แม้หลี่ซวนจะยังไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ตนเองตีความนั้นถูกต้องหรือไม่ ทว่าเขาก็จำต้องรอพิสูจน์ความเข้าใจนั้นด้วยการลงมือลองด้วยตัวเอง ชายหนุ่มปรายตามองท่อนแขนทั้งสองข้างของตนที่เพิ่งถูกทำลายจนบิดเบี้ยวผิดรูป ไร้ซึ่งความรู้สึก และไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อยในยามนี้
เขาทำได้เพียงแค่นหัวเราะเยาะตนเองในใจอย่างขมขื่น... ดันมาตระหนักถึงเบาะแสสำคัญของวิชา เอาในยามที่แขนทั้งสองข้างมีสภาพเป็นเช่นนี้เสียได้!
คงต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้แล้วล่ะ...
คิดได้ดังนั้น หลี่ซวนก็พยุงร่างลุกขึ้นเดินกลับไปยังเรือนพักของตน ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดที่มีเพียงสายลมพัดผ่านเป็นเพื่อนแท้ พร้อมกับแขนทั้งสองข้างที่ห้อยต่องแต่งพลิ้วไหวไปตามแรงลม...
วันต่อมา หลังจากจัดการรักษาร่างกายจนฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ หลี่ซวนไม่ได้มุ่งหน้าไปยัง หอตำรา ดั่งเช่นทุกวัน ทว่าเขาเลือกที่จะเดินไปยังจุดแจกจ่ายทรัพยากรของสำนักแทน
ตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่ผ่านมา เขาทำงานอยู่ที่ เรือนโอสถ คอยช่วยหลอมปรุงยาเพื่อส่งมอบให้แก่สำนัก แม้โอสถเหล่านั้นจะเป็นเพียงยาระดับต่ำ ทว่ามันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับ ลมปราณแรกเริ่ม อีกทั้งเขายังรับหน้าที่ช่วยรักษาผู้บาดเจ็บและดูแลแปลงสมุนไพรวิญญาณอีกด้วย
ประสบการณ์ตลอดหนึ่งเดือนที่คลุกคลีอยู่กับตัวยา สมุนไพร และการแพทย์ ทำให้เขามีความชำนาญเพิ่มขึ้นไม่น้อย จนผู้อาวุโสฝ่ายแจกจ่ายทรัพยากรยังเอ่ยปากชมเชย พร้อมกับกำชับให้เขาตั้งใจทำงานเช่นนี้ต่อไป
หลังจากรับทรัพยากรประจำเดือนเสร็จสิ้น หลี่ซวนก็มุ่งหน้าตรงไปยังลานฝึกซ้อมของสำนักทันที
ที่สำนักเฟิงหยวนแห่งนี้ มีห้องฝึกซ้อมวิชายุทธ์เปิดให้เหล่าศิษย์ได้ใช้งานหรือเช่าเป็นสัดส่วน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับลานประลอง ศิษย์ทั่วไปสามารถเข้ามาต่อคิวใช้ห้องฝึกซ้อมธรรมดาได้ตลอดเวลา โดยมีข้อจำกัดว่าใช้งานได้ครั้งละเพียงครึ่งวันเท่านั้น ทว่าหากคิวยาวจนห้องเต็ม ผู้ที่ไม่อยากรอสามารถจ่ายหินวิญญาณเพื่อขอเช่า 'ห้องฝึกซ้อมพิเศษ' ที่มีระดับเหนือกว่าได้
‘ใครมาก่อนได้ก่อนสินะ’ หลี่ซวนคิดในใจ
ทว่าเมื่อมาถึงลานฝึกซ้อม เขากลับพบว่าห้องฝึกซ้อมธรรมดาทั้งหมดถูกจับจองจนเต็มแน่น ซ้ำร้ายยังมีแถวของเหล่าศิษย์ที่ยืนรอคิวกันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา หลี่ซวนซึ่งเพิ่งเคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก จึงเกิดความฉงนว่าเหตุใดผู้คนจึงแห่แหนมารวมตัวกันมากมายถึงเพียงนี้ เขาจึงสะกิดถามศิษย์ชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูจากรัศมีพลังแล้วอยู่ในระดับที่ไม่ต่างจากเขานัก
"สหาย... ข้าขอรบกวนสอบถามสักนิดได้หรือไม่ เหตุใดวันนี้ที่นี่จึงมีผู้คนพลุกพล่านนัก?"
ศิษย์ชายวัยราวสามสิบปีในชุดสีฟ้า ผู้มีเรือนผมสั้นและใบหน้าธรรมดาสามัญ หมุนตัวหันกลับมามองตามต้นเสียง ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับใบหน้าของหลี่ซวน ศิษย์ผู้นั้นซึ่งเคยได้ยินชื่อเสียงของหลี่ซวนมาตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อน ประกอบกับรูปร่างหน้าตาที่ตรงตามข่าวลือทุกประการ ก็จดจำเขาได้ในทันที!
เขาลอบอุทานในใจด้วยความตกตะลึง ‘คนผู้นี้... หรือว่า... ไม่ผิดแน่!’
"ท่านคงมีนามว่า หลี่ซวน สินะขอรับ?"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ "เหตุใดท่านจึงรู้จักชื่อข้า?"
ศิษย์ตรงหน้ายิ้มกว้างและตอบกลับอย่างกระตือรือร้น "โธ่ พี่หลี่... ชื่อเสียงของท่านดังก้องไปทั่วทั้งสำนัก! ศิษย์ระดับ ลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด แต่กลับสามารถเอาชนะยอดฝีมือ ขั้นปลาย ได้! ในหมู่ศิษย์ระดับเดียวกันเช่นพวกเรา คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักหน้าตาและฝีมือของท่าน... ข้ามีนามว่า จางไห่หยาง ท่านคงสงสัยเรื่องที่มีคนมารอคิวกันหนาแน่นเช่นนี้สินะขอรับ?"
หลี่ซวนมองศิษย์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "อืม... ท่านไม่จำเป็นต้องเอ่ยถ้อยคำสุภาพกับข้าถึงเพียงนั้นก็ได้ ถึงอย่างไรท่านก็ดูอายุมากกว่าข้ามาก... ว่าแต่เรื่องที่ข้าถามไป สหายจางพอจะช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าได้หรือไม่?"
จางไห่หยางยิ้มรับ ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น "อะแฮ่ม! เช่นนั้นไม่ได้หรอกขอรับ ในโลกของผู้บำเพ็ญล้วนเคารพผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พี่หลี่... ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงห้าเดือนเท่านั้น ก็จะถึง 'งานประลองพันธมิตรเมฆา' แล้วนะขอรับ! ซึ่งทางสำนักจะจัดการคัดเลือกตัวแทนก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน หรือหากผู้ใดมีผลงานเข้าตาผู้อาวุโส ก็อาจได้รับการเสนอชื่อให้เข้าร่วมแข่งขันโดยตรงเลยก็เป็นได้!"
"พี่หลี่ลองคิดดูเถิด ว่าจะมีผู้คนมากมายเพียงใดที่อยากจะคว้าโอกาสนี้ไว้ แม้ระดับพลังของพวกเขาจะยังไม่ถึงขั้นปลายก็ตาม! เพราะในการประลองพันธมิตรเมฆา ขอเพียงท่านเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แค่คนเดียว ก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักได้แล้ว รางวัลที่ได้รับก็มากมายชนิดที่ว่า... ไม่ต้องออกไปเสี่ยงชีวิตหาทรัพยากรนอกสำนักไปอีกหนึ่งถึงสองปีเลยทีเดียว! และหากผู้ใดสามารถทะลวงเข้าไปติดอันดับ หนึ่งในสิบ ได้ล่ะก็... หึ ๆ รางวัลจะยิ่งทวีความมหาศาลขนาดไหนกัน!" จางไห่หยางเล่าไปพลาง แววตาก็ทอประกายความโลภและตื่นเต้นไปพลาง
หลี่ซวนรับฟังอย่างตั้งใจ สมองประมวลผลตามอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "แค่เอาชนะได้เพียงคนเดียวก็ยังได้รางวัลถึงขนาดนั้น... หากติดอันดับสูง ๆ คงได้รับทรัพยากรมากพอให้ใช้เลื่อนระดับขั้นถัดไปได้สบาย ๆ เลยกระมัง"
จางไห่หยางรีบพยักหน้าสนับสนุน "ถูกต้องที่สุดเลยพี่หลี่! ไม่เพียงแต่ทรัพยากรมหาศาลที่จะช่วยหนุนนำให้ผ่านพ้นขอบเขตได้เท่านั้น แต่ผู้ชนะยังอาจได้รับโอกาสทอง... ได้รับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสระดับสูงในสำนักโดยตรงอีกด้วย!"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็เริ่มสนใจ หากเขาเข้าร่วมและสามารถเอาชนะคู่ประลองได้สักสองสามคน ก็คงกวาดทรัพยากรมาตุนไว้ใช้ทะลวงคอขวดได้ไม่น้อย "เช่นนั้น... ข้าขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการประลองเพิ่มเติมหน่อยได้หรือไม่?"
"เหะ? พี่หลี่ถามเจาะจงเช่นนี้ แสดงว่าท่านสนใจจะเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ด้วยใช่หรือไม่ขอรับ!" จางไห่หยางตาโต
หลี่ซวนไม่ได้ตอบรับเป็นคำพูด เพียงแค่มอบรอยยิ้มบาง ๆ กลับไป
เมื่อเห็นดังนั้น จางไห่หยางจึงอธิบายต่อ "งานประลองนี้จะแบ่งการแข่งขันออกเป็นสามระดับขอรับ คือระดับ ลมปราณแรกเริ่ม, ฐานวิญญาณ และ แก่นวิญญาณ ทั้งเจ็ดสำนักจะคัดเลือกศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อเป็นตัวแทน โดยระดับลมปราณแรกเริ่มส่งได้ 15 คน, ฐานวิญญาณ 15 คน ส่วนแก่นวิญญาณส่งได้เพียง 8 คนเท่านั้น"
"ทว่าในยามนี้ สำนักของเรามี 'ศิษย์หลัก' ระดับลมปราณแรกเริ่มที่ถูกวางตัวไว้แล้วถึงเจ็ดคน จึงเหลือที่ว่างให้พวกเราแย่งชิงกันอีกเพียงแปดที่นั่งเท่านั้น... ส่วนตารางการแข่งขันนั้น จะจัดขึ้นพร้อมกันทั้งสามระดับตลอดสองวันเต็ม ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยมีผู้อาวุโสระดับสูงมานั่งชมการต่อสู้ของรุ่นเยาว์อย่างพวกเราสักเท่าใดนัก เพราะพวกท่านมักจะไปสนใจชมการประลองของยอดฝีมือในระดับเดียวกันมากกว่า"
พูดถึงตรงนี้ จางไห่หยางก็ทอดถอนใจออกมายาวเหยียด "พี่หลี่... ที่ผ่านมาสำนักเฟิงหยวนของเรามักจะทำผลงานรั้งท้ายมาโดยตลอด การแข่งขันนี้จะจัดขึ้นในทุก ๆ ยี่สิบปี ตัวข้าเองแม้จะไม่เคยมีโอกาสไปร่วมชมการประลองเลยสักครั้ง แต่ก็รู้ดีว่าผลการแข่งขันที่ผ่านมา... สำนักของเราไม่มีผู้ใดหลุดเข้าไปติดหนึ่งในสิบได้เลยด้วยซ้ำ! และหากปีนี้ผลงานยังคงย่ำแย่เช่นเดิม สำนักอื่นในพันธมิตรเมฆาคงได้มองศิษย์เฟิงหยวนอย่างพวกเราเป็นเพียงเศษสวะเป็นแน่! แม้ลึก ๆ แล้ว ปีนี้ดูเหมือนจะพอมีแววว่าสำนักเราอาจมีศิษย์ฝีมือดีหลุดเข้าไปติดหนึ่งในสิบได้มากกว่าแต่ก่อนก็เถอะ..."
จางไห่หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ก่อนจะหันมามองหน้าหลี่ซวนด้วยดวงตาที่เป็นประกายคาดหวัง "แต่หากพี่หลี่สามารถทะลวงเข้าสู่ ขั้นปลาย ได้สำเร็จล่ะก็... ข้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่าท่านจะต้องคว้าตำแหน่งหนึ่งในสิบมาครองได้อย่างแน่นอน! เพราะขนาดท่านอยู่เพียงขั้นกลางสูงสุด ยังสามารถเอาชนะขั้นปลายอย่างหลินเซวียนมาแล้ว!"
คำพูดของจางไห่หยางแฝงเจตนาประจบประแจงและชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด ทว่าหลี่ซวนกลับตอบกลับด้วยท่าทีถ่อมตน "การทะลวงสู่ขั้นปลายมิใช่เรื่องง่ายดายปานนั้นหรอก หากข้าสามารถบรรลุขอบเขตนั้นได้ในเร็ววัน ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว"
"พี่หลี่ช่างถ่อมตนเสียจริง... อ้อ! อย่างไรก็ตาม ที่คิวมันยาวเหยียดปานนี้ ก็เพราะตอนนี้ไม่เพียงแต่ศิษย์ขอบเขตลมปราณแรกเริ่มเท่านั้นที่แห่กันมาใช้ห้องฝึกซ้อม แม้แต่ผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณบางท่านก็มารอใช้งานด้วย... ทว่าหากพี่หลี่มีกำลังทรัพย์ยอมจ่าย หินวิญญาณห้าสิบก้อน ท่านก็สามารถเปิดใช้ 'ห้องฝึกซ้อมพิเศษ' ได้หนึ่งวันเต็ม ๆ โดยไม่ต้องมายืนรอคอยให้เมื่อยขาเลยนะขอรับ"
"เจ้าว่าอย่างไรนะ?" หลี่ซวนขมวดคิ้วมุ่น "ห้าสิบหินวิญญาณต่อหนึ่งวันเนี่ยนะ... ราคาไม่ขูดเลือดขูดเนื้อกันเกินไปหน่อยหรือ?"
"พี่หลี่อย่าเพิ่งตกใจไป ห้องพิเศษเหล่านั้นเดิมทีถูกสร้างมาเพื่อรองรับผู้บำเพ็ญขอบเขตฐานวิญญาณน่ะขอรับ ค่ายกลภายในนั้นสามารถทนทานต่อการโจมตีเต็มกำลังของระดับฐานวิญญาณได้สบาย ๆ ศิษย์ขอบเขตลมปราณแรกเริ่มทั่วไปจึงไม่มีใครอยากไปเช่า เพราะราคามันสูงเกินเอื้อม อีกทั้งห้องธรรมดาก็เพียงพอต่อการทนรับพลังของพวกเราแล้ว... แต่หากพี่หลี่คิดจะรอคิวห้องธรรมดาเหมือนข้า เกรงว่ายืนรอไปอีกสี่วันก็ยังไม่รู้เลยว่าจะถึงคิวหรือไม่ แถมหากท่านท้อใจก้าวออกจากแถวไป คราวหน้าก็ต้องกลับมาต่อคิวรั้งท้ายใหม่อีกนะขอรับ"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับยกมือขึ้นนวดขมับ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
การยืนรอคอยสี่วันมิใช่ปัญหาใหญ่สำหรับตัวเขา ทว่าปัญหาหลักคือเขายังมีภาระหน้าที่ต้องไปทำงานที่เรือนโอสถ! ต่อให้เขาจะขอลาหยุดได้มากที่สุดก็เพียงสองวันต่อสัปดาห์ หากต้องมาปักหลักรอคิวห้องซ้อมนานถึงสี่วัน เกรงว่าเขาคงถูกผู้อาวุโสกู้ไล่ตะเพิดออกจากงานเสียก่อน!
เขาถอนหายใจในใจ ก่อนจะแอบแผ่จิตสัมผัสลอบเข้าไปใน กระเป๋ามิติ เพื่อตรวจสอบยอดหินวิญญาณคงเหลือของตน ในยามนี้เขามีหินวิญญาณตุนอยู่ราว ๆ 1,800 ก้อน ซึ่งเป็นยอดคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวและรวมกับทรัพยากรที่เพิ่งได้มาล่าสุดแล้ว
‘ห้าสิบก้อนต่อหนึ่งวันสินะ...’ เขาครุ่นคิดชั่งใจ
หากจะให้ออกไปหาที่ฝึกฝนวิชาอย่างสงบที่นอกสำนักในยามนี้ เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าจะตกเป็นเป้าหมายถูกลอบสังหารหรือไม่! อย่างไรเสีย ความลับที่ว่าเขาเพิ่งสังหารศิษย์ของผู้บำเพ็ญระดับครึ่งก้าวสู่ระดับแก่นวิญญาณไปเมื่อคราวก่อนก็ยังมีติดตัว ซ้ำยังไม่รู้ว่าภายในมุมมืดของสำนักแห่งนี้ จะมีผู้ใดที่คิดร้ายต่อเขาซ่อนอยู่อีกบ้าง ตราบใดที่ยังไม่บรรลุสู่ขั้นปลาย เขาก็ยังไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงภัยนอกสำนักจริง ๆ
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจอยู่ชั่วครู่... ยอมจ่ายห้าสิบหินวิญญาณเพื่อซื้อเวลาและความปลอดภัย แม้จะได้ใช้งานเพียงหนึ่งวัน ทว่าหากสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาทั้งสองได้อย่างเต็มที่โดยไร้ผู้คนรบกวน ก็นับว่าคุ้มค่าการลงทุน!
ตัดสินใจได้ดังนั้น หลี่ซวนก็หยิบ หยกสื่อสาร ขึ้นมา ส่งกระแสจิตฝากข้อความลางานหนึ่งวันไปยังผู้อาวุโสกู้เจี้ยนหมิงที่เรือนโอสถ ก่อนจะหันไปประสานมือเอ่ยลาจางไห่หยาง แล้วมุ่งหน้าตรงดิ่งไปหาศิษย์ผู้ทำหน้าที่ดูแลห้องฝึกซ้อมทันที
เมื่อเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะลงทะเบียน และเห็นว่าผู้ดูแลก็เป็นศิษย์ในสำนักเช่นเดียวกัน เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น "ข้าต้องการขอเช่าห้องฝึกซ้อมพิเศษหนึ่งวัน"
ศิษย์ผู้ดูแลเงยหน้าขึ้นมองหลี่ซวนด้วยแววตาประหลาดใจ "ราคาห้าสิบหินวิญญาณนะ... เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?"
"ข้าแน่ใจ"
เมื่อเห็นท่าทีเด็ดขาดของหลี่ซวน ศิษย์ผู้นั้นจึงรับหินวิญญาณมา ก่อนจะยื่นแผ่นป้ายหยกสลักอาคมของห้องพิเศษส่งให้ บนป้ายนั้นสลักอักขระเอาไว้ว่า 'ห้องพิเศษที่ยี่สิบ'
"ห้องนี้มีเวลาจำกัดให้ใช้งานได้เพียงหนึ่งวันเต็มเท่านั้น เมื่อครบกำหนดเวลา ระบบค่ายกลอาคมจะส่งร่างของเจ้าออกมาจากห้องทันที ถึงตอนนั้น เจ้าก็นำป้ายหยกนี้กลับมาคืนที่ข้าก็เป็นอันเสร็จสิ้น"
"เข้าใจแล้ว"
หลี่ซวนรับป้ายหยกมาถือไว้ ก่อนจะรับฟังคำอธิบายเงื่อนไขต่าง ๆ จนกระจ่างแจ้ง จากนั้น ชายหนุ่มก็หมุนตัวก้าวเดินอย่างองอาจ มุ่งตรงไปยังห้องฝึกซ้อมพิเศษหมายเลขยี่สิบ เพื่อเริ่มเปิดฉากการฝึกฝนวิชา 'กระบี่ก้องยุทธภพ' และ 'คล้อยตามสายลม' อย่างเต็มรูปแบบทันที!