ซูอี้โจวคาดไม่ถึงว่ามารดาของตนจะเอ่ยคำพูดที่ไร้สาระเช่นนี้ออกมาได้ก็ถึงกับตะลึงงันไปครู่ใหญ่ กว่าจะตั้งสติได้แล้วสบสายตานางอย่างจนใจ
"ท่านแม่ ท่านพูดอะไรกัน?"
ตอนนี้เขาไม่อยากข้องเกี่ยวกับใครทั้งสิ้นนับประสาอะไรกับมีเป็นโขยง!
อีกอย่างในฐานะคนยุคปัจจุบัน เขาไม่อยากเลียนแบบชายในยุคโบราณที่แต่งภรรยาได้หลายคนพฤติกรรมเช่นนี้เป็นการไม่ให้เกียรติสตรีอย่างยิ่ง
ลองคิดดูว่าหากน้องสาวของเขาต้องถูกผู้ชายกระทำเช่นนั้นในอนาคตเขาจะฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ อย่างแน่นอน!
เมื่อเห็นว่าซูอี้โจวมีท่าทีจริงจังไม่เหมือนแสร้งทำ สีหน้าของจางอ้ายหลินก็ดีขึ้นเล็กน้อย"ก็แค่นั้นแหละ ข้ารู้ว่าลูกชายของข้าไม่ใช่คนเช่นนั้น!"
หลังจากเอ่ยชมไปประโยคหนึ่งจางอ้ายหลินก็อยากจะถามต่อ ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็พบว่าลูกชายของตนวิ่งออกไปเสียแล้ว ในท้ายที่สุดก็ได้แต่ทำปากเบ้อย่างจนใจแล้วสะกิดแขนเสื้อซูอี้หว่าน "หว่านหว่านเจ้าว่าหญิงสาวทั้งสามคนนั้น พี่ชายเจ้าจะชอบใคร?"
ซูอี้หว่านก็คาดไม่ถึงว่าพี่ชายจากไปได้ไม่นาน ท่านแม่ก็จะโยนคำถามมาให้นางเสียแล้ว
"ท่านแม่ ข้าจะรู้ได้อย่างไร แล้วท่านแม่ล่ะเจ้าคะ ท่านชอบใคร?"
ซูอี้หว่านโยนคำถามกลับไปบ้างจางอ้ายหลินได้ฟังก็ถึงกับตะลึงงัน ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้าอย่างลำบากใจ "คุณหนูใหญ่ตระกูลฉินอ่อนหวานสง่างามคุณหนูรองตระกูลฉินสดใสร่าเริง ส่วนคุณหนูตระกูลหงผู้นั้นก็อ่อนโยนน่ารักข้าว่าดีไปหมด เลือกไม่ถูกจริงๆ..."
จางอ้ายหลินถอนหายใจอย่างลำบากใจซูอี้หว่านกลับอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แล้วพูดราวสาดน้ำเย็นใส่
"ท่านแม่ ท่านพูดราวกับกำลังหาภรรยาเองกระนั้นแหละอย่าลืมสิว่าตอนนี้พี่ชายยังไม่ได้ปักใจชอบใคร ท่านอย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย"
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ซูอี้หว่านก็พลันนึกสงสารพี่ชายในใจขึ้นมาไม่คิดเลยว่าชาติก่อนจะไม่เคยเจอปัญหาถูกเร่งเรื่องคู่ครองครั้นมาอยู่ในยุคสมัยโบราณ แม้จะไม่มีญาติผู้ใหญ่ให้วุ่นวายใจแต่ท่านแม่ที่ปกติเป็นคนมีเหตุผลที่สุด กลับเร่งเร้าเรื่องนี้เสียได้
ตอนนี้ยังมีพี่ชายคอยรับหน้าแทนภาระของนางจึงเบาลงบ้าง หากปัญหาของพี่ชายได้รับการแก้ไขไปแล้วละก็จะไม่ถึงคราวนางหรือ?
แม้แต่ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนก็ยังหยอกล้อนางกับจวิ้นอันอยู่บ่อยๆซูอี้หว่านแทบไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าหากในอนาคตไม่มีพี่ชายคอยดึงดูดความสนใจของท่านแม่นางจะต้องถูกเร่งรัดไปถึงเพียงไหน?
ไม่รู้เพราะเหตุใดนางพลันนึกถึงเมื่อหลายวันก่อนที่พี่ชายกล่าวว่าเจอคนบนท้องถนนที่หน้าตาเหมือนบิดามากซูอี้หว่านก็พลันเกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา
นางคิดว่าที่ท่านแม่ในตอนนี้เริ่มเร่งการแต่งงานอย่างกะทันหัน คงเป็นเพราะว่าท่านว่างเกินไปไม่มีเรื่องอื่นหรือผู้ใดที่สามารถดึงดูดความสนใจที่มากเกินไปของท่านได้
ชาติก่อนไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตาในสมองก็ไม่กล้าที่จะลืมเรื่องการฆ่าซอมบี้ในชาตินี้กลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่ามากทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป ย่อมมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ
รอจนกว่าจะสามารถตามหาบิดามาได้จริงๆไม่ว่าจะเป็นบิดาของนาง หรือบิดาของร่างเดิมคาดว่าคงสามารถดึงความสนใจของท่านแม่ไปได้มาก
ท่านแม่ดูแลพวกนางสองพี่น้องมาหลายปีแล้วถึงเวลาที่ต้องพิจารณาเรื่องความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ในฐานะที่เป็นลูกสาวนางก็ควรจะช่วยพิจารณาอย่างกระตือรือร้น
ซูอี้หว่านอมยิ้มน้อยๆตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า เมื่อพี่ชายกลับมาถึง นางจะเอ่ยถึงแผนการนี้กับเขาคงจะได้รับการสนับสนุนจากเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
จางอ้ายหลินยังไม่รู้ว่าลูกสาวของตนกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้นางยังคงครุ่นคิดอย่างจริงจัง ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ลูกชายรีบแต่งภรรยาจะได้มีหลานชายหลานสาวไว้ให้ชื่นชม
จริงดังคาดเป็นเช่นเดียวกับที่ซูอี้หว่านได้คิดไว้ กล่าวได้ว่าช่วงนี้จางอ้ายหลินรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้างนางจึงอยากหาอะไรทำเพื่อระบายเรี่ยวแรงที่มากเกินจำเป็น
ในขณะที่จางอ้ายหลินกำลังกลุ้มใจอยู่นั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตูจากนั้นชายที่มีใบหน้างดงามเป็นพิเศษก็เดินเข้ามา
เมื่อเห็นเขาดวงตาของจางอ้ายหลินก็เป็นประกายขึ้นมาทันที รีบลุกขึ้นไปต้อนรับในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะดึงซูอี้หว่านไปด้วย "จวิ้นอันกลับมาแล้ว เจ้าเหนื่อยมากหรือไม่?"
ด้วยท่าทีห่วงใยราวกับเอ็นดูผู้น้อยของจางอ้ายหลินทำให้เซียวจวิ้นอันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เซียวจวิ้นอันมองไปทางซูอี้หว่านพลางส่ายหน้า "ท่านป้า ข้าไม่เป็นไร"
กล่าวพลางหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ"ยอดสั่งจองในวันนี้ไม่ได้น้อยกว่าเมื่อวานเลย"
เขามองไปยังรถเข็นที่จอดนิ่งอยู่ในลานบ้านก็พอจะรู้ได้แล้วว่า "ดูท่าทางของที่เตรียมไว้ในวันนี้ก็ยังขายไม่พอ"
เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบังซูอี้หว่านพยักหน้า "วันนี้ขายดิบขายดีเชียวแหละท่านเข้ามาพักผ่อนก่อนเถิด บ่ายนี้จะได้เตรียมของสำหรับออกร้านพรุ่งนี้"
เมื่อวานนางเตรียมของไว้มากพอสมควรวันนี้จึงไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก ด้วยเหตุนั้นนางจึงวางแผนที่จะเตรียมของให้พร้อมสรรพยิ่งกว่าเดิมในวันพรุ่ง
เงินทองมีอยู่ตรงหน้าไม่คว้าก็เท่ากับคนเขลา อาศัยจังหวะที่การค้าเฟื่องฟู กอบโกยเงินทองให้คุ้มค่าเพราะเงินทองคือหลักประกันแห่งความมั่นคงในจิตใจ
ตอนนี้พวกนางถึงจะลงหลักปักฐานในเมืองอวิ๋นเฉิงแล้วแต่ที่อยู่อาศัยก็เป็นเพียงเรือนเช่า มิใช่ว่าขาดแคลนเงินทองที่จะซื้อวันหน้าจะต้องระหกระเหินไปแห่งหนใด ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดการณ์
ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด เงินทองก็สำคัญที่สุด
ชีวิตสองวันแรกที่เพิ่งมาถึงที่นี่ช่างเหมือนการหลบหนีภัยพิบัติ นางเข็ดหลาบกับชีวิตเช่นนั้นยิ่งนัก
เซียวจวิ้นอันไม่เคยปฏิเสธคำพูดของนางได้เมื่อได้ฟังก็เพียงพยักหน้า เอ่ยอย่างตั้งใจจริง "หากมีสิ่งใดให้ทำ เจ้าเรียกข้าได้เลย"
กล่าวจบเขาก็มองสำรวจไปรอบๆ ลานบ้าน ถามด้วยความสงสัย "เหตุใดจึงไม่เห็นพี่โจว?"
ซูอี้หว่านได้ยินก็ตอบไปตามตรง"เขาคงจะออกไปซื้อไม้ หรืออะไรทำนองนั้น"
"ซื้อไม้?" เซียวจวิ้นอันสงสัยเมื่อวานเพิ่งจะทำซึ้งนึ่งไปจำนวนมาก หรือว่ายังไม่พอใช้อย่างนั้นหรือ?
เห็นท่าทางราวกับสนใจของเขาบวกกับอารมณ์ของซูอี้หว่านในตอนนี้ก็ค่อนข้างดี นางจึงอธิบายให้เขาฟังคร่าวๆเล่าเรื่องป้ายหมายเลขให้ฟัง
เซียวจวิ้นอันได้ฟังก็กล่าวชมเชยซ้ำๆว่าเป็นวิธีที่แยบยล ซูอี้หว่านได้ฟังก็รู้สึกดีใจขึ้นมา
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามซูอี้โจวก็กลับมาในไม่ช้า ข้างหลังยังมีลูกมืออีกสองคนลากเกวียนบรรทุกไม้มาหลายตะกร้า
ในตอนที่จ่ายเงินซูอี้หว่านก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ไม้จำนวนมากเช่นนี้กลับมีราคาเพียงสามสิบกว่าอีแปะเท่านั้น ถูกเกินไปแล้วหรือไม่?
เมื่อเห็นสีหน้าไม่เชื่อสายตาของนางรอจนคนจากไปแล้ว ภายใต้การคะยั้นคะยอของนาง ซูอี้โจวจึงเผยความจริงออกมาในที่สุดพลางอธิบายเหตุผลด้วยรอยยิ้ม
ปรากฏว่าไม้เหล่านี้เป็นเศษไม้ที่เหลือจากการทำเครื่องเรือนของร้านไม้ ซึ่งไม่มีค่าอะไรนักเพราะมีขนาดเล็กเกินไป ยากที่จะนำไปทำสิ่งของที่ดีได้
อีกทั้งร้านไม้เหล่านั้นก็รับทำเครื่องเรือนให้แก่ผู้คนอยู่เสมอเศษไม้เช่นนี้จึงมีจำนวนมากทุกวัน ไม่ได้หายากอะไร เมื่อได้ยินว่าเขาต้องการซื้อคนของร้านก็ส่งมาให้อย่างไม่รีรอ