Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 17 วันที่หนึ่ง

    17:00 น.ผมยืนอยู่ในห้องกว้าง ๆ ห้องเดิมที่เคยถูกอาเบลพามาพร้อม ๆ กับคนอื่น ๆ ผมก้มลงมองนาฬิกาสมาร์ทวอร์ชเรือนเดิมซึ่งติดตัวผมมาตลอด ตัวเลขหน้าปัดบอกเวลา 17:00 น. ตามเวลาของประเทศญี่ปุ่น สถานที่บนโลกของเซเปียนส์แห่งสุดท้ายที่ผมอยู่ วลาดิเมียร์ไปตามผมออกมาจากห้องพักเมื่อครู่ใหญ่ ๆ ที่ผ่านมา พร้อมบอกว่ามีเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่ผมต้องทำให้ได้ เขาตบไหล่ผมและทำหน้าตาเคร่งเครียดกว่าปกติ แม้ใบหน้าจะยังมีรอยยิ้มแขวนอยู่แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนก่อนหน้านี้เบื้องหน้าผมตอนนี้มีคนสามคนยืนอยู่หนึ่งคนที่ผมพอจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อน วลาดิเมียร์หนึ่งคนที่ไม่ชอบหน้าผมเลย และน่าจะเรียกได้ว่าเกลียด เรย์และหนึ่งคนสุดท้ายที่มีสีหน้าไม่ดีใส่ผมหลายครั้งก่อนหน้านี้ นอร่าเมื่อวัดปริมาณความรู้สึกดีแล้ว ผมว่าในห้องนี้มีให้กับผมไม่มากนัก บรรยากาศจึงค่อนข้างอึมครึมวลาดิเมียร์เป็นคนที่ทำลายบรรยากาศนั้นลงด้วยเสียงขรึม“คาล ที่พวกเราเรียกนายมาก็เพราะมีเรื่องสำคัญ”ผมพยักหน้าให้กับทั้งสามคน“จำเรื่องที่อาเบลต้องการให้นายไปทำภารกิจกับพวกเราได้ใช่มั้ย”“จำได้”“เราจะเริ่มภารกิจนั้นกันตอนนี้แล้ว”ผมตกใจกับคำพูดของวลาดิเมียร์จนหน้าชา ผมคิดว่าทุกอย่างกำลัจะเข้าที่เข้าทางแล้ว แต่ก็ต้องมีเรื่องให้ตกใจใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา นี่คือวันที่สองของผมเซกเตอร์สิบเจ็ดเองนะถ้าผมจำไม่ผิดผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของปลาในตู้ที่โดนเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ ขึ้นมาทันที พอเริ่มจะชินกับน้ำที่อยู่ ก็มีน้ำใหม่มาให้ตกใจและต้องเริ่มปรับตัวกันใหม่อีก“ฉันไม่ค่อยเข้าใจ เริ่มเลยคือ... เดี๋ยวนี้?” “ใช่ ตอนนี้เลย และนายมีเวลานับจากนี้อีกแค่สิบวัน เพื่อจะพิสูจน์ว่าทำได้มั้ย” เรย์ที่ดูเต็มไปด้วยความฉุนเฉียวเป็นคนตอบคำถามของผมแทน“สิบวัน แล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง แล้วถ้าเกิดทำไม่ได้ล่ะ?”ผมเริ่มประมวลความคิดเกี่ยวกับกลุ่มทรินิตี้ที่ผมมีอยู่ทั้งหมด ดีที่การสตรัคของพวกทรินิตี้ไม่ได้ทำให้พวกความจำเหล่านี้หายไปด้วยผมต้องไปกรุงเทพฯ เพื่อรวมกลุ่มกับทรินิตี้ที่นั่นแล้วก็เก็บตัว...“ทำไม่ได้นายก็ต้องถูกส่งตัวให้กับกระทรวงสอบสวนกลาง และพวกนั้นจะเจาะสมองนายจนเละ อย่าคิดว่าฉันขู่ ฉันรู้ดีว่าสตรัคเกอร์ที่โดนส่งตัวไปแต่ละคนเป็นยังไงดี”เรย์ไม่ทันให้ผมตั้งตัวก็พุ่งเข้ามาพร้อมตวัดกำปั้นเข้าที่ปลายคางของผมจนตัวลอยอยู่ ๆ ผมก็มองเห็นเท้าของผมชี้ไปทางเพดานด้านบน พร้อมกับความเจ็บปวดที่ทำเอาผมแทบจะสลบผมกระเด็นถอยหลังไปร่วมสิบเมตร นอนหงายมองเพดานที่อยู่ห่างออกไป และลุกไม่ขึ้นตอนที่หมัดของเรย์กระทบเข้าที่ปลายคางของผม ตัวผมเหมือนมีแรงต้านบางอย่างพุ่งออกมาจากภายในเพื่อลดแรงกระแทกและปกป้องผมอยู่ แต่แม้จะมีแรงบางอย่างนั้น ผมก็รู้สึกเจ็บปวดจริง ๆ“เรย์ เธอลงมือกะให้ตายเลยนะ เบามือหน่อย”วลาดิเมียร์หันไปพูดกับเรย์ด้วยน้ำเสียงปรามเบา ๆ“ตายเหรอ วลาด นายดูซิ”เรย์ชี้นิ้วมาทางผม“ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียวออกมาจากหมัดที่ฉันใช้แรงกะให้หัวขาด”ผมได้ยินประโยคนั้นก็โกรธจนทนไม่ไหว แม้ว่าคางของผมจะยังเจ็บจนแทบสลบอยู่แต่ผมก็พยายามยันตัวลุกขึ้นมา“ทำบ้าอะไรของเธอวะเนี่ย... อึก”ขนาดที่ผมอ้าปากกว้างตะโกนใส่เรย์ นอร่าก็ยื่นมือมาทางผมพร้อมยิงอะไรสักอย่างจากปลายเล็บของเธอเข้ามาในปากของผม ไม่มีรสชาติอะไร แต่ผมกลับรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกาย“เธอทำอะไรกับฉัน แค่ก ๆ”ผมหันไปมองนอร่าที่กลับไปยืนกอดอก “จำได้มั้ยว่านายเคยถูกพวกทรินิตี้ให้กินยาตัวหนึ่งทุกวันมาตลอด พวกมันบอกว่าเป็นยาเพื่อทำให้สมาชิกในทีมมีสมาธิ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นยาที่มีไว้เพื่อกดการใช้แลดูดซึมมานาของสตรัคเกอร์”“เธอเอาไอ้นั่นให้ฉันกิน?”นอร่าส่ายหน้า“ไม่ใช่ สิ่งที่ฉันให้กินมีฤทธิ์มากกว่านั้นสิบเท่า ฉันสกัดมาจากตัวยาที่ได้มาจากของนาย แม้จะไม่เข้าใจส่วนผสมทั้งหมดของมันแต่ฉันเพิ่มส่วนประกอบที่ทำให้มั่นใจว่าจะออกฤทธิ์เหมือนกันแต่ว่ารุนแรงกว่าแน่นอน” “แปลว่า...??”“แปลว่าแบบนี้ไง”เรย์พุ่งเข้ามาอีกครั้ง ผมรีบยกมือป้องกันคางในทันที แต่ปรากฏว่าครั้งนี้เป้าหมายของเรย์ไม่ใช่ที่เดิมตัวผมงอจากแรงกระแทก รสขมปร่าพุ่งขึ้นมาจากกระเพาะของผมจนเต็มปาก เรย์อัดเข้าที่กลางลำตัวของผมขนเหมือนกระดูกสันหลังของผมจะพุ่งทะลุออกไปครั้งนี้ผมรู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งตัว ไม่มีแรงต้านอะไรพุ่งออกมาจากส่วนไหนในร่างกายของผมเลยตัวของผมตกลงบนพื้นกระเด้งกระดอนไปหลายตลบถัดจากรสขมปร่าก็กลายเป็นรสของเลือดที่ท่วมปากผมอยู่นี่ผมไม่เหลือพลังอะไรแล้วใช่มั้ยนี่ผมนอนตัวสั่นหมดสภาพ ทั้งตัวจมไปด้วยอ้วกและเลือดที่กระอักออกมา ตาพร่าไปหมดจนเห็นแต่ดวงดาววิบวับอยู่บนเพดานวลาดเดินเข้ามายืนคร่อมผม ยื่นมือมาให้ผมจับผมยื่นมือที่สั่นเทาไปหาเขา แล้วเขาก็ช่วยดึงผมลุกขึ้นมานั่ง“นี่คือสภาพถ้านายป้องกันตัวเองไม่ได้ แม้ว่านายอาจจะมีพลังรักษาตัวที่สูงจนน่าตกใจ แต่ถ้าเจอกับศัตรูจริง ๆ นายคงไม่มีโอกาสจะรอดไปได้ นายรู้ใช่มั้ยพวกเราก็ตายได้ ถ้าเมื่อกี้เรย์เอาจริงเปลี่ยนจากหมัดเป็นกรงเล็บ หัวนายอาจจะหลุดออกจากตัวไปเลยก็ได้ และฉันยังไม่เคยเห็นโดมินาริที่หัวขาดแล้วยังมีชีวิตรอดได้หรอกนะและนี่คือบทเรียนแรกที่พวกเรามอบให้นาย”วลาดิเมียร์พูดด้วยเสียงจริงจัง“สิ่งที่เราจะทำกันในช่วงสิบวันนี้มีแค่สองอย่าง อย่างแรกคือการเก็บข้อมูลที่นายรู้เกี่ยวกับภารกิจของโดมินาริให้ได้มากที่สุด และอย่างที่สองคือเราจะสอนวิธีการต่อสู้ให้กับนาย เพื่อที่นายจะได้เป็นกำลังรบให้กับเราได้จริง ๆ”“สอนการต่อสู้?”“ใช่ พวกเราจะสอนการต่อสู้ให้นายด้วยการต่อสู้จริง ซึ่งอาเบลเชื่อว่ามันน่าจะปลุกศักยภาพบางอย่างที่ซ่อนเร้นในตัวของนายออกมาได้ และภายในสิบวันนายต้องทำสิ่งหนึ่งให้ได้”“คืออะไรวลาด?”“โจมตีเรย์ให้ได้หนึ่งครั้ง”“ถ้าทำไม่ได้ฉันจะถูกส่งตัวให้กระทรวงสอบสวนกลาง?”“เสียใจที่ต้องตอบว่าใช่” “กระทรวงสอบสวนกลางนั่นน่ากลัวมากใช่มั้ย” ผมค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นมายืน อาการเจ็บหายไปบ้างแล้วแต่ทั่วทั้งร่างของผมยังสั่นไปหมดวลาดพยักหน้าตอบคำถามของผม “งั้นฉันจะไม่มีทางยอมไปที่นั่น” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของวลาดิเมียร์“เยี่ยม มันต้องแบบนี้ซิ!” .............................................................“ก่อนอื่นฉันอยากจะถามนายว่านายจำการต่อสู้ของพวกเรากับพวกอันเดดได้มั้ย”ผมพยักหน้า“แล้วจำสภาพของคนที่ถูกยิงด้วยกระสุนเดรูเลี่ยนได้ใช่มั้ย?” ภาพที่กระทบความรู้สึกของผมถูกรื้อออกมาจากความทรงจำ สภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกระสุนยิงจนร่างกายพรุนเป็นเนื้อบด แขนขาที่ขาดกระจายเพราะแรงของกระสุน เลือดสีแดงที่ไหลเจิ่งนอง“จำได้” ผมตอบด้วยเสียงสั่นและหมดเรี่ยวแรง“แล้วจำได้มั้ยว่าฉันก็ถูกยิง”ผมนึกถึงเหตุการณ์นั้น ก็ปรากฏภาพของวลาดิเมียร์เข้ามารับกระสุนแทนพวกวายาขึ้นมา แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าทำไมวลาดิเมียร์ไม่เป็นอะไรเลย?ร่างกายของวลาดิเมียร์ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น จากที่สูงกว่าสองเมตรอยู่แล้วแต่เหมือนตอนนี้ร่างของเขาจะสูงขึ้นไปอีกและกล้ามเนื้อก็หนาขึ้นจนเห็นลอนกล้ามเนื้อและเส้นเลือดปูดโปนชัดเจนอย่างน่ากลัวผิวหนังของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม พร้อมกับเขี้ยวที่งอกยาวออกมาจากขากรรไกรล่าง“ที่ฉันไม่เป็นอะไรเพราะฉันกลายร่างให้อยู่ในสภาพร่างที่แท้จริงของฉัน เผ่าพันธุ์นักรบที่แข็งแกร่ง...ออร์ค!” เสียงของวลาดิเมียร์ก้องคำราม ตามตำนานของชาวยุโรปมักจะพูดถึงออร์คในร่างของสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ที่น่าขยะแขยง โง่เขลา มีแต่แรงแต่ไม่มีสมองและหน้าตาน่าเกลียด แต่ร่างออร์คของวลาดิเมียร์ไม่เป็นแบบนั้นเลย มันเป็นร่างสมบูรณ์พร้อมของสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องจักรแห่งการรบอย่างสมบูรณ์แบบ ร่างกายที่หนันแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อ กำปั้นที่ใหญ่โตแลดูน่าสะพรึง และทั้งหมดนั้นมันช่างงดงามเซเปียนส์มักจะบันทึกถึงเรื่องราวของโดมินาริอย่างเกินจริง เต็มไปด้วยความโหดร้าย และเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกในแง่ลบเพื่อทำให้ผู้คนหวาดกลัว อันเนื่องมาจากความรู้สึกต่อต้านในจิตใจที่ยอมรับไม่ได้ว่ามีสิ่งที่เหนือกว่า สูงส่งกว่า และทรงพลังมากกว่าสายพันธุ์ของตน และลึก ๆ แล้วคือความเกรงกลัวต่อสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจออร์คคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบันทึกขึ้นมาแบบผิด ๆ เพราะตัวอย่างที่แข็งแกร่งและงดงามปรากฏอยู่เบื้องหน้านี้แล้วครั้งที่แล้วผมไม่ทันได้มองร่างที่เต็มไปด้วยพละกำลังนี้อย่างชัดเจน พอวันนี้ได้เห็นอย่างเต็มตาผมก็รู้สึกประหม่าขึ้นมายังไงไม่รู้“แต่การอยู่ในสภาพร่างที่แท้จริงไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ฉันรับกระสุนเดรูเลี่ยนได้ แต่มันเป็นเพราะมานา”รอบ ๆ ตัวของวลาดิเมียร์มีกระแสพลังบางอย่างสีเหลืองนวลไหลเวียนออกมาจนเห็นได้ชัดเจน กระแสพลังนั้นห่อหุ้มร่างของวลาดิเมียร์เอาไว้ด้วยการไหลวนไปตามร่างของเขา“นี่คือมานาของฉันที่ช่วยเสริมให้ร่างกายแกร่งขึ้นและปกป้องร่างของฉันไว้ ซึ่งการที่จะทำแบบนี้ได้จะต้องมีพลังระดับที่สองขึ้นไป นายจึงจะสามารถใช้มานาในการป้องกันร่างกายและโจมตีศัตรูได้ นอกจากนั้นมานายังจะช่วยเสริมความโดดเด่นของความสามารถพิเศษของแต่ละเผ่าพันธุ์ให้แสดงออกมาได้อีกด้วยอาเบลกับวิคเตอร์ประเมินว่านายมีพลังอย่างน้อย ๆ ก็ระดับสามจากพลังฟื้นตัวของนายแม้เราจะยังไม่รู้ว่านายเป็นสายพันธ์ไหนก็ตาม ดังนั้นถ้าเราขัดเกลาให้นายใช้มานาได้อย่างมีประสิทธิภาพในการต่อสู้ได้มากขึ้น นั่นคือนายจะไม่เพียงแค่ปกป้องตัวเองได้ แต่นายจะเป็นกำลังรบให้กับพวกเราได้จริง ๆ”ผมพอจะจำเรื่องนี้ได้ อาเบลเคยเล่าให้ผมฟังตอนที่ผมตื่นขึ้นมาหลังจากพุ่งเข้าไปรับระเบิดของอันเดด“แล้วที่มือของวายามีไฟ...” ผมอยากรู้เพิ่มเติมเพราะวายาก็ยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังทั้งหมด “ค่อยเป็นค่อยไปละกัน ตอนนี้นายหาทางรับมือฉันกับเรย์ให้ได้ก่อน”วลาดิเมียร์พูดจบก็ยิ้ม พร้อมกับเหวี่ยงกำปั้นยักษ์นั่นมาทางผมพร้อมกับพูดว่า“วันที่หนึ่งเริ่มแล้ว!”จบตอนที่ 17