3
หนิงจิ้งมองท่าทางหมาหงอยของเด็กหนุ่มยมทูตอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีเื่นี้ความจริงแล้วสาเหตุนั้นดูเหมือนจะเป็ตัวเธอเองก็จริงแต่เธอเชื่อว่า์รู้ดี เื่ลมหายใจยมทูตที่หลุดปากพูดออกไปนั้นใครเล่าจะรู้ว่ามันเป็เื่จริง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเ้าเด็กนี่ เธอก็คงจะต้องมีส่วนรับผิดชอบอยู่บ้างจริงๆนั่นแหละ
เด็กหนุ่มยมทูตเหลือบมองสีหน้าหนิงจิ้งพลางสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนาในใจลอบคร่ำครวญ พี่สาวคนสวย หากพี่ยังไม่รับปากอีกล่ะก็ น้ำตาผมจะหมดก๊อกจริงๆแล้วน๊าาา... พี่รับปากช่วยผมสักทีสิคร้าบบบ...
“เอาล่ะๆ เลิกร้องไห้คร่ำครวญสักที่เถอะน่าช่วยก็ช่วยสิ เื่ไม่ได้หนักหนาอะไรไม่ใช่เหรอ? ิญญาอาฆาตเก้าสิบเก้าดวงอันที่จริงก็ไม่ได้มากมายอย่างที่นายคิดหรอก เชื่อเถอะว่าไม่นานก็ต้องหาได้ครบแน่เอาเป็ว่าตอนนี้นายตามฉันกลับไปแล้วก่อนก็แล้วกันแล้วนี่นายต้องกลับไปเก็บของหรือบอกอะไรใครก่อนรึเปล่าน่ะ?”
เด็กหนุ่มยมทูตส่ายหน้าหวือั์ตาที่ผ่านการชะล้างจากหยาดน้ำตา ใสกระจ่างชวนเอ็นดู ทำเอาหนิงจิ้งใจอ่อนยวบ
“ไม่จำเป็หรอก นี่ก็เสียเวลามากแล้วผมว่าเราไปกันเลยดีกว่า จริงสิ!ป่านนี้ไม่รู้ว่าทางฝั่งพี่ที่นั่นจะวุ่นวายกันไปแค่ไหนแล้ว เพราะถ้าผมจำไม่ผิดล่ะก็เวลาของทั้งสองมิตินี้มันไม่เท่ากันไม่แน่ว่าป่านนี้คนที่บ้านพี่อาจคิดว่าพี่ตายไปแล้วก็ได้!”
หนิงจิ้งใหน้าซีดคิดไปว่าหากเธอติดอยู่ที่นี่นานไป กลับไปอีกทีทางนั้นผ่านไปสิบปีร้อยปีแล้วเื่คงวุ่นวายกว่านี้มากนัก
“งั้นนายมัวรออะไรอยู่อ่ะรีบพาฉันกลับไปสิ!”
เด็กหนุ่มยมทูตไม่รอช้ารีบพาหนิงจิ้งไปยืนในพื้นที่ใจกลางค่ายกลใช้พลังทั้งหมดที่มีขับเคลื่อนกระตุ้นค่ายกลให้ทำงานอย่างยากลำบากแสงเรื่อเรืองก่อตัวหมุนวนราวพายุไต้ฝุ่นบุกถล่ม แล้วทั้งคู่ก็หายวับไป
ทุ่งหญ้าเขียวขจีเวิ้งว้างกลับคืนสู่ความเงียบสงบราวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก่อนนี้ไม่ใช่เื่จริงสายลมพัดเอื่อยโลมไล้ยอดหญ้าสถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างและลืมเลือนอีกครั้งหนึ่งแล้ว
หนิงจิ้งพร้อมเด็กหนุ่มยมทูตกลับมายืนอยู่หน้าเตียงมงคลที่บัดนี้ถูกตกแต่งให้ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงจนนางออกจะสับสนอยู่หน่อยๆ ทุกอย่างที่เห็นอยู่ในสายตาออกจะโล่งจนเกินไป ม่านระย้าอักษรมงคล รวมถึงทุกสิ่งที่พอจะมีสีสันอยู่บ้างล้วนถูกปลดลงกองรวมไว้อยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องทั้งหมด
ตอนนี้เองที่สาวใช้และบ่าวชายช่วยกันขนหีบซึ่งภายในผ้าขาวเป็พับๆเข้ามาสับเปลี่ยนผ้าแดงมงคลอย่างเอื่อยเฉื่อยสีหน้าของบ่าวรับใช้ทั้งหลายไม่ได้มีความเศร้าโศกเสียใจอยู่เลยแม้แต่น้อย
หนิงจิ้งมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างงุนงงนางรู้ว่าในยุคโบราณการตกแต่งบ้านเรือนด้วยโทนสีขาวเช่นนี้ย่อมเป็สัญลักษณ์ของการไว้ทุกข์อย่างแน่นอน เช่นนั้นใช่หมายความว่าที่แห่งนี้มีคนตายกระนั้นหรือ?
หนิงจิ้งหันรีหันขวางอย่างร้อนใจ ลึกๆแล้วนางรู้สึกสังหรณ์ใจพิกล คงไม่ใช่ว่าคนที่ตายคนนั้นเป็ตัวนางเองหรอกนะหากเป็เช่นนั้นก็คงแย่แล้วจริงๆ
สายตาที่กวาดมองไปทั่วทุกทางสุดท้ายก็หยุดลงณ ที่แห่งหนึ่ง
เตียงของนางที่เคยมีม่านระย้าสีแดงเจิดจ้าแสบตากำลังถูกสาวใช้สองคนช่วยกันเปลี่ยนม่านระย้าคลุมเตียงเป็สีขาวไปเสียแล้วส่วนร่างของนางที่ดูซีดเซียวและอ่อนปวกเปียกนั้นถูกประคองให้ทรงตัวนั่งอยู่ได้โดยสาวใช้สองคน ร่างของนางในตอนนี้ถูกเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดยาวรุ่มร่ามสีขาวแล้วเช่นกัน
ด้านหลังร่างนั้นมีมามาคนหนึ่งกำลังหวีผมให้นางอย่างเบามือท่าทางของมามาผู้นี้ดูให้เกียรตินางอยู่หลายส่วนเส้นผมนุ่มลื่นยาวสลวยถึงบั้นเอวถูกรวบขึ้นที่ละช่ออย่างอ่อนโยน
หนิงจิ้งมองการกระทำของมามานางนี้แล้วก็รู้สึกพอใจจดจำเอาไว้ทันทีว่าคนผู้นี้สามารถเก็บไว้ข้างกายได้
“เฉียนมามานายท่านมิใช่บอกว่าต้องตัดผมฟูเหรินเก็บไว้หรอกหรือเ้าคะท่านมวยผมฟูเหรินขึ้นหมดเช่นนี้ เกรงว่าพอนายท่านถามหาขึ้นมาพวกเราคงไม่มีคำตอบให้แล้ว”
สาวใช้ที่ประคองร่างหนิงจิ้งอยู่เอ่ยทักท้วงขึ้นอย่างกังวล
เฉียนมามาผู้นั้นมือยังคงง่วนอยู่กับการจับช่อมวยผมขณะที่ปากก็ตอบกลับน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“นายท่านไม่คู่ควรเก็บของสิ่งใดของฟูเหรินเอาไว้ทั้งนั้นสามีที่หยามเกียรติภรรยาเอกของตนด้วยการทอดทิ้งนางในคืนสมรส เพื่อไปหาอนุภรรยาที่เป็เพียงหญิงไร้สกุลนางหนึ่งจะคู่ควรเก็บของสิ่งใดก็ตามของฟูเหรินเอาไว้อีกหรือ? ในสายตาข้าเพียงฟูเหรินต้องแต่งให้แก่บุรุษเช่นนายท่านนี้ก็น่าสงสารมากพออยู่แล้วจะให้ข้าใจจืดปล่อยฟูเหรินจากไปอย่างไม่สมบูรณ์ได้อย่างไร?”
สาวใช้นางนั้นก้มหน้าแววตาหม่น ลึกๆแล้วนางเองก็สงสารฟูเหรินที่เพิ่งแต่งเข้ามาผู้นี้ไม่น้อยเช่นกัน ดูทีรึกระทั่งบ่าวไพร่ที่ช่วยจัดแจงกับร่างของนางยังมีเพียงพวกนางสามคนเท่านั้นที่ยินดีทำ
คิดแล้วก็ให้สะท้อนใจยิ่งนักเพราะคงไม่มีฟูเหรินของตระกูลใดน่าเวทนาไปกว่านี้อีกแล้ว
“ความจริงแล้ว ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่านายท่านจะทำเื่หยามเกียรติฟูเหรินที่งดงามถึงเพียงนี้ได้ลงคอเื่นี้หากมิใช่ข้าได้ยินท่านราชครูกล่าวด้วยตนเอง ข้าก็คงเชื่อไม่ลงเลยจริงๆเ้าค่ะ”
สีหน้าและแววตาที่ดูจริงใจของคนทั้งสามได้ใจของหนิงจิ้งไปเต็มๆนางยิ้มหวานอย่างเป็ปลื้ม พลางคิดว่านี่ขนาดนางยังไม่ได้แสดงฝีมืออะไรเลยสักนิดก็มีคนพร้อมที่จะเป็พวกของนางเสียแล้ว
เด็กหนุ่มยมทูตกลอกตาก่อนสะกิดหนิงจิ้งให้รีบไปเข้าร่างเสียทีเพราะไม่เช่นนั้นร่างกายของนางที่เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะจะต้องใช้เวลาพักฟื้นนานยิ่งกว่าเดิม
“พี่สาว ผมว่าพี่รีบเข้าร่างเหอะเกิดศพอืดขึ้นมาจะลำบากตัวพี่เองนะ อีกอย่างพี่มัวโอ้เอ้อยู่แบบนี้ เกิดข้างนอกเขายกพี่ไปใส่โลงแล้วพี่กลับฟื้นขึ้นมาทีนี้ก็ได้สนุกกันใหญ่แล้วล่ะ”
หนิงจิ้งที่กำลังฟังพวกนางทั้งสามคนสนทนากันอย่างเพลิดเพลินหันมาค้อนขวับเข้าให้เมื่อได้ยินคำพูดหยาบคายเช่นคำว่า ‘ศพ’ และ ‘โลง’ เข้า
“เหอะ พูดจาอัปมงคลอะไรของนายน่ะ โลงอะไรศพอะไรห๊ะ! อีกเดี๋ยวพอฉันเข้าร่างแล้วจะมีศพที่ไหนกันแล้วยังโลงนั่นอีก ฉันไม่ยอมลงไปนอนหรอกย่ะ ฉันยังไม่ตายนะ”
เด็กหนุ่มยมทูตยกมือไหว้ปลกๆเร่งให้นางไปเข้าร่างเสียทีเพราะเขาััได้ว่าด้านนอกนั้นมีบุรุษหลายคนกำลังเดินใกล้เข้ามาทุกทีซึ่งหนึ่งในนั้นมีพลังหยางเข้มข้นและรัศมีแห่งพระธรรมอันหนาแน่นโอบล้อมรอบกายเกรงว่าอาจจะเป็นักบวชหรือผู้ที่เกี่ยวพันกับอารามอย่างลึกซึ้งเป็เวลานานหากนางยังมัวโอ้เอ้อยู่เช่นนี้พลังหยางและรัศมีแห่งพระธรรมนี้จะผลักดันให้พลังหยินของพวกเขาต้องล่าถอยออกไปโอกาสที่นางจะได้เข้าร่างอย่างราบรื่นเกรงว่าคงจะไม่ง่ายนัก
หนิงจิ้งไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มยมทูตกังวลเื่ใดแต่นางััได้ถึงคลื่นพลังกดดันชนิดหนึ่งที่บีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆนางจึงไม่กล้ารอช้าอีกต่อไปรีบกำหนดจิตแน่วแน่แล้วพุ่งเข้าหว่างคิ้วร่างของตนทันที
สาวใช้ทั้งสองที่ประคองร่างหนิงจิ้งอยู่นั้นจู่ๆก็ััได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายฟูเหรินของตนที่เดิมทีเย็นชืดไปแล้วกลับอุ่นขึ้นอย่างช้าๆอย่างน่าพิศวง
พวกนางทั้งสองมองหน้ากันแล้วจึงหันไปพิจารณาร่างฟูเหรินที่พวกตนประคองอยู่อย่างกล้าๆกลัวๆ ก่อนที่พวกนางคนหนึ่งจะหันไปกล่าวกับเฉียนมามาเสียงแ่อย่างลังเลเพราะเื่นี้มันดูเหลวไหลเกินไป
“เฉียนมามา ไม่รู้ว่าพวกข้าคิดไปเองหรือไม่แต่ว่า... พวกข้ารู้สึกว่าฟูเหริน... เอ่อ... นางดูไม่เหมือนศพทั่วไปเลยเ้าค่ะท่านลองจับดูสิเ้าคะ”
สาวใช้นางนั้นจับมือของหนิงจิ้งขึ้นมานางพบว่าร่างกายของฟูเหรินอุ่นขึ้นกว่าเมื่อครู่นี้มากนัก
“เฉียนมามา ท่านลองดู ลองจับดูเ้าค่ะฟูเหรินตัวอุ่นขึ้นแล้ว ข้ารู้สึกว่าอุ่นกว่าครู่ก่อนนี้อีกเ้าค่ะ”
ตอนแรกเฉียนมามาไม่คิดใส่ใจคำพูดเหลวไหลของพวกนางแต่เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นเสียเหลือเกินเช่นนั้นแล้วก็อดวางหลังมือทาบหน้าผากเนียนของหนิงจิ้งไม่ได้
“หือ! อุ่น... ทั้งยังอุ่นขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย”
เฉียนมามาปีนี้อายุปาเข้าไปครึ่งร้อยแล้วชั่วชีวิตมีโอกาสพบเจอและได้ยินได้ฟังเื่ราวแปลกประหลาดต่างๆ มามากมายแต่เื่ที่เกิดขึ้นกับฟูเหรินเยาว์วัยตรงหน้านี้ นางกลับไม่เคยได้ยินผ่านหูมาก่อนเลย
นิ้วมือที่มีริ้วรอยปรากฏขึ้นตามวัยที่ล่วงเลยยื่นออกไปอังไว้ใต้จมูกด้วยใจเต้นระทึก ครั้นรู้สึกได้ว่ายังมีลมหายใจแ่ๆกระทบปลายนิ้วก็ให้ตื่นใยิ่งนัก
นางเดินอ้อมมาตรงหน้าของหนิงจิ้งอย่างรวดเร็วพลางร้องเสียงดัง
“ฟูเหรินยังหายใจอยู่ ฟูเหรินยังไม่ตายพวกเ้ารีบประคองฟูเหรินไปนอนที่เตียงก่อนเร็ว”
เสียงอึกทึกที่ดังขึ้นด้านในทำให้ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงของหรั่นอี้เปลี่ยนเป็สับสนซวนเซในชั่วพริบตาร่างสูงที่ดูโทรมไปถนัดตาสาวเท้ายาวๆ เข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาชิงอุ้มหนิงจิ้งขึ้นมาตรวจสอบลมหายใจก่อนที่สาวใช้ทั้งสองจะทันได้ประคองนางไปที่เตียง
ความอบอุ่นและลมหายใจแ่เบาจนแทบััไม่ได้ของร่างในอ้อมแขนยืนยันได้เป็อย่างดีว่านางยังคงมีชีวิตอยู่!
หรั่นอี้ไม่รู้ว่าความรู้สึกสับสนปนเปในใจของตนตอนนี้จะบรรยายออกมาได้อย่างไรจึงจะตรงกับความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ได้
ั์ตาแดงก่ำที่เกิดจากการอดหลับอดนอนมาตลอดเกือบเจ็ดวันมีมวลน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ใบหน้าหล่อเหลาเ็าอยู่เป็นิจ ซบลงบนเรือนผมของผู้เป็ภรรยาปล่อยให้หยาดน้ำในดวงตาหยดหายไปในเรือนผมที่เพิ่งมวยขึ้นไปได้ครึ่งหนึ่งของนางอย่างเงียบงัน
ผ่านไปครู่ใหญ่เฉียนมามาจึงได้ยินเสียงอู้อี้ของผู้เป็นายสั่งการออกมา
“ตามหมอมาเชิญท่านราชครูกับฟูเหรินที่โถงด้านหน้าเข้ามาด้วย”
บ่าวไพร่ที่กำลังทำงานอยู่ในห้องรีบเร่งออกไปอย่างไม่รอรีคนหนึ่งไปเชิญท่านหมอ อีกคนไปเชิญท่านราชครูและฟูเหริน ความฉับไว ครั้งนี้กระทั่งแรงดูดนมมารดาก็เค้นออกมาจนสิ้นเลยทีเดียว
หรั่นอี้วางหนิงจิ้งลงบนฟูกนอนอย่างเบามือสายตาจับจ้องใบหน้าภรรยาไม่วางตา ด้วยเกรงจะเกิดเื่ขึ้นกับนางอีกครา
และความกังวลของเขาก็เป็จริงเมื่อร่างกายของหนิงจิ้งร้อนผ่าวขึ้นทุกขณะ ใบหน้าที่เดิมซีดเซียวไร้สีเืแปรเปลี่ยนเป็แดงก่ำร้อนลวกอย่างรวดเร็ว
“ยกน้ำเข้ามาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ฟูเหรินเร็ว!”
เฉียนมามารู้งานเป็อย่างดีนางและสาวใช้ทั้งสองคนแยกย้ายกันเตรียมการอย่างรวดเร็ว
ยามเมื่อเฉียนมามาขยับเข้ามาเพื่อจะเช็ดหน้าให้หนิงจิ้งนั้นหรั่นอี้ก็รีบรับผ้าผืนนั้นมาจัดการเสียเอง
“ท่านหมอยังไม่มาอีกหรือไร?ฟูเหรินตัวร้อนยิ่งนัก”
สิ้นเสียงตวาดของหรั่นอี้ก็มีเงาร่างสตรีปราดเข้ามาและผลักเขาออกไปอย่างไม่ออมแรงผู้ที่เพิ่งเข้ามานี้ก็คือหรงซื่อ มารดาของหนิงจิ้งนั่นเอง
“ถอยไป! เ้าถอยไปให้ห่างบุตรสาวข้า”
หรั่นอี้จำต้องถอยออกไปตามที่นางสั่งเพราะเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนนั้นแม้ท่านราชครูผู้เป็พ่อตาจะไม่เอาความเพราะเข้าใจในความจำเป็ที่เขาอธิบายอย่างชัดเจนแล้วแต่เมื่อเื่นี้ถึงหูท่านแม่ยาย นางย่อมไม่ปล่อยผ่านอย่างง่ายดายอยู่แล้ว
ท่านราชครูหนิงกัวข่ายที่เดินตามเข้ามาติดๆส่งสายตาให้บุตรเขยถอยห่างออกมาอย่างเห็นใจแม้ใจจริงเขาเองก็ยังมีข้อกินแหนงแคลงใจกับบุตรเขยผู้นี้อยู่บ้างแต่เมื่อทราบเหตุผลที่จำเป็ของเขาแล้วก็ยังพอที่จะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นมองข้ามไปได้เพราะอย่างไรเสียบุตรสาวก็แต่งออกไปแล้ว บิดาเช่นเขาจะพูดจาว่ากล่าวอะไรก็ไม่อาจให้เกินไปนัก
รออยู่อีกครู่ใหญ่ท่านหมอหลวงตู้เฉียวซึ่งกำลังเดินทางมาร่วมพิธีพอดีก็มาถึงการพบว่าฟูเหรินที่หมดลมไปแล้วของหรั่นอี้ยังคงมีชีวิตอยู่สร้างความตื่นตระหนกแก่เขาเป็อย่างมาก
หลังจากเขียนเทียบยาส่งให้เฉียนมามาไปจัดการเรียบร้อยแล้วเขาก็จัดการฝังเข็มลดไข้ให้หนิงจิ้งทันที รอจนยาเคี่ยวได้ที่แล้วให้นางดื่มลงไปอาการไข้ก็เริ่มทรงตัว ร่างกายไม่ได้ร้อนมากเช่นตอนแรกอีกแล้ว
หรงซื่อรำไห้ลูบหน้าบุตรสาวอย่างปวดร้าวใจนางทุกข์ระทมนักนับั้แ่รู้ว่าบุตรสาวป่วยหนักและอาจจากไปได้ตลอดเวลายิ่งเมื่อชั่วยามก่อน หรั่นอี้ส่งพ่อบ้านไปแจ้งข่าวว่าบุตรสาวของนางจากไปแล้วใจนางก็แทบสลายตามไปด้วยเช่นกัน
หนิงจิ้งลมหายใจถี่กระชั้นคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าดูทรมานเสียจนคนมองปวดใจ พลันนั้นเองจู่ๆ นางก็เบิกตาโพลงร่ำร้องเสียงอ่อนแรง
“ข้ายังไม่ตาย!”