รัฐบาลทั่วโลกเริ่มเล็งเห็นแล้วว่าในตอนนี้เหตุการณ์มันเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆเพราะจำนวนของผู้คนที่มีจู่ๆก็มีพลังนั้นมากขึ้นอย่างน่าใ โดยที่พวกเขายังไม่สามารถหาคำตอบได้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดขึ้นจากอะไร
แต่เพื่อไม่ให้เวลาต้องเสียเปล่าจึงได้มีการจัดสุดยอดการประชุมขึ้นและเรียกรวมตัวผู้นำของแต่ละประเทศเพื่อหาลือ หาทางแก้ไขเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
[ดูเหมือนว่าการประชุมจะเสร็จสิ้นแล้วนะคะ ต่อไปจะเป็การแถลงผลของการประชุมให้ได้รับทราบกันค่ะ]
[องค์ประชุมเห็นพ้องต้องกันทุกคนที่จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะมีการใช้มาตราการขันเด็ดขาดเพื่อจัดการกับเหตุที่เกิดขึ้น ทุกๆประเทศจะมีการเปิดรับประชาชนทุกๆคนที่มีหรือสงสัยว่ามีพลังหรือความสามารถพิเศษภายในตัวเพื่อเข้ารับการระบุตัวตน]
[ท่านคะ แล้วจะมีการจัดการกับผู้มีพลังพิเศษยังไงคะ]
[ทางเราได้มีการหาลือกันถึงเื่นี้แล้ว จะมีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาทั่วโลก ให้ชื่อว่า P.S.S. (หน่วยป้องกันและปราบปรามผู้มีพลังพิเศษ)]
[หน่วย P.S.S. จะถูกก่อตั้งขึ้นทั่วโลกเพื่อใช้ในการควบคุมและจับกุมผู้มีพลังพิเศษ หากผู้มีพลังพิเศษยอมเข้ารับการระบุตัวตนทางรัฐบาลของแต่ละประเทศจะปล่อยให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติตามข้อตกลงและกฏของรัฐบาลทั่วโลกที่เหมือนกันค่ะ]
[ทางผู้นำของแต่ละประเทศตกลงกันในที่ประชุมว่าในระหว่างนี้จะมีการตรวจสอบเพื่อหาต้นตอของการเกิดปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้น]
[ทางรัฐบาลไทยมีการประกาศเตือนให้ทราบถึงประชาชนชาวไทยที่รู้ตัวว่าตนเองนั้นมีพลังพิเศษ ให้รีบไปโรงพยาบาลใกล้บ้านท่านเพื่อเข้ารับการระบุตัวตน หากผู้ใดไม่ยอมทำตามจะถูกหน่วย P.S.S.เข้าจับกุมในทันทีและส่งไปยังค่ายพัก]
มอสพอเหล่าพระภิกษุที่วัดของตนรวมถึงตัวเขาด้วยมายังโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายเพราะกลัวว่าพวกตนอาจจะมีพลังพิเศษ ทว่ากลับไม่พบความผิดปกติใดๆแต่เพื่อความปลอดภัยทางเ้าหน้าที่ได้ให้พวกเขากรอกข้อมูลเผื่อเอาไว้
เมื่อกลับมาถึงวัดต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน
“บ้าเอ้ย ก็นึกว่าจะมีพลังอะไรเทพๆเจ๋งๆซะอีก กินแห้วดื้อๆเลยตรู”
มอสบ่นกับตัวเองหลังอาบน้ำเสร็จ ในขณะกำลังจะเดินกลับไปยังที่พักของตนเองจู่ๆมอสก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ไม่ไกลจากที่เขากำลังอยู่ในตอนนี้มากนัก
“นั้นใครอ่ะ!!”
“แหะ แหะ”
แล้วก็ปรากฏตัวออกมา เด็กสาวหน้าตาน่ารักวัยเพียง 15 ปีเท่านั้นในชุดธรรมดาๆ ก่อนจะรีบเดินมาหามอสที่ได้แต่ทำหน้าเซ็งๆใส่
“มีอะไรบีม”
“ป๊าว~ แค่บังเอิญมาได้ยินพี่มอสพูดเื่พลังพิเศษน่ะ พี่ไม่มีสินะ”
“พูดเหมือนเธอมีงั้นเหรอ”
บีมยิ้มอย่างมีเลศนัยทำเอามอสต้องชะงักแล้วทำตาโตอย่างใ บีมใช้พลังของตนเองให้มอสดูซึ่งพลังของเธอนั้นคือการควบคุมลมได้แต่เพราะพึ่งจะรู้ตัวเลยยังใช้ได้ไม่ค่อยคล่องนัก
“ดีจัง มีพลังใช้ด้วย”
“ตอนแรกฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี แต่พอได้ยินข่าวก็เลยลองไปให้หมอตรวจให้ปรากฏว่าฉันมีพลังควบคุมลมได้ซะอย่างงั้น”
มอสฟังสิ่งที่บีมเล่าอย่างตั้งใจก่อนจะก้มมองมือตัวเองแล้วคิดภายในใจ ‘ทำไมเราถึงไม่มีพลังเหมือนบีมบ้างนะ ไหนๆพ่อกับแม่ก็ไม่มีแล้ว ญาติที่พอจะพึ่งพาได้ก็พากันไม่ชอบหน้าเราอีกจนต้องมาอยู่วัด’
“เป็อะไรเหรอพี่มอส น้อยใจที่ตัวเองไม่มีพลังเหรอ”
บีมเดินเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยปากถามอย่างเป็ห่วง อีกฝ่ายเหมือนหลุดออกจากภวังค์แห่งความคิดเงยหน้ามองเด็กสาว
“ไม่หรอก ถึงมีก็ไม่รู้จะเอามันไปใช้ทำอะไร”
พูดจบก็เดินหลบบีมเพื่อจะกลับไปยังที่พักของตนเอง แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันกลับไปหาเด็กสาว
“เธอเองก็กลับบ้านไปได้แล้ว จะมืดแล้วเดี๋ยวป้าพิมพ์กับลุงโต้งจะบ่นเอา”
ณ ส่วนใต้ของอเมริกา
“เปอร์เซนการมีอยู่ของผู้มีพลังพิเศษกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากข้อมูลของแต่ละรัฐบาลครับ”
“ดี ดูต่อไปเรื่อยๆ”
“ท่านครับ ดูเหมือนว่าแต่ละรัฐบาลจะพยายามนำตัวอย่างเืและส่วนตัวๆของผู้มีพลังพิเศษไปทดลองหาคำตอบนะครับ”
“หึ.. ปล่อยให้พวกมันงมหากันให้ตาย ยังไงพวกมันก็ไม่มีทางล่วงรู้ถึงแผนการของพวกเราได้หรอก ตราบใดที่ดาวเทียมของเรายังลอยอยู่นอกโลกพวกมันไม่มีทางหาคำตอบได้อย่างแน่นอน”
หญิงสาวในชุดนักวิทยาศาสตร์สีขาวหน้าตาสะสวยเดินเข้ามาหาชายหนุ่มผู้เป็หัวหน้า และยังเป็คนรักของเธออีกด้วย
“แล้วจะทำยังไงกันต่อคะ”
“ทำยังไงน่ะเหรอ ตอนนี้รอดูข้อมูลกันไปก่อน ที่ฉัน้าใน่เริ่มต้นคือผลของสะสารที่เราใช้กับมนุษย์ว่ามีประสิทธิ์ภาพสูงสุดเท่าไหร่ ค้นหาพวกที่ดูโดดเด่นกว่าใครๆแล้วเอามาใช้งาน ฉันยังมีงานอื่นที่ต้องอาศัยคนมีฝีมือมาช่วยอีกเยอะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
4 เดือนผ่านไป
เมืองไทย
“ชิบหายสายแล้ววว!!”
เสียงะโดังลั่นไปทั่วทั้งวัด ทำเอาหลวงตาจันทร์ที่กำลังล้าฝาบาตรอยู่ถึงกับใทำฝากบาตล่วงใส่ผัวแม้โป้งเท้าตัวเอง
เพ้งงง!!
“โอ้ยย!”
“ไอ้บุญรอด ไอ้ชิบหายจะะโทำมะเขือไร!”
เสียงของเ้าอาวาสวัดะโด่าทันที แต่อีกฝ่ายกลับไม่ตอบเอาแต่วิ่งหน้าตั้งไปยังซุ้มประตูวัดเพื่อขึ้นรถโรงเรียนที่มารอรับนักเรียนของหมู่บ้านที่มอสอาศัยอยู่
มาถึงโรงเรียนในเวลาที่ใกล้จะเข้าแถวแล้ว แต่สิ่งที่ดูจะผิดหูผิดตาไปจากเมื่อก่อนก็คือมีกลุ่มคนจำนวนมากเดินไปมาเต็มไปหมด พวกเขาคือคนของหน่วยงานP.S.S.ที่ถูกส่งไปทั่วทุกพื้นที่เพื่อคอยตรวจดูความเรียบร้อย
ไม่ว่าจะที่ไหนๆก็ตามที่สามารถระบุได้พวกเขาจะถูกส่งไปจำนวนมาก ทั้งเพื่อดูแลและจับกุมพวกคนมีพลังพิเศษที่ไม่ระบุตัวตนหรือจ้องจะก่อเหตุ แน่นอนว่าในหน่วยงานย่อมมีเ้าหน้าที่ที่มีพลังพิเศษอยู่และพวกเขาเก่งเสียด้วยเพราะถูกฝึกหลังมีพลังให้ใช้มันได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ
หลังจากเหตุการในคืนนั้นดูเหมือนว่าจะผ่านมาราวๆ3-4เดือนแล้ว ไม่แปลกที่ทางหน่วยงานจะหาคนที่มีพลังพิเศษมาเข้าร่วมเพื่อเป็กำลังหลักให้กับหน่วยงาน พวกเขาทำมันได้สุดจริงๆ
“ไอ้มอส”
เสียงของกลุ่มเพื่อนสนิทร้องเรียกทำให้เ้าของชื่อที่กำลังวุ่นอยู่กับการจัดระเบียบตัวเองอยู่หันมอง ก่อนจะเห็นว่าเพื่อนแต่ละคนของเขากำลังยืนยิ้มอยู่
“มากันเช้าจังวะ”
“อ่าห๊ะ!.. มันต้องเร็วอยู่แล้ว วันนี้เปิดเทอมวันแรกของชีวิตม.5ของพวกเรานะเว้ย”
“ขอความจริง”
“วันนี้นักเรียนหญิงหน้าใหม่สวยๆน่ารักๆมาเพิ่มไงใครจะมาช้าล่ะวะ!”
มอสทำหน้าเซ็งกับคำตอบของเพื่อนตัวเองทันที แน่นอนว่าเพื่อนตรงหน้าของเขาทั้ง4คนล้วนแล้วแต่เป็ผู้มีพลังพิเศษกันทั้งนั้นหากแต่อาจจะแตกต่างกันไปก็เท่านั้น
อย่างเช่น กร หนุ่มตัวเล็กผู้มีพลังเพลิงซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะใช้มั้นเป็แล้วแต่ก็ไม่ได้ก่อความวุ่นวายให้กับใคร ส่วนใหญ่แม่ของเขามักจะใช้ให้กรใช้มันเพื่ออุ่นอาหารบ้างหรือเื่อื่นๆบ้างตามสถานการณ์
คนต่อมาคือ ชัน หนุ่มหน้าหล่อผิวขาวราวกับคนเกาหลี ชายผู้มีพลังน้ำแข็งได้ในการต่อสู้ ตัวของเขาเองนั้นใช่ว่าจะใช้พลังนี้ไม่เป็แต่ส่วนใหญ๋จะใช้มันในตอนที่อยู่กับเพื่อนสำหรับการฝึกใช้พลังดู
คนที่สามผู้มีนามว่า หยก หนุ่มหล่อผู้มีพลังในด้านการต่อสู้โดยเฉพาะ หยกเลือกที่จะใช้อาวุธที่เขาชอบทันทีหลังพบว่าตัวเองมีพลังอะไรเพราะหลังจากเกิดเื่และรัฐบาลเข้ามาควบคุมผู้มีพลัง ได้มีการแบ่งสายของผู้มีพลังออกเป็สองสายคือ
ผู้มีพลังในด้านการควบคุม กลุ่มพวกนี้จะถูกเจาะจงให้สามารถควบคุมได้เพียงอย่างเดียวเช่น หากถูกเจาะจงให้ควบคุมไฟได้พวกเขาก็จะสามารถใช้ไฟเป็พลังของตนได้เพียงอย่างเดียว เป็ต้น
ผู้มีพลังในด้านการต่อสู้ กลุ่มคนพวกนี้จะมีพลังในด้านกายภาพอย่างชัดเจน พวกเขาสามารถเลือกฝึกอาวุทธที่ตนชอบได้ทว่าได้เพียงไม่กี่ย่างเพราะขึ้นอยู่กับร่างกายของตนด้วยว่ารับสภาพในการใช้อาวุธชนิดไหนได้บ้าง แต่เมื่ออาวุธชิ้นไหนเข้ามาและมีการฝึกอย่างหนักคนๆนั้นจะสามารถใช้พลังของตนที่มีในการใช้อาวุธชิ้นนั้นๆได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
หยกเป็ผู้มีพลังสายที่สองและอาวุธของเขาคือดาบซามูไร
คนสุดท้ายคือหนุ่มร่างใหญ่ชายผู้มีพลังในด้านการต่อสู้เหมือนกับหยก ชื่อของเขาคือ กาย อาวุธประจำตัวของเขาคือขวานขนาดใหญ่ที่เหมาะกับเขาที่สุดเพราะกายเป็คนร่างใหญ่ ใหญ๋ที่สุดในบรรดาเพื่อนของตนและที่รองลงมาคือมอส
“บอกตามตรงว่าฉันไม่ชอบเลยจริงๆ พวกคนของP.S.S.มาคอยจับตาดูเราอยู่ตลอดแบบนี้ไม่ค่อยมีอิสระในการเรียนเลยนะ”
กรพูดขึ้นในขณะเฝ้ามองกลุ่มคนที่เขากล่าวไปข้างต้น
“ทำไงได้ล่ะ นี่เป็่แรกของผู้มีพลัง หากเกิดมีคนว้อนอยากลองพลังขึ้นมาอย่างน้อยมีพวกเขาไว้สู้กับคนพวกนั้นก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ”
หยกอธิบายให้กับเพื่อนของตนฟัง
“เฮ้ย! เฮ้ย!”
ชันตบไหล่กรรัวๆเหมือนเจออะไรน่าสนใจซักอย่างทำเอาทั้งกรและคนอื่นๆรวมถึงมอสต้องหันไปมอง ก่อนจะพบว่าที่ชันเรียกให้ดูคือเหล่าหญิงสาวในชุดนักเรียนต่างชั้นต่างระดับหลายต่อหลายคนที่กำลังมาปรากฏตัวกันอยู่
“สะ.. สุดยอด ไม่เสียเที่ยวจริงๆที่มาเฝ้ารอ”
“ช่ายยย”
เสียงของชันและกรเอ่ยขึ้น มอสหันไปมองกายที่ดูเหมือนจะตรึงเหมือนกันและพอหันไปมองหยก ดูเหมือนเขาจะเจอคนที่เข้าใจอารมณ์เพราะหยกไม่ได้มองสาวแต่กำลังมองมอสอยู่
“อะไร”
“แกคงไม่ได้กำลังน้อยใจที่ตัวเองไม่มีพลังเหมือนพวกฉันหรอกนะเพื่อน”
คำถามของหยกทำเอาเพื่อนๆที่เหลือต่างหันมาสนใจมอสทันที เ้าตัวมองแต่ละคนก่อนจะถอนหายใจแล้วยักไหล่เบาๆ
“ไม่เลยซักนิด มีแล้วยังไงต่อ ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาพลังที่มีไปทำอะไร”
“ไม่เอาน่าเพื่อน ฉันรู้ว่าแกน้อยใจ”
กรรีบเข้ามาปรอบเพื่อนตนเองทันที พวกเขาสนิทกันเพราะเรียนด้วยกันมาั้แ่ม.1ทำอะไรด้วยกันมาเยอะ ไม่เคยเลยซักครั้งที่พวกเขาจะทิ้งกัน มันทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นมากและยากที่ใครจะมาทำลายมันลงได้
เลยทำให้ทุกๆคนรู้ว่ามอสกำลังคิดยังไงอยู่ในตอนนี้ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอีกฝ่ายยังไงเพราะพวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้พลังมายังไง
“ช่างเถอะ คิดมากไปก็ปวดหัวเสียเปล่าๆ”
“อื้ม เอางี้ เย็นนี้ไปกินหมูกระทะกันเดี๋ยวไอ้หยกเลี้ยง”
“อ่าวไอ้กร ไหงปากปีจองี้วะ”
“ไอ้หยก เพื่อนกำลังเศร้านะเว้ย ปลอบใจแค่หนสองหนจะเป็อะไรวะ”
พูดอ้างเพื่อนเป็เื่ถนัดในการหาของกินฟรีเลยก็ว่าได้ หยกมองมอสก่อนจะถอนหายใจด้วยสภาวะจำยอมเลย
“โอเค”
“มันต้องงี้ดิว๊า!!...”
ทว่าในขณะที่กลุ่มมอสและเพื่อนกำลังคุยกันอยู่นั้น เ้าตัวเหมือนจะรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่เลยหันไปมองหาก่อนจะพบกับสายตาคู่หนึ่งที่กำลังมองเขาอยู่ ชนิดที่ว่าเจาะจงเลยก็ว่าได้ ผู้หญิงคนนั้น...