เหล่าชาวบ้านพากันอุ้มร่างเด็กสาวที่สลบแน่นิ่ง ไปยัง เรือนลมวูบ เรือนพักที่เคยใช้รักษาเหล่าลูกศิษย์ลูกหา แม่ของเด็กสาวนั่งอยู่ข้างกายลูก พลางใช้ผ้าผืนนุ่มชุบน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์แล้วเช็ดไปตามแขนขาอันอ่อนแรง มือของเธอสั่นเทา น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงแก้มแทบไม่ขาดสาย
“บ่เป็หยังดอก...รอให้น้องได้ส่ำฟื้นก่อน แล้วกะค่อยกลับบ้านเด้อ”
“อึก…จ๊ะ”
ผู้เป็แม่ก้มหน้าลงจูบเบา ๆ ที่หน้าผากลูก ก่อนจะสะอื้นไห้ มือยังไม่หยุดเช็ดตัวให้ลูกสาว “ผีอีหยังมาเข้าสูลูกข่อยจั่งซั่นจ๊ะ…อึก…"
“ปอบ”
เรือนทั้งหลังเงียบงัน จนได้ยินเสียงลมหายใจขาดห้วงของบางคน ก่อนจะถูกฉีกขาดด้วยเสียงฮือฮา ลมหายใจสะดุดของชาวบ้านและนักศึกษาที่แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ปอบอีหยัง...แล้วเป็หยังคือมาสิงลูกข่อย?"
“ข่อยกะบ่ฮู้ดอก...” อรเอ่ยตอบช้า ๆ แววตานิ่งขรึม “แต่มันเป็ไปได้ ว่ามันหิวหรือบ่กะมันกำลังหาโตใหม่อยู่ ลูกเพิ่นยังน้อย มันเลยมาจองเอาไว้ก่อนกะบ่แน่...”
เสียงร่ำไห้จากผู้เป็แม่ดังขึ้นทันทีทันใด สะท้อนความสิ้นหวังจนแม้แต่คนฟังก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกจุกอก
ผีปอบ...
ชื่อเรียกที่ชาวบ้านต่างรู้จักดี มันคือผีร้ายในเงามืดของชุมชน ผีที่ไม่เลือกเหยื่อโดยดูวัยหรือเพศ และเมื่อมันหิว มันก็จะเข้าสิงร่างคน จนเหยื่อเหลือเพียงซาก
อรเติบโตมาท่ามกลางเื่เล่าเ่าั้ พ่อของเธอเคยไล่ผีด้วยอาคมบทเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป
เสียงหัวเราะประหลาดยังคงก้องอยู่ในหัวเธอ บทอาคมที่เธอร่ายก่อนหน้านี้ ไม่ใช่บทที่พ่อเคยใช้เสมอ มันคือบทใหม่ บทที่พ่อเคยสั่งให้ท่องไว้ แต่ไม่เคยบอกเหตุผล
มือเรียวยื่นผ้ายันต์พับเรียบ และสร้อยลูกปัดที่ผ่านการปลุกเสกไปให้แม่ของเด็กสาว
“อะ...ให้เพิ่นพกติดโตไว้เด้อ ส่วนผ้ายันต์ กะเอาติดประตูบ้านไว้ให้แน่น บ่มีหยังแล้ว...ข่อยขอโต”
อรยื่นผ้ายันต์พับเรียบและสร้อยลูกปัดซึ่งผ่านการปลุกเสกให้กับมารดาของเด็กสาว
เธอไม่ได้กล่าวคำใดเพิ่มเติม มีเพียงแววตาจริงจังเป็คำเตือนสุดท้าย ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงจากเรือน เหล่าชาวบ้านต่างแยกย้ายกันไปเงียบ ๆ อย่างรู้หน้าที่ ราวกับมีใครสักคนเป่าสังข์ประกาศปิดพิธี
ขณะที่อรก้าวลงจากเรือน เสียงฝีเท้าจากอีกฟากหนึ่งของผืนป่าก็ดึงสายตาเธอไป
หญิงสาวเพื่อนสนิทเดินสวนขึ้นมาเงียบ ๆ ใบหน้าของก้านพลูเปื้อนคราบน้ำตา ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ก้านพลูจะเดินเลยไปขึ้นเรือนอีกด้าน โดยไม่มีคำพูดใด ๆ ระหว่างกัน
อรไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา ไม่แม้แต่จะทักท้วงหรือเรียกไว้ เธอเพียงก้าวเดินต่อ แต่ยังไม่ทันพ้นแนวเรือนดี ก็ต้องชะงัก เบื้องหน้า ไม่ไกลนัก ร่างของใครบางคนยืนรออยู่ตรงนั้น หญิงสาวผู้ที่เธอเพียรตามหามาทั้งวัน
ร่างนั้นยังคงยืนนิ่ง ไม่ไหวติง ไม่มีคำพูด ไม่มีการขยับ
เพียงแค่...มองมาเงียบ ๆ เหมือนรอคอยให้เธอเดินเข้าไปหาตามเคย
“ยา...” อรรีบเข้าไปหา ใช้มือแตะตามแขน ตามไหล่ ลูบแนบเนื้อนุ่ม ๆ ราวกับกำลังตรวจสอบ ยาไม่หลีก ไม่สะท้าน เพียงแค่เฝ้ามองการกระทำทั้งหมดของอรด้วยแววตาไร้ระลอก“ขอคุยด้วยหน่อย ได้ไหม?”
อรจูงมือยาเดินเลี่ยงจากเรือน อ้อมไปยังแคร่ไม้ใต้เถียงนาเก่าที่อยู่นอกสายตาผู้คน บรรยากาศยามโพล้เพล้เริ่มแผ่คลุมไปทั่ว แสงสุดท้ายของวันสาดไล้ลงบนทุ่งหญ้า สายลมเย็นโชยอ่อนพัดผ่านเงียบ ๆ
“่นี้...ยารู้สึกอะไรแปลก ๆ บ้างไหม?” ยาเงยหน้ามอง ไม่ตอบในทันที ราวกับไม่เข้าใจ “แบบว่า...เหนื่อยกว่าปกติ หรือรู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว”
“…มี” เธอตอบมาสั้น ๆ
“แล้ว...เคยรู้สึกว่าหายตัวได้ไหม? อย่าง...เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้ แต่อีกทีไปโผล่ตรงอื่น?”
ยาเงยหน้าช้า ๆ แล้วตอบเหมือนเดิม “มี”
“ก่อนหน้านี้ ยา...ไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า?”
แววตาของยาสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ได้ตอบทันที
อรถามต่อด้วยเสียงที่เบาลง แฝงความลังเล
“เช่น...ไปกินของไหว้ หรือไปลบหลู่เ้าที่เ้าทาง?”
ยาเงียบ
เงียบอย่างน่ากังวล ราวกับจมดิ่งอยู่กับความคิดบางอย่าง
อรมองเพื่อนอย่างลังเล ไม่กล้าเร่งเร้า เธอได้แต่คิดในใจว่า สิ่งที่เห็นในตอนกลางวัน เงาดำ กลุ่มควัน ภูติผีที่ลอยวนอยู่เหนือยา บางที...มันอาจมาจากสิ่งที่ยาไปแตะต้องโดยไม่ตั้งใจ อีกทั้ง...หญิงแก่ที่เธอเจอในคืนก่อน ตาแดง ตัวลีบ หน้าตาหิวโหย อรแน่ใจแล้วว่าคือ ปอบ
มันอาจจะยังไม่สิงยาเต็มตัว แต่ก็คงไม่ใช่แค่เดินผ่านแล้วจบ และที่น่ากลัวกว่านั้น...คือยาอาจไม่รู้เลยว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว คนเมืองที่หลุดเข้าไปในแดนผี ไม่มีอาคม ไม่มีเครื่องราง ไม่มีแม้แต่คำสวดป้องกัน
สำหรับพวกมัน ก็คือเหยื่อสดใหม่ที่ถูกป้อนถึงปาก
อรหยิบตระกุดเล็ก ๆ จากกระเป๋ากางเกง แล้วยื่นไปให้หญิงสาวตรงหน้า
“พกนี่ไว้นะ ยา”
ยาเหลือบมองของในมือ แล้วพูดเสียงเรียบ “กูไม่ชอบพกอะไรพวกนี้”
“เชื่อเรานะ แค่่นี้ก็ได้...” น้ำเสียงอรคล้ายคำขอร้อง
ยาไม่ตอบ กลับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความไม่สบายใจ ทำให้อรต้องนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเหงา ความวิตกกังวลกัดกร่อนใจเธอจนไม่อาจปล่อยวางได้
อีกฟากหนึ่ง หลังพิธีไล่ผีปอบจบลง ก้านพลูปลีกตัวออกมาหลบเงียบอยู่ในชายป่าใกล้หมู่บ้าน สิ่งที่เธอได้เห็น ได้ยินในพิธีเมื่อสักครู่ยังคงฝังลึกในใจ มันช่างน่าขนลุกและไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
ใช่… มันคือ ‘ปอบ’ ตามที่อรได้พูดไว้
แต่เธอกลับไม่รู้ว่าจะบอกเพื่อนของเธออย่างไรดี ร่างหญิงชราน่าสะพรึงกลัวนั้น ยืนอยู่ตรงหน้า ผมที่ยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงเหมือนไม่เคยได้รับการหวี ริมฝีปากของหญิงชรานั้นคลี่รอยยิ้มน่ากลัวที่ทำให้ใจของก้านพลูแทบหยุดเต้น
‘ชู่ววววววว’
เสียงจุ๊ปากนั้นดังขึ้น สั่งห้ามไม่ให้ก้านพลูเอ่ยปากบอกอร หรือแม้แต่จะส่งเสียงใด ๆ ร่างหญิงชราจ้องมองทุกฝีก้าวของก้านพลูอย่างไม่วางตา รอยยิ้มน่ากลัวนั้นเหมือนซ่อนความลับดำมืดไว้ ทำให้ก้านพลูไม่กล้าสบตากลับไป
อรเดินหลบออกมาที่นี่เพื่อสงบใจไม่ให้หวาดกลัวมากไปกว่านี้ ขณะที่คนอื่นยังอยู่บนเรือนเล็กเพื่อติดตามอาการของเด็กสาวที่เพิ่งถูกผีเข้าสิง แต่แทนที่เธอจะอยู่คนเดียว กลับมีร่างหนึ่งที่เธอไม่อยากพบเจอมากที่สุดยืนอยู่ตรงหน้า
ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมร่างก้านพลูอีกครั้ง ลำตัวเธอสั่นเทา ราวกับไม่อาจควบคุมความกลัวได้ แม้สีหน้าของร่างนั้นจะนิ่งเฉย แต่ดวงตาที่เย็นเยียบกลับเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว
“มะ… มึงทำแบบนี้ทำไม…” ก้านพลูเอ่ยถามเสียงสั่น ไม่กล้าสบตาแม้แต่น้อย
ยาเดินเข้ามาหาก้านพลูช้า ๆ ริมฝีปากค่อย ๆ ฉีกยิ้มกว้างอย่างน่าขนลุก “เป็หยังล่ะ… ย่านบ่?” นิ้วเรียวชี้เคลื่อนไปแตะที่ปากของก้านพลูเบา ๆ ก่อนส่งเสียงจุ๊ปาก “ชู่วววววว”
ก้านพลูรีบวิ่งหนีออกมาด้วยอาการสั่นเทาใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอไม่เคยพบเจอใครที่น่ากลัวและเต็มไปด้วยความลึกลับขนาดนี้มาก่อน คนที่ทำให้เธอกลัวจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยความจริงต่ออรได้ คนที่แบกบาปหนาทึบไว้จนเปล่งรัศมีความน่ากลัวออกมาทุกฝีก้าว...
ยามค่ำคืนหวนคืนกลับมาอีกครั้ง แสงจันทร์ส่องกระทบเรือนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเงียบสงบ ก้านพลูแม้จะยังไม่พร้อมเผชิญหน้าเพื่อนรัก แต่ก็เลือกกลับมาที่เรือน เพราะรู้อย่างแน่ใจว่า ที่นี่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอมากกว่า
เธอจัดการธุระเงียบ ๆ และเดินเข้าห้องนอนไปโดยไม่แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยวาจากับอรที่นั่งนิ่งอยู่บนแคร่กลางเรือน
อรไม่สนใจสายตาที่ทอดผ่านมาท่ามกลางลมหายใจเงียบงัน เธอยังคงนั่งท่องอาคมโบราณที่ตกทอดจากบรรพบุรุษ ปากพร่ำบทสวด มือจรดเส้นยันต์บนผืนผ้าอย่างมั่นคง เป็การฝึกวิชาให้มั่นคงยิ่งขึ้น
เสียงไม้เท้ากระทบพื้นไม้ดังเป็จังหวะขึ้นจากอีกมุมของเรือน พ่อท่านค่อย ๆ ก้าวออกมาจากความมืด แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างอร
“มื้อนี้เป็จังได๋แน…” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเบา “บัดเห็นเ้าคำปุ่นเว้ามาว่ามื้อนี้เ้าไปปราบผีมาบ่?”
“จ๊ะ…ผีปอบ” อรตอบเรียบ
“หึ...คงสิหิวคักล่ะฮั่นน้า ถึงได้ออกมาคุ้มคลั่งจังซี่” พ่อท่านถอนหายใจราวกับพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นจนชินชา
อรเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“มื้อนี้ลูกได้ท่องอาคมไล่ผีตามที่พ่อเคยสอน แต่มันบ่เป็หยังเลย…ข่อยเลยต้องท่องอาคม ปราบปอบ แทน”
เธอเงยหน้ามองสบตาผู้เป็พ่อ “มันต่างจากผีตนอื่นจั่งได๋จ๊ะพ่อ?”
เสียงสรรพสัตว์ในค่ำคืนยังคงบรรเลงกล่อมป่าอยู่เื้ั แต่ภายในเรือนกลับสงัดราวกับเวลาหยุดเดิน
“ฟังเด้อหล่า... ปอบมันบ่ได้เกิดลอย ๆ มันเกิดจากใจคน” พ่อท่านพูดช้า ๆ แต่หนักแน่น “มันเกิดจากความอยาก ความโลภ ความอิจฉา คนที่เรียนไสยเวทย์ไว้หลาย แต่ใช้บ่เป็…ใช้เฮ็ดให้คนหลง ใช้เฮ็ดให้ได้มาแบบผิดทาง สุดท้าย...ก็กินวิชาเข้าตัว”
อรเงียบกริบ ขณะที่พ่อท่านพูดต่อ
“คนเฒ่าเพิ่นว่า ปอบมันบ่ได้อยู่โตเดียวดอก มันเฮ็ดเครือเฮ็ดสายส่งต่อให้ลูกหลาน โดยที่เพิ่นกะบ่ฮู้โต หมู่มันบาปหนาหนัก ไปผุดไปเกิดกะบ่ได้ ต้องอาศัยลูกหลานสืบต่อลมหายใจอยู่จั่งซั่นล่ะ”
“แล้วเป็หยังมันคือสิงแก้วตองล่ะจ๊ะ?”
ชื่อของเด็กสาวผู้โชคร้ายหลุดออกมาจากปากอรด้วยน้ำเสียงเจ็บลึก
แก้วตอง...เด็กสาวอ่อนวัยผู้มีแต่รอยยิ้มอ่อนโยน อาศัยอยู่กับแม่เงียบ ๆ ไม่เคยสร้างเื่ให้ใคร แค่ช่วยแม่ทำงานบ้านและใช้ชีวิตอย่างธรรมดา ทำไมถึงต้องมาเผชิญชะตากรรมแบบนี้
“แก้วตองมันยังน้อย ขวัญบ่แข็งแรง เลยเป็ที่ปอบสิงง่าย คนใจอ่อน ปอบเลยหาฮังฮวดมาเกาะ” พ่อท่านตอบ
“บ่มีเหตุผล!” อรเอ่ยเสียงดังด้วยความเจ็บใจ “จั่งซี่หลังจากนี้...แก้วตองสิเป็จังได๋จ๊ะ?”
พ่อท่านมองลูกสาวนิ่งนาน แววตานั้นหนักแน่นและลึกจนเหมือนกำลังชั่งตวงคำตอบบางอย่างอยู่ภายใน สีหน้าเรียบเย็นไม่ไหวติง แต่แฝงร่องรอยบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“บ่เป็หยังดอก... มื้อนี้มันแค่สิ มาเตือน”
“เตือน?”
ฟ้าเริ่มครึ้ม เสียงลมเปลี่ยนทิศ พัดกรูเข้ามาตามช่องไม้เก่า กลิ่นดินเปียกแตะจมูกเบา ๆ ก่อนใบไม้ปลิวสะบัดกระแทกเข้าหน้า ทั้งเรือนเงียบงันราวรออะไรบางอย่างจะเทลงมา
“ไปนอนไปหล่า...ดึกแล้ว พรุ่งนี้สิได้ตื่นมาไหว้พระแต่เซ้า”
พ่อท่านว่าพลางลุกขึ้นช้า ๆ และเดินจากไปท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มโปรยปราย
เม็ดฝนเริ่มหยดลงประปราย สาดซัดเบา ๆ ลงบนร่างอรที่นั่งเหม่อมองไปยังความว่างเปล่า ในความเงียบงันนั้น ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงฝนร่วงหล่น…แต่ในใจเธอกลับกึกก้องด้วยความกังวลหนักหน่วง
อรนั่งนิ่งท่ามกลางความโดดเดี่ยว เสียงฝนกระทบที่หลังคาอย่างแ่เบา ทุกลมหายใจ ทุกความคิดในหัวกำลังพันกันเป็เงื่อนปม ความรู้สึกไม่สบายใจนั้นราวกับลอยมาเป็เงามืดที่คลืบคลานเข้ามาใกล้ชิด จับจองหัวใจของอรจนแ่า ชั่วขณะนั้น.