั้นเป็เื่รอง การทำให้ผู้าุโซูจดจำและสร้างความประทับใจในใจท่านได้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด!"
พอพูดถึงซูฉางเกอ ศิษย์เหล่านี้ก็รู้สึกตื่นเต้นจนทนไม่ไหว ยิ่งอยากให้ถึงวันประลองใหญ่ของนิกาย เพื่อที่จะได้แสดงฝีมือต่อหน้าซูฉางเกออย่างเต็มที่ และทำให้ซูฉางเกอจดจำพวกเขาได้
"ระดับสร้างรากฐาน ขั้นสูงสุด!"
"หลี่เยว่ผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ได้ยินว่าหลังจากเข้าสำนักเขาก็เข้าร่วมหอลงทัณฑ์ ทั้งยังฝึกฝนวิชาและทักษะการต่อสู้ระดับปฐีของหอลงทัณฑ์ หากไม่ใช่ระดับิญญาก่อกำเนิด ใครจะเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้?"
"เฮ้อ การประลองใหญ่ของนิกายเราแบ่งตามระดับิญญาก่อกำเนิดพอดี ศิษย์ที่ต่ำกว่าระดับิญญาก่อกำเนิดจึงต้องเข้าร่วมประลองจริง ส่วนผู้ที่อยู่เหนือระดับิญญาก่อกำเนิดเพียงแค่ทดสอบพลังิญญาก็พอ มิเช่นนั้น หลี่เยว่คงไม่มีโอกาสได้โอหังเช่นนี้!"
มีเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังมาจากบนแท่นสูง
ที่ใต้หินั์สีดำ หลี่เยว่ชักมือกลับอย่างเรียบเฉย กวาดสายตามองสายตาอิจฉาของบรรดาศิษย์น้องรอบ ๆ ความภาคภูมิใจในใจของเขาได้รับการเติมเต็มอย่างมาก
ในหอลงทัณฑ์ ศิษย์สองคนที่อยู่เหนือเขาล้วนบรรลุระดับิญญาก่อกำเนิดแล้ว จึงไม่ต้องเข้าร่วมประลองจริง
และด้วยความสามารถของเขา แม้ว่าเมื่อสองวันก่อนจะได้รับาเ็เล็กน้อยจากน้ำมือของซูฉางเกอ แต่เขาก็ยังสามารถติดสิบอันดับแรกได้อย่างมั่นคง ถึงตอนนั้นไม่เพียงแต่จะได้รับรางวัลจำนวนมากจากนิกาย แต่อาจจะได้รับความสนใจจากซูฉางเกอ และเข้ามาแทนที่เฟิ่งหว่านชิงเพื่อเป็ลูกศิษย์ของซูฉางเกอก็เป็ได้
เมื่อถึงเวลานั้น จะมีทรัพยากรอะไรที่้าแล้วไม่มี?
หลี่เยว่ยิ้มอย่างลำพองใจ
ทันใดนั้นเขาเห็นร่างสองร่างเดินมาตามทางเดินหินเล็ก ๆ ใต้แท่นสูง ดวงตาของเขาก็เป็ประกาย รีบเดินลงไปทักทายอย่างนอบน้อม
"ท่านพี่ หัวหน้าตำหนักไป๋!"
เมื่อได้ยินเสียงของหลี่เยว่ หลี่มู่ที่กำลังคุยบางอย่างกับไป๋อวิ้นเฉินก็ชะงักฝีเท้า ขมวดคิ้วเล็กน้อย และทักทายด้วยความไม่พอใจว่า
"พรุ่งนี้จะประลองใหญ่ของนิกายแล้ว เ้าไม่ตั้งใจฝึกฝน มาทำอะไรที่นี่?"
หลี่มู่รู้จักน้องชายคนนี้ดี ไม่พ้นว่าอยากจะโอ้อวดความสามารถต่อหน้าศิษย์ใหม่เพื่อเติมเต็มความทะเยอทะยานของตนเองเท่านั้น
แต่ต่อหน้าไป๋อวิ้นเฉิน เขาไม่สะดวกที่จะพูดตรง ๆ จึงทำเป็ตำหนิไปตามพิธี
ไป๋อวิ้นเฉินกวาดสายตามองหลี่เยว่ด้วยความเ็า สำหรับศิษย์หอลงทัณฑ์ผู้นี้ นางไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีด้วยเลย แต่เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์กับหลี่มู่ จึงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่พยักหน้าอย่างเ็าแล้วก้าวเดินต่อไป
หลี่มู่ส่งสายตาเตือนหลี่เยว่ จากนั้นจึงรีบเดินตามไป
หลี่เยว่รู้สึกหน้าแตกและไม่พอใจในใจ เขามองแผ่นหลังของไป๋อวิ้นเฉินและหลี่มู่ที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป พร้อมกับถ่มน้ำลายในใจเบา ๆ
ตัวอะไรกัน ไม่ต่างจากหมาเลียเลย สุดท้ายเลียอย่างไรในใจของหัวหน้าตำหนักไป๋ก็ยังมีเพียงซูฉางเกอ...