เทียบกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของหยวนมู่เยี่ยนเจาเจานิ่งสงบกว่ามาก
ความจริงเยี่ยนเจาเจาค่อนข้างจู้จี้จุกจิกกับหยวนมู่เช่นกัน
นางไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก หากเป็นถึงอาจารย์ชื่อดังเก่งกาจ เหตุใดยังจัดการกระทั่งเรือนหลังของตนเองได้ไม่ดี
ทว่ายามเขาหยุดพิศมองนางเมื่อสักครู่นางรู้สึกราวกับว่าตนเองลอกชั้นหน้ากากของนายท่านเบื้องหน้าออก จนเผลอสังเกตเห็นตัวตนภายใต้เปลือกนอกนี้
เป็นคนน่าสนใจ
ท่านปู่ของเยี่ยนเจาเจาเป็นคนเลวทราม ท่านตาก็กลับสวรรค์ตั้งแต่นางร่อนเร่อยู่ที่ไหนไม่รู้ยามนี้นอนอยู่กลางสุสานกษัตริย์ นางจึงแทบจะไม่เคยได้สัมผัสความเมตตาจากญาติรุ่นก่อนบิดามารดา
นางชอบมองความประทับใจแรกพบ เช่นหยวนอีย่วนที่นางไม่ชอบตั้งแต่แรกเห็นทว่าผู้อาวุโสหยวนมู่กลับเข้าตานาง
โดยเฉพาะผู้อาวุโสหยวนมู่ที่รู้ฐานะของนางอยู่แล้วยามนี้ยังให้นางเรียกท่านปู่อย่างโจ่งแจ้ง นางยิ่งรู้สึกสนใจ
นางหรือจะไม่กล้าเรียก?
เยี่ยนเจาเจาดูเหมือนไม่มีสิ่งใดที่ไม่กล้า
ดังนั้นนางจึงยกกระโปรงของตนเองพร้อมยิ้มแป้นปล่อยมือหนานหมิงเหอแล้ววิ่งไปข้างกายผู้อาวุโสหยวนมู่ ผ่านตำแหน่งของหยวนอีย่วนกอดแขนผู้อาวุโสหยวนมู่ทันที
“ท่านปู่ อาจ้าวไม่เคยพบท่านพบวันนี้อดอยากเข้าหาไม่ได้เจ้าค่ะ”
การออดอ้อนคือเรื่องที่เยี่ยนเจาเจาถนัดที่สุด
ผู้อาวุโสหยวนมู่คาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะมาไม้นี้
เขาไม่ค่อยอยู่จวนสกุลหยวน จึงมีช่วงที่ลูกหลานปรนนิบัติคลอเคลียน้อยครั้งนักเรียนก็ทั้งเคารพและหวาดกลัว ไม่เข้าหาเขานัก
ความทรงจำเกี่ยวกับเด็กน้อยของผู้อาวุโสหยวนมู่จึงหยุดอยู่ที่ตนเองกับบุตรชายคนโตจากครรภ์ภรรยาคนแรกเท่านั้น
บุตรชายคนโตยามวัยเด็กน่ารักน่าชังและชอบเกาะติดอยู่ข้างกายเรียกเขาว่าท่านพ่อ
น่าเสียดายที่เขาเป็นขุนนางน้ำดีแต่กลับไม่ใช่บิดาที่ดีแน่นอน
ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในปีนั้นทำให้เขาเสียใจตลอดชีวิตบุตรชายคนโตโดนบังคับแต่งงานใหม่จนออกจากบ้านเกิดเมืองนอน ห่างหายไปหลายสิบปีและไม่ได้พบเจอกันอีกเลย
เมื่อนึกถึงตรงนี้สายตาที่ผู้อาวุโสหยวนมู่มองเยี่ยนเจาเจาพลันโศกเศร้ายิ่งกว่าเดิมในดวงตาเขาทุกข์ตรมและสั่นไหวเล็กน้อย เบ้าตาก็แดงก่ำอย่างกลั้นไม่อยู่
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าผู้อาวุโสหยวนมู่จะเจ็บปวดเยี่ยงนี้นางไม่มีประสบการณ์อยู่ร่วมกับคนชรา และทนมองคนอื่นตาแดงไม่ได้ที่สุดจึงบีบมือของผู้อาวุโสหยวนมู่ กล่าวเสียงอ่อนโยน “ท่านปู่ ท่านอย่าเศร้าไปเลยอาจ้าวอยู่ที่นี่เสมอ ยังมีเจินเจินกับอ้ายอ้าย เป็นหลานสาวของท่านปู่ด้วยเจ้าค่ะ”
ความหมายของนางชัดเจนว่าต้องการพาเจินเจินกับอ้ายอ้ายมาตรงหน้าชายชรา
สีหน้าของหยวนอีย่วนยังคงเดิม เพียงยิ้มพลางพยักหน้า แล้วหันไปเรียกเจินเจินกับอ้ายอ้าย
“พี่หญิงสาม พี่หญิงสี่ พวกท่านมานี่สิเจ้าคะ”
พูดจบนางก็สละที่ของตนเองราวกับว่าพวกเยี่ยนเจาเจาสามคนรั้นจะยึดตำแหน่งเดิมของนางไปทำให้นางยืนโดดเดี่ยวคนเดียว
ท่านผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสองหลานสาวเจินเจินกับอ้ายอ้ายนักพบยามนี้ สองฝาแฝดหญิงก็เติบใหญ่อย่างสง่าผ่าเผย คนหนึ่งงดงามอ่อนหวานอีกคนฉลาดหลักแหลม ช่วงคารวะทักทายไม่มีที่ติสักนิดเดียว
เขาชอบเด็กฉลาดมาแต่ไหนแต่ไรหยวนอีเฉี่ยวกับหยวนหยางฮุยไม่เคยเข้าตาเขาเพราะพวกเขาโง่เง่าเกินไปมาวันนี้เจินเจินกับอ้ายอ้ายกลับทำให้เขาดวงตาเป็นประกาย
ยิ่งกว่านั้นเขาเพิ่งเห็นชัดเจนว่าเยี่ยนเจาเจากับเจินเจินอ้ายอ้ายมีความสัมพันธ์อันดีกันแล้วความรู้สึกแรกที่มีต่อเยี่ยนเจาเจา เลยพาให้ความประทับใจที่มีต่อเจินเจินอ้ายอ้ายดีขึ้นทันตา
“ท่านปู่ พี่เจินเจินกับพี่อ้ายอ้ายไม่ค่อยได้พบท่านอาจระมัดระวังตัวสักหน่อย ท่านอย่าเก็บมาใส่ใจเลย มาใกล้ชิดกับพวกพี่หญิงของข้าให้พวกเราเหล่าพี่น้องหญิงซื่อบื้อได้สัมผัสกลิ่นอายผู้รอบรู้บนร่างท่านนะเจ้าคะ”
เยี่ยนเจาเจามองร่องรอยความหวาดกลัวภายใต้รอยยิ้มบางๆบนใบหน้าเจินเจินกับอ้ายอ้ายออก จึงได้ขยิบตาและเอ่ยอย่างทะเล้น
เกรงว่าอีกไม่นานตนก็ต้องไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาสกุลหยวนกับหยวนอีย่วนแล้วถึงเวลานั้นนางย่อมไม่วางใจปล่อยสองพี่น้องไว้ในสกุลหยวนหากทำให้ผู้อาวุโสหยวนมู่มองพวกนางใหม่ และอนุญาตพวกนางไปด้วยคงจะดี
เยี่ยนเจาเจาสรุปในใจเรียบร้อยจึงยกที่ของตนให้เจินเจินกับอ้ายอ้าย
เจินเจินกับอ้ายอ้ายเรียนรู้เร็ว เยี่ยนเจาเจาหลบที่ให้พวกนางพวกนางก็เข้ามายืนข้างซ้ายขวาของผู้อาวุโสหยวนมู่ แม้นไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดแต่ในสายตากลับเต็มไปด้วยความใคร่รู้ที่ผู้น้อยมีต่อผู้อาวุโส
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกชื่นชมกันเองและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเช่นนี้มานานแล้วเมื่อก่อนหยวนอีย่วนจะเคารพรักเขามากกว่าเข้าใกล้ ความโกรธท่วมท้นช่วงแรกจึงค่อยๆสงบลง
แม้เขาไม่ได้รักภรรยาใหม่ ถึงขึ้นชิงชังเอือมระอาทว่าเด็กพวกนี้บริสุทธิ์
พอคิดเช่นนี้ ใจของผู้อาวุโสหยวนมู่พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อยสีหน้าก็อ่อนโยนขึ้นบ้าง
เยี่ยนเจาเจาไม่รังเกียจที่จะปล่อยชาวบ้านสองข้างทางหัวเราะเยาะสกุลหยวนทว่าต่อไปผู้อาวุโสหยวนมู่จะเป็นอาจารย์ของนาง นางไม่อยากให้เขาโดนมองเป็นเรื่องสนุกอยู่หน้าประตูทั้งที่อายุมากแล้วเหมือนหยวนอีย่วน
เยี่ยนเจาเจาจึงส่งสายตาให้เจินเจินกับอ้ายอ้ายเจินเจินอ้ายอ้ายรับช่วงต่ออย่างรวดเร็ว รวบรวมความกล้าพูดกับผู้อาวุโสหยวนมู่ตามความตั้งใจที่จะไม่ให้น้องสาวตนผิดหวัง
คาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสหยวนมู่จะยอมตอบพวกนาง คุยไปคุยมาก็มีท่าทางรักใคร่เมตตา
เหล่าเด็กๆ อายุยังน้อยมีทั้งความนับถือและชื่นชมต่อผู้อาวุโสของตนเอง เมื่อเขายอมวางทิฐิพูดคุยกับพวกนางเด็กน้อยย่อมมีหลายร้อยวิธีเอาใจผู้อาวุโสที่กำลังโมโหให้อารมณ์ดี
ไม่นานเจินเจินกับอ้ายอ้ายก็อ้างว่าจะให้ท่านปู่ดูภาพวาดพู่กันจีนที่สองพี่น้องเขียนร่วมกันเมื่อวันก่อนหลอกล่อผู้อาวุโสหยวนมู่เข้าจวนได้สำเร็จ
นายหญิงรองเห็นบุตรสาวทั้งสองของตนปลอบนายท่านผู้เฒ่าจนสงบลงสีหน้าดูไม่อยากเชื่อเท่าไรนัก
และขณะที่ผู้อาวุโสหยวนมู่กำลังจะเข้าจวนไปแล้วนั้นเอง จู่ๆก็หันกลับมาปรายตามองนายหญิงใหญ่ที่ทำตัวกลมกลืนอยู่อีกฝั่ง “หลินซื่อหากวันนี้ข้าไม่พบหยวนหยางฮุยในเรือน ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปแซ่ของเขาจะไม่ใช่หยวนแล้วสกุลหยวนของข้าคงรองรับคนใหญ่คนโตเช่นเขาไม่ไหว”
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่านายท่านผู้เฒ่าจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก
มิหนำซ้ำความหมายของนายท่านผู้เฒ่า คือการขับหยวนหยางฮุยออกจากตระกูลซึ่งมีโอกาสมากว่าจะเปิดหอบรรพชน ลบชื่อแซ่ของเขาออกจากผังตระกูลเหมือนตอนขับไล่นายท่านใหญ่สกุลหยวนในปีนั้น
แม้นายหญิงผู้เฒ่าจะตำหนินายหญิงใหญ่อย่างรุนแรงเพราะเรื่องราวก่อนหน้านี้แต่อย่างไรหยวนหยางฮุยก็เป็นเด็กที่นางตามใจมาจนโต คำกล่าวนี้จึงให้ทำนางเป็นลมจนบ่าวรอบกายวิ่งวุ่นกันอลหม่าน
ทว่าสายตาของผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่เหลือบแลนายหญิงผู้เฒ่าเลยสักเสี้ยวมาตั้งแต่ต้นช่วงแรกก็ปล่อยนางร้องไห้อยู่กับพื้น
หลังเยี่ยนเจาเจามาถึง กระทั่งหันไปมองยังไม่มียามนี้ได้ยินบ่าวไพร่รอบกายอุทานว่า “นายหญิงผู้เฒ่าหมดสติไปแล้ว!”ก็ไม่แสดงสีหน้า เพียงจูงมือเจินเจินกับอ้ายอ้ายเดินจากไปเท่านั้น
นายท่านผู้เฒ่าลั่นวาจาออกมาแล้วย่อมไม่คืนคำใครก็ไม่กล้าต่อกรกับนายท่านผู้เฒ่า แม้กระทั่งนายหญิงใหญ่ก็ตาม
นางกัดฟัน ตากแดดแรงกล้าจนรู้สึกหน้ามืดวิงเวียนสีหน้าซีดเผือด แต่ทำได้เพียงยอบกายคารวะ ตอบกลับอย่างไร้หนทางต่อต้าน “เจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่แม้แต่จะมองนายหญิงใหญ่ข้างหลังหันกลับไปพูดคุยกับเจินเจินอ้ายอ้ายด้วยท่าทางรักใคร่เอ็นดูต่อ
นายหญิงรองกับนายหญิงสามเดินตามไกลๆนายหญิงใหญ่ก็กลับไปเตรียมรถม้าและบ่าว คาดว่าการตามหาหยวนหยางฮุยจะเป็นเรื่องยุ่งยาก
สักพักคนที่อยู่บริเวณหน้าประตูก็แยกย้ายกันไป
ชาวบ้านซ้ายขวาคิดว่าเรื่องสนุกจบลงแล้ว ไม่มีอะไรให้ดูอีกจึงสลายตัวกันอย่างรวดเร็ว
ครู่เดียวหน้าประตูใหญ่จึงเหลือเพียงหนานหมิงเหอ เยี่ยนเจาเจาและหยวนอีย่วนที่เงียบสนิท
จะว่าไปก็แปลก ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่มองหนานหมิงเหอเลยสักนิด
จนทำให้คนรอบข้างเอะใจขึ้นมา
หากกล่าวว่าผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่สนใจสายสกุลของนายท่านใหญ่ที่โดนลบชื่อออกจากหอบรรพชนทว่าเขาก็โปรดปรานหยวนชิงจ้าวที่เป็นบุตรสาวภรรยาเอกของนายท่านใหญ่อย่างเห็นได้ชัด
หากกล่าวว่าใส่ใจนายท่านผู้เฒ่ากลับไม่เหลือบมองหยวนชิงชิวบุตรชายเพียงคนเดียวของนายท่านใหญ่เลยแม้แต่น้อยช่างชวนสับสนมึนงงเสียจริง
ต่างคนต่างความคิด แต่เจ้าของเรื่องยังคงพูดคุยกันอยู่
บนใบหน้าของหยวนอีย่วนแต้มรอยยิ้มสมบูรณ์แบบดังเดิมนางเพียงยอบตัวให้เยี่ยนเจาเจา และคารวะหนานหมิงเหอ “พี่ใหญ่ น้องหญิงเจ็ดข้าไปก่อนนะ”
“พี่หญิงหกไปเถิด” เยี่ยนเจาเจาไม่อยากแตกคอกับหยวนอีย่วนจึงเพียงคารวะกลับด้วยรอยยิ้มระรื่น
หยวนอีย่วนพาสาวใช้จากไปชั่วขณะที่หันหลังไปสีหน้าพลันเย็นชาลงเล็กน้อย
“พี่ชาย ท่านอุ้มข้าหน่อย ข้าเดินไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาอ้อนเก่งแต่เป้าหมายที่นางชอบอ้อนที่สุดก็คือหนานหมิงเหอ พี่ชายรองรับปากทุกคำขอของข้าจะไม่ติดใจได้อย่างไร?
หนานหมิงเหอมองเจาเจาที่จงใจทำตัวน่ารัก และถอนหายใจเงียบๆ
นางไม่ใช่เด็กน้อยที่จะออดอ้อนเขาต่อหน้าคนอื่นหลังกินอิ่มแล้วว่างงาน
เยี่ยนเจาเจาแค่กลัวว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดจากการโดนผู้อาวุโสหยวนมู่เมินจึงได้พูดเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้เขาผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดถึงมันอีก
นี่คือเจาเจาของเขา
แต่สามารถแลก “ความเห็นใจ” จากเยี่ยนเจาเจามาได้สักหน่อยพี่ชายรองคิดว่าถูกผู้อาวุโสหยวนมู่เมินอีกกี่รอบก็ไม่เป็นไร
อย่างไรเสียก็ไม่ได้จะอาศัยเจาเจาชิงความสำคัญจากอาจารย์มาให้ตนเอง
วันนี้ผู้อาวุโสหยวนมู่เมินเฉยเขาอย่างสิ้นเชิงหนานหมิงเหอจะทำให้ผู้อาวุโสหยวนมู่เสียดายเมื่อมองย้อนกลับมาในสักวัน
คนเราไม่พบกันสามวันก็ควรมองดูกันใหม่ นับประสาอะไรกับหนานหมิงเหอที่ไม่ใช่คนเบาปัญญา
เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนหวานของเยี่ยนเจาเจาจากข้างหลังรอยยิ้มบนใบหน้าของหยวนอีย่วนพลันจางหายลงไปมาก
ทว่านางยังคงเก็บอารมณ์ ไม่ว่ารอบกายจะมีใครมองอยู่หรือไม่ฝีเท้าของนางก็ไม่สับสนวุ่นวาย ก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอ ผ่อนคลายนุ่มนวลชายกระโปรงสะบัดพลิ้วไหวดูสง่างามยิ่งนัก
เจินเจินกับอ้ายอ้ายพานายท่านผู้เฒ่ากลับบ้านรอง
หยวนมู่ไม่ได้แวะมาบ้านรองนานแล้วจนแทบจะลืมหน้าตาของบุตรชายคนที่สามของตนเองไปและจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนเด็กเขาเคยปรนนิบัติข้างกายตนหรือไม่ เป็นเวลานี้เองที่เขาเพิ่งนึกได้ว่าไม่เคยอยู่เคียงข้างบุตรทั้งสามในจวนเลย