ปัง! ปัง! ปัง! ฟู่ววววว
แผ่นหลังอันใหญ่โตของอาฟ่านกำลังทำอาหารอย่างขมักเขม้น ไม่นานมันก็ตักกับข้าวราดชามใบโตสองใบ
“นี่ของเ้า”
อาฟ่านนำหมูผัดขิงมาวางลงตรงหน้าข้าพร้อมด้วยรอยยิ้ม คนผู้นี้มีฐานะดีไม่น้อย เป็ถึงลูกชายเ้าของเหลาสุราอาหารใหญ่โตที่สุดในเมือง ที่สำคัญนี่ไม่ใช่สาขาใหญ่ที่สุดด้วย
เหลาสุราโคมแดง เป็เหลาสุราของกระกูลเก้อ มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองหลวงแคว้นเยี่ยน ถือเป็หน่วยข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินต้าเทียน เหลาสุราโคมแดงนั้นแต่ละสาขามียอดฝีมือระดับปรมาจารย์เป็ผู้ดูแล น้อยคนนักที่จะกล้ายุ่งเกี่ยวด้วย มีเพียงผู้ที่้าซื้อขายข่าวสารระดับสูงเท่านั้นจึงจะค่อยติดต่อไป และราคาของข่าวแต่ละข่าวนั้นนับว่าอภิมหาแพงเลยก็ว่าได้
ดังนั้นข้าพอจะเดาได้ทันทีอาฟ่านนั้นเป็คนของตระกูลเก้อแน่ๆ และยิ่งเห็นการวางตัวในเหลาสุราแห่งนี้ข้ายิ่งมั่นใจ แม้ไม่ค่อยมีใครสนใจมัน แต่ก็ไม่มีใครกล้ารังแกมันเช่นกัน
‘หากข้าสามารถใช้งานอาฟ่านได้มิเท่ากับว่าข้าควบคุมเหลาสุราโคมแดงรึ และหากข้าได้เหลาสุราโคมแดงเงินทองทั้งหมดก็จะไหลมาเทมา ข้าจะรวย!’
ข้านั่งกินพลางยิ้มไปพลางอย่างอารมณ์ดี แผนในใจของข้าตอนนี้ช่างง่ายดายยิ่ง เพียงทำให้อาฟ่านเป็หัวหน้าตระกูลได้ ก็เท่ากับว่าได้ควบคุมเหลาสุราโคมแดงทั้งหมดแล้ว แต่ทว่า
“พี่ฟ่าน ท่านไม่อยากเป็เ้าของเหลาสุราหรือ?”
“ข้าอยาก” อาฟ่านตอบอย่างเรียบง่าย
“อาฟ่านเ้าบ้าไปแล้วรึ” ชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากประตูไม้ด้านหลัง หน้าตาของมันเหมือนอาฟ่านไม่มีผิด แต่กลับมีรูปร่างสมส่วนกว่า ดูเป็ผู้ฝึกยุทธ แต่แท้จริงแล้วมันก็คือคนครัวนั่นเอง
“ท่านคือ!?”
“ข้าเก้อจ้าน เป็พี่ชายของมัน”
เด็กน้อยมองใบหน้าทั้งสองสลับกันไปมา ในที่สุดนางก็รู้ว่าทั้งสองเป็ฝาแฝดกัน แตกต่างกันที่คนหนึ่งสติยังดี อีกคนสติไม่ดี
“อาฟ่านบอกว่าเ้าช่วยมันไว้ จริงรึ”
เด็กน้อยไม่ตอบคำใด นางเพียงแสดงให้ดู
วูบบบบ!!!
เพียงพริบตาเดียว ปังตอในมือของอาจ้านก็ลอยไปอยู่ในมือนาง
เก้อจ้านมองดูด้วยสายตาสนใจ สีหน้ามันยังคงเรียบเฉย
“เ้าเป็ใครกัน?” เก้อจ้านถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เทพเซียนอย่างไรเล่า” คำตอบของนางดูเหมือนล้อเล่น และเก้อจ้านก็คิดว่ามันคือการแสดงปาหี่ของนาง มันจึงไม่ค่อยสนใจ
“สรุปพวกท่านยังอยากเป็เ้าของเหลาสุราหรือไม่”
อาฟ่านพอได้ยินนางถามก็รีบพยักหน้าหงึกๆ ส่วนพี่ชายของมันกลับส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
“ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้น คนที่จะเป็เ้าของเหลาสุราได้ล้วนถูกคัดกรองและส่งตัวมาจากสาขาใหญ่ คงมีผู้คนมากมายอยากเป็เ้าของเหลาสุราแห่งนี้ก็ให้เขาเป็ไปเถิด ตัวข้าขอเพียงได้อยู่มีกินก็เต็มกลืนแล้วไม่กล้าคิดไปไกล อีกอย่างแม้แต่ท่านพ่อของข้าข้าก็ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย ส่วนแม่ข้าก็เป็เพียงนางโลมไม่มีผู้ใดในตระกูลยอมรับพวกเราหรอก”
“ท่านไม่อยากเป็ก็ช่างประไร พี่ฟ่านอยากเป็ข้าจะช่วยพี่ฟ่าน หลังจากนั้นเราจะยึดครองยุทธภพกัน”
เก้อจ้านถอนลมหายใจออกเบาๆ “น้องชายข้าสติไม่ดี เด็กน้อยเ้าอย่าได้ใช้มันเป็เครื่องมือ”
เด็กน้อยหัวเราะคิกๆอยู่หลายครั้งนางมองเก้อจ้านแล้วคนผู้นี้ความจริงก็นิสัยใช้ได้อยู่ คนผู้นี้ยึดติดกับความจริงบนโลกไม่กล้าคิดฝันเกินตัว
“แต่ความจริงมิใช่ว่าที่ท่านพี่พยายามฝึกวรยุทธอยู่ทุกวี่วันเพื่อให้ตระกูลยอมรับมิใช่รึ”
คำถามนี้ทำเอาเก้อจ้านเงียบกริบ สีหน้าของมันแม้ดูเศร้าหมองอยู่บ้างแต่ก็ยังสามารถยิ้มได้ตลอด
“ข้าเป็เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่ง มิได้มีพร์ฝึกยุทธอันใด ความจริงแม้แต่ยอดฝีมือขั้นลูกไก่เหลืองข้ายังไม่สามารถสู้ได้ แล้วจะเอาอะไรไปทำให้ผู้อื่นยอมรับได้” มันพูดพลางหันไปลูบหัวน้องชายสติไม่ดีของตนเอง
“ท่านมีจิตใจดี แค่นี้ก็เพียงพอแล้วกระมัง!” เด็กน้อยพูดพลางยิ้มแป้นอย่างน่ารัก
“เด็กน้อยเ้าอายุเท่าใดกัน เหตุใดจึงพูดคุยกับข้าได้ราวกับคนมีอายุ”เก้อจ้านถามด้วยความสงสัย มันเห็นว่าเด็กห้าขวบควรจะไปเล่นอย่างอื่นมิใช่มาเล่นยึดครองยุทธภพเช่นนี้
“ห้าขวบแล้วกระมัง”
เก้อจ้านถอนหายใจออกมาเบาๆ“เ้ายังเด็กนักเ้าไม่รู้อะไร เื่ราวไม่เรียบง่ายปานนั้น” เก้อจ้านลูบหัวนางด้วยความเอ็นดู มันยังคีบหมูติดมันของตนยกให้นางอีกสองชิ้น
“ตระกูลของเราจะส่งเสริมเพียงสายเืหลัก สายเืรองของพวกเรามากสุดได้แค่เ้าของสาขาเล็กๆเท่านั้น” เสียงของเก้อจ้านดูติดๆขัดๆ มันบ่งบอกถึงความน้อยใจได้เป็อย่างดี ดูไปแล้วคนผู้นี้ก็น่าสงสารอยู่ ข้าจึงตัดสินใจได้ในทันทีว่าอย่างไรก็ตาม ข้าต้องช่วยพี่น้องคู่นี้ให้จงได้
“ใครจะรู้เล่า ยุคต่อไปจระกูลของท่านอาจส่งเสริมผู้มีวรยุทธสูงสุดก็เป็ได้”
หลังจากข้าได้พูดคุยกับสองพี่น้องตระกูลเก้ออยู่หลายประโยค ข้าก้รู้ในทันทีว่าสองคนนี้ใช้การได้ คนผู้หนึ่งมีความสุขุมรอบคอบและมีจิตใจดี อีกคนแม้สติไม่ดี แต่ก็ยึดมั่นในคุณธรรม นั่นเป็สิ่งที่ข้า้าที่สุด
เก้อจ้านยังคงส่ายหน้า “พวกเราไม่เหมาะ”
“ข้าทำได้” เก้อฟ่านชายติงต๊องตอบออกมาออย่างฉะฉาน
“พี่จ้าน ท่านเคยรู้บ้างหรือไม่ น้องชายของท่านต่อยตีกับผู้อื่นเป็ประจำเพื่อผดุงความยุติธรรม นั่นเพื่ออะไร”
เก้อจ้านส่ายหน้าเบาๆ “ข้ามิอาจรู้ความคิดของมันได้”
“ความคิดของพี่ฟ่านนั้นเรียบง่าย เพียงแต่คิดว่าการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นให้มากเข้าว่า เพื่อที่ซักวันหนึ่งผู้อื่นในตระกูลจะเห็นประโยชน์ของมันบ้าง มีแค่นั้นเอง ส่วนท่าน ท่านยังคงไม่กล้าทำอะไร”
ด้วยคำนั้นทำให้เก้อจ้านถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา มันมองน้องชายตนเองด้วยความละอายใจ
“แต่นั่นไม่จำเป็อีกต่อไปแล้ว เมื่อข้าเห็นความสามารถของพวกท่านแล้ว พวกท่านก็สามารถเป็ยอดคนได้”
ทั้งสองหันมองหน้ากันด้วยสีหน้างงงวย
“พี่ฟ่าน ท่านเคยได้ยินตำนานมือปังตอปีศาจรึไม่”
ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกับทำหน้าตาสงสัย
“มือปังตอปีศาจนั้นเป็ถึงระดับผู้เหนือโลก ข้าเห็นว่าท่านใช้มีดปังตอได้คล่องแคล่ว เหตุใดไม่ลองใช้มันเป็อาวุธ”
เก้อจ้านทำหน้างง ก่อนที่เด็กน้อยจะพูดต่อว่า “ในโลกนี้ต้องมีวิชาที่เหมาะสมกับท่านแน่ แต่ท่านเพียงแค่มองข้ามมันไป”
เพียงคำพูดนั้นทำให้เก้อจ้านได้ฉุกคิด ‘จริงสิ ปังตอนั้นเป็อาวุธที่สมดุลทั้งรุกและรับ สามารถใช้ทั้งการฟัน แทง และป้องกันการโจมตีได้ในเวลาเดียวกัน ปังตอที่มีหน้ากว้าง สามารถเป็โล่รับการโจมตีได้อย่างดีเยี่ยม ขอเพียงใช้อย่างถูกวิธีมันจะกลายเป็อาวุธอันทรงอานุภาพได้’
เก้อฟ่านที่สติไม่ดีพอได้ยินถึงกับตาเป็ประกาย มันรีบไปหยิบมีดปังตอขึ้นมาร่ายรำ “ข้าจะเป็จอมยุทธปังตอ!”
เก้อจ้านนั่งคิดอะไรอยู่นาน แม้จะเป็คำพูดลมๆแล้งๆอันเพ้อฝันของเด็กน้อย แต่มันก็คิดจริงจังว่าอาจเป็ไปได้
“ที่สำคัญตัวท่านมิใช่ชำนาญปังตอมาั้แ่เด็กรึ ใช้เป็อาวุธเลยมันจะยากอะไร”
คำพูดของเด็กน้อยทำเอาเก้อจ้านประหลาดใจ มันมองเด็กน้อยด้วยสายตาประหลาดก่อนจะเอ่ยขอบคุณคำหนึ่ง “ช..เช่นนั้นข้าจะลองไปหาตำราการใช้มีดดูซักเล่ม เผื่อได้ฝึกฝนฝีมือ”
ในตอนนั้นเองที่เด็กน้อยยิ้มออกมา นางกลับพูดขึ้นว่า “หากท่าน้าจริง ข้าเคยอ่านเจอตำราเล่มหนึ่ง เพียงท่านนำกระดาษกับพู่กันมา ข้าสามารถเขียนให้ท่านได้เดี๋ยวนี้เลย”