สิ้นเสียงตวาดของเขาหลักฐานตรงหน้าก็ไม่อาจจะทำให้ฉันปฏิเสธอะไรออกไปได้เลยฉันที่ทำได้เพียงแค่เม้มปากแน่นพร้อมกับสายตาที่เริ่มสั่นระริกเนื่องด้วยจำนนต่อหลักฐานนั่นก็เพราะว่าภาพตรงหน้าลายเซ็นนั้นมันเป็ของฉันจริง ๆเพียงแต่ว่าฉันยังจำไม่ได้ว่าไปเซ็นเอาตอนไหนกันนะ อีกทั้งนึกยังไงก็นึกไม่ออก
ฉันสะบัดหัวไปมาเล็กน้อยเพื่อเรียกสติที่อาจจะดับวูบไปได้ทุกขณะให้กลับคืนมาอีกครั้งก่อนจะพยายามตั้งสติแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
(...ฮึบ...มีสติเข้าไว้ยัยลินเื่นี้มันต้องเป็เื่เข้าใจผิดอย่างแน่นอน มันต้องมีบางอย่างผิดพลาดแน่ ๆเพราะฉะนั้นเราต้องตั้งสติแล้วอธิบายให้เขาฟัง...ใช่!! ฉันต้องรีบอธิบาย...)
เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็รีบเอ่ยปากบอกเขาไปตามความจริงที่เกิดขึ้น...
“กะ...ก็ใช่ ตะ...แต่ว่า” ฉันยอมรับตามภาพตรงหน้าก่อนพร้อมกับพยายามที่จะอธิบายเพิ่มเติม
แต่ทุกอย่างมันกลับไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเมื่อเขายังคงแสดงทีท่าออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ยินยอมที่จะรับฟังข้อเท็จจริงจากฉันเลย
“ถ้าใช่ลายเซ็นของมึงงั้นก็แปลว่า...มึงต้องรับผิดชอบ!!”เสียงแข็งกร้าวดุดันยังคงตวาดใส่ฉันไม่หยุด จนฉันเริ่มไม่พอใจกับการกระทำที่เขาปฏิบัติต่อฉัน
“เอ๊ะ!!...นายนี่ พูดไม่รู้เื่หรือไงกันก็แล้วจะให้ฉันไปรับผิดชอบได้ยังไงก็ในเมื่อฉันไม่ได้เป็คนทำ...ฉันไม่ได้ทำ!!”ฉันยืนกรานเสียงแข็งพร้อมกับพรั่งพรูความจริงออกไปอย่างไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อก่อนจะพูดอธิบายต่อโดยที่แอบหวังว่าเขาจะฟังฉันบ้างสักนิด
“มันก็จริงอยู่ที่ว่าลายเซ็นนั้นมันเป็ลายเซ็นของฉัน...ใช่...ลายมือของฉันฉันจำได้และก็จะไม่ขอปฏิเสธด้วยแต่ว่าฉันไม่รู้จักคนที่มีชื่ออยู่ในสัญญานั้นเลยนะ เขาเป็ใครฉันเองก็ไม่รู้หน้าตาแบบไหน รูปร่างยังไง ให้ตายเหอะ...ฉันไม่เคยเห็นไม่เคยเจอเขามาก่อนด้วยซ้ำแล้วจะมาให้ฉันรับผิดชอบได้ยังไงกัน...นายเข้าใจที่ฉันพูดไหม”ฉันตอบปฏิเสธไปตามความจริงพร้อมกับอธิบายเพิ่มและหวังว่าเขาจะมีเมตตาฟังคำของฉันบ้างเพราะมันคือเื่จริงที่ว่า...ฉันไม่เคยรู้จักบุคคลคนนั้นจริง ๆคนที่เป็คนกู้ฉันไม่รู้จักเขาจริง ๆฉันพูดโดยพยายามส่งสายตาที่จริงใจไปให้เขาอย่าง้าให้เขาเชื่อฉัน
“อย่ามาตอแหล!!...หึ...เป็อย่างนี้ทุกตัวตอนอยากได้เงินกูไม่เห็นเป็อย่างนี้กันเลยแต่ทำไมพอถึงเวลาจ่ายก็คิดจะเบี้ยวหนี้รีบหายหัวต้องมาให้กูเสียเวลาตามหาอีก...พวกมึงนี่แม่ง...น่าจับโยนให้ไปเป็อาหารไอ้เข้ซะให้เข็ด...เห้อ...เอางี้แล้วกันพูดกันง่ายๆ เข้าใจกันง่าย ๆ อย่าให้กูต้องเหนื่อยเยอะ ในเมื่อมึงเป็คนเซ็นค้ำประกันแถมมึงเองก็ยอมรับว่าลายเซ็นนั้นเป็ของมึงจริง ๆถ้างั้น...มึงก็ต้องรับผิดชอบ...จบ...” น้ำเสียงเอือมระอาที่ส่งมาฉอดใส่หน้าฉันซะยืดยาวถึงกับทำให้ฉันทำได้เพียงแค่อ้าปากพะงาบ ๆ เถียงแทบไม่ทันก่อนที่ประโยคสุดท้ายของเขานั้นจะพูดตัดบทอย่างไร้ความเมตตาปรานี
แต่มีหรือที่คนอย่างลลินจะยินยอมในเมื่อการปรักปรำของเขามันก็ทำให้ฉันเหลืออดแล้วเหมือนกันอีกทั้งคนอย่างฉันไม่มีทางยอมรับในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น...ฉัน...จะ...ไม่...ยอม!!
“ก็แล้วทำไมนายไม่ฟังกันบ้างล่ะห๊ะ...ก็ฉันบอกอยู่นี่ไงว่าฉันไม่ได้รู้จักกับคนคนนี้เขาเป็ใคร หน้าตาแบบไหน ฉันเองไม่รู้ ไม่รู้เลยจริง ๆ จะเอาฉันไปสาบานที่ไหนก็ได้แล้วอีกอย่างฉันก็ยังนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองไปเซ็นค้ำประกันเอาตอนไหนั้แ่เมื่อไหร่นายฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไง หรือไม่ฉันว่า...มันต้องมีการเข้าใจผิดกันแน่ ๆนายควรจะตรวจสอบให้ดีก่อนนะหรือยังไงจะให้ฉันไปหาหลักฐานมาชี้แจงให้นายเห็นเองว่าฉันไม่เกี่ยวด้วยดีไหม...”ฉันร้อนใจอธิบาย พร้อมกับพยายามหาเหตุผลที่พอนึกได้ขึ้นมาประกอบเข้าช่วยแต่ทว่า...สิ่งที่เขาแสดงออกมานั้นกลับทำให้ฉันรู้ได้ทันทีเลยว่าฉันเข้าตาจนเสียแล้ว...
“หึ...คนอย่างพวกมึงนี่มันหน้าด้านจริง ๆเลยนะถึงเวลาจนตรอกก็ยังไม่ยอมรับ” เขาค่อนแคะใส่ฉันด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามพร้อมกับแววตาที่ฉายออกมาว่ารังเกียจอย่างปิดไม่มิด
และถึงแม้ว่าฉันจะไม่ชอบสีหน้าและน้ำเสียงดูถูกของเขาจนอยากจะตะบันหน้าหล่อๆ ของเขามากแค่ไหน แต่ถึงยังไงฉันก็ต้องมีสติเข้าไว้เพราะฉันจะไม่ยอม...ฉันจะไม่มีวันยอมรับในสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำเด็ดขาด...
(ฮึบ...ต้องสู้...ต้องไฝว้...เท่านั้นยัยลิน)
และในขณะที่ฉันกำลังจะอ้าปากอธิบายอะไรเพิ่มเติมออกไปอีกครั้งเขาก็ได้สวนคำพูดกลับมาโดยไม่ให้ฉันได้ทันตั้งตัวและประโยคที่เขาใช้ตอกหน้าฉันนั้นก็ยิ่งกลับทำให้ฉันต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความฉงนมากขึ้นไปอีก
“อยากเซ็นค้ำประกันให้ผัว ถึงเวลาผัวไม่มารับผิดชอบคนเป็เมียก็ต้องรับผิดชอบสิ...กูพูดถูกไหม”ใบหน้าหล่อเหลายิ้มเย้ยหยันมุมปากพูดด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้างพร้อมกับหรี่สายตาที่กำลังมองฉันด้วยความดูิ่อย่างไม่ปิดบัง
แต่ทว่า...คำพูดที่ถูกพ่นออกมาจากปากของคนตรงหน้านั้นกลับทำให้ฉันถึงกับอ้าปากค้าง งงเป็ไก่ตาแตก...ด้วยสุดแสนที่จะสงสัย
“ห๊ะ!! ผัว...ผัวใครใครผัวใคร แล้วใครเป็เมียใคร ผัวอะไรที่ไหนอี๊กกกกกก... โอ๊ยยยย...นี่นายเอาทีละเื่ได้ไหม เื่เก่ายังเคลียร์ไม่จบเลยมีเื่ใหม่ขึ้นอีกแล้วเหรอ แล้วนี่เป็อะไรจู่ ๆหาเื่มายัดเยียดให้ฉันไปเป็เมียเป็ผัวกับใครกันอีกเนี้ย นี่ฉันงงไปหมดแล้วนะ”ฉันบอกออกไปอย่างเหลืออดบวกกับความไม่เข้าใจที่ประเดประดังเข้ามา
(โอ๊ยยยยยเวรกรรมจริง ๆเลยไอ้ลินเอ๊ย...นี่มันเื่บ้าบออะไรกันเนี้ย...อย่างจะบ้าตายไม่รู้วันนี้เดินเอาเท้าข้างไหนออกจากบ้านทำไมถึงได้ซวยแบบนี้เอ๊ะ!!...หรือเมื่อเช้าจิ้งจกมันร้องทักแล้วลืมสังเกตหรือเปล่านะทำไมฉันถึงต้องมาซวยเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี้ย) ฉันสบถกับตัวเองในใจอย่างคนหัวเสีย
และทันทีที่ฉันพรั่งพรูความอัดอั้นตันใจและความสับสนที่อยู่ข้างในออกไปจนหมดคำพูดเ่าั้ของฉันก็ได้ทำให้คนตรงหน้าดูมีทีท่าเปลี่ยนไปเล็กน้อยโดยเฉพาะสีหน้าที่มักจะแสดงถึงการดูถูกเหยียดหยามและดูิ่ฉันมาตลอดกลับเหมือนจะฉายรอยยิ้มดีใจขึ้นมาเพียงชั่วขณะก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ั์เป็มารตามเดิม
แต่ทว่า...เขากลับไม่รู้เลยว่า ทั้งสีหน้าแววตาและรอยยิ้มที่เปลี่ยนไปของเขาเพียงครู่เดียวนั้นจะกลับถูกสายตากลมโตของฉันจับจ้องเก็บข้อมูลเอาไว้หมดแล้ว...
“เหอะ...เลิกตอแหลได้แล้ว...ถึงเวลาที่ต้องใช้หนี้แล้ว”หลังจากเขากลับมาทำตัวเป็คนร้ายกาจเช่นเดิมเขาก็ได้ยืนยันถึงเจตนารมณ์ของตัวเองที่มีต่อฉันพร้อมกับยกยิ้มร้ายที่มุมปากอย่างมีเลศนัยบางอย่าง
ส่วนฉันที่ยังคงไม่อาจยอมรับกับหนี้ที่ฉันไม่ได้ก่อขึ้นมาได้ก็ยังคงทู่ซี้ประวิงเวลาร้องขอความเมตตาจากเขาอย่างไม่ยอมลดละ
“แต่นาย...นายเชื่อฉันเถอะนะว่าฉันไม่รู้จักเขาจริง ๆฉันสาบานได้ มันต้องมีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอน” ฉันพูดเสียงอ่อยโดยที่ยังคงหวังว่าเขาจะเห็นใจฉันบ้าง
และก่อนที่ฉันจะโดนสรุปให้ต้องตกกระไดพลอยโจนไปกับเื่นี้ฉันที่ยังไม่ละความพยายามสุดท้ายที่มีก็ได้ขุดเซลล์สมองตัวเองขึ้นมาขบคิดถึงเื่ราวที่อาจจะตกหล่นไประหว่างทางเผื่อว่ามันอาจจะมีประโยชน์ให้กับเื่ที่เกิดขึ้นกับฉัน ณ เวลานี้ก็ได้
จนกระทั่ง...