ตอนที่ 190
นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วหลังจากดนัยตอบตกลงฮิคาริไปเรื่องที่จะไปเป็นอาจารย์สอนที่คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียวซึ่งเรื่องเกี่ยวกับการเป็นอาจารย์นั้นดนัยได้ทำตามที่ฮิคาริแนะนำคือไปปรึกษาหมออิจิโนเสะที่มีประสบการณ์
“จะใช้หลักสูตรการสอนแบบไทยเลยก็ไม่เหมาะเท่าไหร่เพราะหลักสูตรของไทยเน้นท่องจำมากไปหน่อยจากหลักสูตรการเรียนการสอนของมหาลัยโตเกียวนั้นให้เน้นไปทางด้านการปฏิบัติ” ดนัยอ่านหลักสูตรการสอนของมหาวิทยาลัยโตเกียวที่ฮิคาริส่งมาให้และก็นั่งพิมพ์หลักสูตรการสอนของเขาอยู่ในโน๊ตบุ๊คไปด้วย
และภายในห้องพักของดนัยตอนนี้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่เขาคนเดียวเพราะมียูมิมาอยู่ด้วยแต่ก็นะยูมิก็แค่มาอยู่เป็นเพื่อนเธอยังไม่เคยนอนค้างห้องดนัยถึงแม้จะเป็นแฟนกันแล้วก็เถอะ
“นี่ค่ะกาแฟ...ว่าแต่เตรียมเนื้อหาไปถึงไหนแล้วคะดนัย” ยูมิเดินถือแก้วกาแฟมาให้ดนัย
“ก็ทำเสร็จไปเยอะแล้วล่ะครับ” ดนัยบอก
“งั้นเหรอคะแล้วเรื่องหนังสือเรียนล่ะคะตัดสินใจได้หรือยังว่าจะให้นักศึกษาเรียนกับหนังสือเล่มไหนบ้าง” ยูมิถามเพราะเรื่องหนังสือเรียนที่ต้องใช้ควบคู่ดนัยยังไม่ได้เตรียมเลย
“อือ...ผมว่าจะไม่ใช้หนังสือน่ะครับเพราะหนังสือข้อมูลมันไม่เป็นปัจจุบันเท่าไหร่” ดนัยตอบ
“อย่างงั้นเหรอคะ” ยูมินึกไม่ถึงว่าดนัยจะสอนโดยไม่ใช้หนังสือ
“ใช่ครับข้อมูลพื้นฐานพวกนี้มันไม่ค่อยเป็นปัจจุบันแล้วดูอย่างสมัยผมเรียนสิครับตอนนั้นยังใช้วิธีห้ามเลือดแบบการกดแรงๆเพื่อให้เลือดอยู่ไหลอยู่เลยดูตอนนี้สิวิธีการห้ามเลือดพัฒนาไปเป็นใช้วิธีการยกแผลให้สูงแล้วก็กดเบาๆแค่นี้เลือดก็หยุดไหลแล้วแต่ถ้าไปดูจากในหนังสือวิธีการห้ามเลือดล่ะก็มันยังใช้ข้อมูลการห้ามเลือดวิธีเก่าอยู่เลยครับ” ดนัยบอกถึงเหตุผลที่เขาคิดว่าข้อมูลมันไม่เป็นปัจจุบัน
“แบบนี้นี่เองแต่ถ้าดนัยไม่ใช้หนังสือก็ต้องเตรียมเนื้อหาอ้างอิงเหนื่อยเลยนะคะเพราะวิธีห้ามเลือดแบบใหม่ยังไม่ได้ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือจะหาอ่านได้ก็แต่พวกวารสารตามงานวิชาการเท่านั้น” ยูมิเป็นห่วงเพราะถ้าทำแบบนี้ดนัยจะมีเวลาพักผ่อนน้อยมาก
“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วงแต่ไม่เป็นไรหรอกครับวารสารพวกนี้พอจะมีคนอัพโหลดอยู่บ้างค่อยๆหาไปเดี๋ยวก็ได้เอง...ว่าแต่คุณยูมิกลับห้องไปพักผ่อนก่อนก็ได้นะครับนี่ก็สี่ทุ่มแล้ว” ดนัยบอกพลางมองดูนาฬิกา
“ให้ฉันนอนค้างที่นี่ด้วยได้มั้ยคะพอดีขี้เกียจกลับขึ้นไปนอนที่ห้อง” ยูมิพูด
กึก !! ดนัยได้ยินแบบนั้นก็ชะงักไปพลางมองยูมิ
“เอ่อ..” ดนัยนึกไม่ถึงว่าจู่ๆยูมิจะขอนอนค้างที่ห้องของเขา
“คิกๆ...ดนัยก็ฉันพูดเล่นค่ะถ้าฉันนอนค้างที่ห้องของดนัยล่ะก็ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของดนัยมีหวังดนัยได้หนีไปนอนพื้นแล้วให้ฉันนอนบนฟูกแน่” ยูมิยิ้มออกมาเมื่อเห็นท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูกของดนัย
ดนัยที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยกมือขึ้นเกาใบหน้าเบาๆแก้เขิน
“เอาเป็นว่าฉันกลับห้องก่อนนะคะดนัยเองก็อย่านอนดึกล่ะ” ยูมิพูดก่อนจะลุกขึ้นเตรียมกลับห้องพักของเธอ
“เข้าใจแล้วครับคุณยูมิเองก็อย่านอนดึกนะครับ” ดนัยพยักหน้ามองยูมิที่กำลังเดินออกจากห้องของเขาแต่ก่อนที่ยูมิจะเปิดประตูเดินออกจากห้องไปยูมิก็ชะงักและหันกลับมาเรียกดนัย
“อ๊ะ...ดนัยคะ”
“ครับว่ายังไงครับคุณยูมิ” ดนัยสงสัยว่ายูมิลืมอะไรหรือเปล่า
“ถ้าวันไหนเรามีวันหยุดตรงกันอีกไปหาซื้อที่นอนใหม่กันนะคะ” ยูมิพูดพลางยิ้มให้ดนัยและก็เปิดประตูออกจากห้องของเขาไป
แกร๊ก !! เสียงกลอนประตูห้องดนัยถูกปิดลงเบาๆ
“ทะ...ทะ...ที่นอนใหม่งั้นเหรออย่าบอกนะว่าคุณยูมิยะ...ยะ...อยากจะนอนกับเราอะ” ดนัยที่พึ่งได้สติอุทานออกมาและเมื่อจินตนาการว่ายูมิต้องการนอนกับเขาใบหน้าของเขาก็รู้สึกร้อนไปหมด
.
.
.
มหาวิทยาลัยโตเกียว
วันพฤหัสบดี
ตึกคณะแพทย์
“ที่นี่สินะคณะแพทย์ศาสตร์ว่าแต่เรามาเร็วไปมั้ยคะ !!” ดนัยพูดกับตัวเองพลางมองดูนาฬิกาที่ข้อมือซึ่งบนหน้าปัดบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงครึ่ง
กว่าคาบแรกจะเริ่มก็ตอนแปดโมงโน่นสงสัยเราตื่นเต้นไปหน่อยเลยมาถึงซะเช้าเลย ดนัยคิดในใจ
“แต่ช่างเถอะไปห้องพักอาจารย์ก่อนดีกว่าเพราะหมออิจิโนเสะบอกว่าเมื่อวานเขามาจัดโต๊ะให้แล้วและก็เตรียมเอกสารรายชื่อนักศึกษาไว้ให้บนโต๊ะใช้เวลานั่งอ่านสักชั่วโมงน่าจะจำรายชื่อนักศึกษาได้ไม่มากก็น้อย” ดนัยนึกถึงหมออิจิโนเสะที่โทรคุยกันเมื่อคืนซึ่งหมออิจิโนเสะมีสอนที่มหาวิทยาลัยโตเกียวทุกวันพุธดังนั้นเมื่อวานหมออิจิโนเสะจึงมาจัดการเรื่องโต๊ะในห้องพักอาจารย์และเรื่องเอกสารของนักศึกษาให้ดนัย
หลังจากตัดสินใจดนัยจึงเดินเข้าไปในตึกของคณะแพทย์เพื่อหาห้องพักอาจารย์แต่ทว่าเนื่องด้วยที่ดนัยไม่เคยมามหาวิทยาลัยนี้มาก่อนและก็ไม่ได้ถามหมออิจิโนเสะเอาไว้เขาจึงไม่รู้ว่าห้องพักอาจารย์อยู่ไหน
“โอ๊ยห้องพักอาจารย์มันอยู่ไหนเนี่ยเดินหามาตั้ง 3 ชั้นแล้วนะตึกนี่สูงตั้ง 8 ชั้นนี่ถ้าห้องพักอาจารย์อยู่ชั้น 8 เราไม่ต้องเดินหาจนหมดแรงเลยเรอะ !!” ดนัยโวยวายอยู่คนเดียวเพราะเขาเดินหามาตั้ง 3 ชั้นแล้วแต่ยังไม่เจอห้องที่น่าจะเป็นห้องพักอาจารย์เลย
ภารโรงก็ไม่เจอ...อาจารย์ประจำคณะก็น่าจะยังไม่มา...ไม่ต้องพูดถึงนักศึกษาเลยนี่พึ่งจะหกโมงครึ่งกว่านักศึกษาจะมากันอย่างต่ำก็เกือบแปดโมงนั่นแหละ ดนัยคิดในซึ่งเขาคิดว่าอย่างน้อยนักศึกษามหาลัยทั่วโลกน่าจะเป็นเหมือนกันหมดนั่นก็คือไม่มีใครมาก่อนเวลาเรียน
ถึงจะเป็นประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่าผู้คนตรงต่อเวลามากที่สุดก็เถอะแต่ก็คงไม่มีนักศึกษาคนไหนมาก่อนเวลาเรียนเป็นชั่วโมงแบบนี้หรอก
ดังนั้นเมื่อไม่มีใครให้ถามว่าห้องพักอาจารย์อยู่ที่ไหนดนัยจึงได้แต่หาด้วยตัวเองต่อไปจนเขาขึ้นมาถึงชั้นที่ 4 ของตึกคณะ
ดนัยเดินหาห้องพักอาจารย์มาจนถึงชั้น 4 ตอนนั้นเองเขาก็เห็นประตูห้องๆหนึ่งซึ่งประตูครึ่งบนเป็นกระจกแบบขุ่น
“อ๊ะห้องนั้นไฟเปิดอยู่...มีเงาคนเดินอยู่ในห้องนั้นด้วยหรือว่าจะเป็นห้องพักอาจารย์ !!” ดนัยมองดูประตูห้องที่มีแสงสว่างจากด้านในไม่รอช้าดนัยรีบเดินไปเลื่อนเปิดประตูออกทันที
ครืด !! เสียงประตูถูกเลื่อนออก
“ขอโทษนะครับไม่ทราบว่านี่ใช่ห้องพักอาจา...” ดนัยที่เปิดประตูออกกำลังเอ่ยปากถามว่านี่ใช่ห้องพักอาจารย์หรือไม่แต่ทว่ายังไม่ทันเอ่ยจบประโยคดนัยก็ต้องชะงักไปเพราะภาพที่เขาเห็นคือ
ภาพของหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาในสภาพไม่ใส่กระโปรงกำลังยืนหันหลังโชว์กางเกงในสีเบจลายดอกไม้
หญิงสาวคนนั้นอ้าปากค้างเหลียวหลังมามองดนัยที่กำลังยืนมองเธออยู่ในมือของเธอถือกระโปรงที่มีรอยขาดรอยใหญ่บนอ่างล้างหน้ามีชุดสำหรับเย็บผ้าวางเอาไว้อยู่ด้านข้างห่างไปไม่ไกลนั้นมีโถส้วมและนั่นบ่งบอกเลยว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องพักอาจารย์แน่นอน
ใช่แล้วห้องนี้คือห้องน้ำและผู้หญิงคนนี้กำลังจะเย็บกระโปรงของตัวเองที่โดนเกี่ยวจนขาดเธอจึงต้องถอดกระโปรงออกก่อนและเธอเองก็นึกไม่ถึงว่าเช้าขนาดนี้จะมีคนมาใช้ห้องน้ำเธอจึงไม่ได้ล็อกเอาไว้
“ขอ.../กรี๊ดไอ้โรคจิต !!!!!!” ดนัยอ้าปากพูดออกมาได้เพียงคำเดียวก็โดนเสียงกรีดร้องของหญิงสาวกรี๊ดร้องกลบจนหมด
พริบตาต่อมาหมัดของหญิงสาวก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของดนัยโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
เปรี้ยง !! โคร่ม !! ดนัยโดนหมัดของหญิงสาวเข้าไปเต็มใบหน้าร่างของเขาลอยหวือไปกระแทกกับกำแพงด้านหลังพร้อมกับภาพที่ตัดไป
จบ...