บทที่ 18 เถ้าแก่หง (เสี่ยวหง)
อันหยู่ปิดหนังสือเล่มหนาในมือ
แปลกแฮะ ฉันจำได้ว่าตรงนี้เคยมีหนังสือดำเล่มหนึ่งที่ไม่มีชื่อ ทำไมถึงไม่เห็นแล้วล่ะ? ถ้ามีใครเจอก็ไม่น่าจะหยิบไปได้ ลองไปถามผู้ดูแลดูดีกว่า
อันหยู่ขยับรถเข็น มองไปรอบๆ เห็นมีแค่ไม่กี่คนที่กำลังหาหนังสือ แต่หาอยู่นานก็ยังไม่เห็นผู้ดูแล
เฮ้อ ผู้ดูแลนั่นไปไหนอีกแล้ว? หรือว่าจะไปเมาอีกแล้วล่ะ?
ฉวนเดินถือหนังสือมาหาอันหยู่ “คุณชาย เป็อะไรไปค่ะ?”
อันหยู่มองหนังสือในมือของฉวน ถึงกับพูดอะไรไม่ออก นี่มีแต่หนังสือสูตรอาหารทั้งนั้น แต่เล่มล่างสุดดูเหมือนจะอ่านไม่ออก จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
อันหยู่คิดสักพักก็พูดอย่างขัดใจ “ช่วยไปหาผู้ดูแลให้หน่อย เป็ผู้หญิงขี้เมา ใส่กี่เพ้าสีแดง…”
ฉวนฟังคำบรรยายแล้วนึกขึ้นได้ เมื่อกี้ตอนหาสูตรอาหารเหมือนจะเห็นผู้หญิงคนนั้น
ตอนที่ฉวนเดินอยู่ในซอกชั้นหนังสือแคบๆ หลังจากได้หนังสือที่้าแล้วกำลังจะออก ก็ได้ยินเสียงขวดกระทบกัน
ฉวนหันไปทางต้นเสียง พอเดินเข้าไปก็ได้กลิ่นเหล้าแรง
ฉวนอดไม่ได้ต้องขมวดคิ้ว ผลักชั้นหนังสือที่ขวางทางอยู่ จนเจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งนอนเมาอยู่ในน้ำ กี่เพ้าสีแดงแนบเนื้อเผยรูปร่างเย้ายวน หายใจเป็จังหวะและบางทีก็ถอนหายใจ มือขวายังถือขวดเหล้าที่ยังดื่มไม่หมด เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้ติดเหล้าขั้นรุนแรง
พอฉวนเห็นภาพตรงหน้า ไม่รู้จะพูดอะไรดี เลยยื่นมือเหมือนจะช่วยแต่พอคิดอีกทีก็หันหลังเดินออกมา
ผู้หญิงคนนั้นพอได้ยินเสียงฝีเท้าก็รู้สึกเหมือนถูกรบกวน เลยลืมตาขึ้นมาอย่างหงุดหงิด มองเห็นเพียงเงาหลังของฉวนที่กำลังเดินจากไป
หือ? อะไรน่ะ?
อันหยู่ฟังฉวนเล่า “เธอเจอในนั้นเหรอ?”
ฉวนบอกทุกอย่างที่เห็นกับอันหยู่ แล้วก็เข็นอันหยู่ไปทางนั้น “ใช่ค่ะ แต่ไม่แน่ใจแค่รู้สึกคล้ายกับที่คุณชายบอก”
อันหยู่ “งั้นเหรอ”
“ถึงแล้วค่ะ” ฉวนผลักชั้นหนังสือ
อันหยู่มองเห็นภาพตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้ใอะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นภาพที่หนักกว่านี้มาแล้ว ตอนนั้นกลิ่นเหล้าฟุ้งไปทั่วทั้งห้องสมุด แถมตอนที่เจอ ผู้หญิงคนนั้นเกือบถูกขวดเหล้ากลบจนมิด
อันหยู่หยิบขวดเหล้าขึ้นมาอย่างเบื่อหน่าย “เฮ้อ ยังเหมือนเดิมเลยนะ ยายแก่” แล้วก็มองไปที่ผู้หญิงในชุดกี่เพ้าสีแดงที่กำลังจะลุกขึ้น
หญิงคนนั้นพยายามลุกขึ้น พอเห็นอันหยู่อยู่ตรงหน้า ก็หยิบขวดเหล้ามาเขย่าดูพอไม่มีเหล้าแล้วก็โยนทิ้ง “หมดอีกแล้วเหรอ เสี่ยวอันหยู่ มาหาฉันจะคืนหนังสือหรือจะยืมหนังสือ?” ในตอนที่หันมามองอันหยู่ก็เก็บผ้าคลุมสีขาวที่หล่นกับพื้นมาพาดไหล่ เดินโซเซมาหาอันหยู่ แต่พอสังเกตเห็นฉวนที่อยู่ข้างหลัง “หือ? แปลกนะเนี่ย ทำไมฉันรู้สึกถึงพลังของเธอไม่ได้เลย?”
อันหยู่เหลือบมองฉวน “อาจจะเพราะไม่เคยเจอเธอมาก่อนมั้ง เมื่อคืนดื่มไปแค่ไหนเนี่ย? ถ้าฉวนไม่มาเจอเข้า ฉันคงต้องรอถึงเย็นกว่าจะตื่นละมั้ง? เถ้าแก่หง”
เถ้าแก่หงคือผู้ดูแลห้องสมุดแห่งนี้ มีนิสัยเหมือนกับไป๋อิงเป๊ะ ทั้งรูปร่างหน้าตาสวยเซ็กซี่ ใจดีด้วย แต่มีข้อเสียใหญ่คือขี้เมาและสูบบุหรี่จัด
แถมบางทีก็ร้ายกาจมาก เถ้าแก่หงหยิบไปป์ออกจากหนังสือ เขย่าเอาขี้เถ้าออก เหยียบขวดเหล้าเดินออกมา “ก็ไม่ได้ดื่มอะไรมากมายหรอก แค่นิดเดียวเอง อีกอย่าง ผู้หญิงคนนี้ฉันก็ไม่เคยเห็น หน้าตาดีเหมือนกัน เสี่ยวอันหยู่ นี่คู่หมั้นนายเหรอ?”
อันหยู่ “เปล่า…ฉันมาหาหนังสือ”
เถ้าแก่หงเดินมาหาฉวน สูบไปป์แล้วพ่นควันสีขาวใส่หน้า “ไม่ใช่เหรอ แต่ฉันชอบเธอนะ ชื่ออะไรล่ะ?” แล้วก็เดินไปผลักชั้นหนังสือกลับที่เดิม พื้นที่แคบๆ กลับกว้างขวางขึ้นมาทันที
เถ้าแก่หงถือไปป์ด้วยมือซ้าย มือขวาเลื่อนชั้นหนังสือกลับเข้าที่
ฉวนมองตามเถ้าแก่หงเดินนำหน้า ขวดเหล้าที่เคยเกลื่อนกลาดก็หายไปหมด ทุกอย่างสะอาดเป็ระเบียบเหมือนเดิม ฉวนเลยเข็นอันหยู่ตามไป
อันหยู่มองแผ่นหลังที่เย้ายวนของเถ้าแก่หงถึงค่อยตอบ “ฉวน”
เถ้าแก่หงเดินออกไป มองหิมะขาวนอกหน้าต่าง “เป็ฤดูหนาวอีกแล้วสินะ ฉวนเป็ชื่อที่เพราะดีเหมือนกัน”
“หนังสือ” อันหยู่ย้ำ
เถ้าแก่หงหันมายิ้มยั่วยวนใส่อันหยู่ แต่อันหยู่ก็ชินแล้ว เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนยิ้มแบบนี้ใส่ ส่วนฉวนก็แค่ยิ้มแบบยกมุมปาก 45 องศาตามปกติ
เถ้าแก่หงพอเห็นว่าทั้งสองได้แสดงอาการอะไรก็หมดอารมณ์ “เชอะ อะไรกัน คิดว่าจะโดนฉันสะกดซะอีก เฮ้อ ฉันไม่มีเสน่ห์แล้วเหรอ?”
อันหยู่มองเถ้าแก่หงด้วยสายตาที่นิ่งเฉย “เปล่า แค่ชินแล้ว ฉวน…ก็แค่มนุษย์จำลอง”
เถ้าแก่หงสำรวจมองฉวนอย่างจริงจัง เหมือนกับเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วยิ้ม “ที่แท้ก็เป็อย่างนี้…เข้าเื่เลยดีกว่า หนังสือที่เธอหาไม่มีแล้ว แล้วเล่มที่นายเคยหยิบไปเมื่อไหร่จะเอามาคืน?”
อันหยู่ได้ยินว่าหนังสือหายไปแล้วก็ไม่อยากเชื่อ “หนังสือหาย? แน่ใจนะ? เล่มนั้นคนธรรมดาหยิบไปไม่ได้แน่ๆ แถมยังเป็หนังสือดำไม่มีชื่อ ถึงมีใครหยิบไป เธอก็น่าจะจำได้สิ”
เถ้าแก่หงนั่งี้เีตรงขอบหน้าต่าง มองหิมะขาวข้างนอก ในชุดกี่เพ้าสีแดงกับผ้าคลุมขนสีขาว มือขาวถือไปป์ลายจิ้งจอก เป่าควันออกมามองหิมะขาวละลาย
“เล่มนั้นฉันก็พอจะจำได้อยู่ แต่ว่านะ เสี่ยวอันหยู่ นายก็เชื่อฉันบ้าง ที่นี่ไม่มีหนังสือดำเล่มที่นายว่าจริงๆ”
อันหยู่เห็นท่าทางเถ้าแก่หงก็รู้ว่าไม่น่าจะโกหก เพราะไม่มีความจำเป็ “หนังสือหายไปั้แ่เมื่อไหร่?”
เถ้าแก่หงคิดสักพัก “เหมือนจะหายไปเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนั้นฉันจำได้ว่ามีนักศึกษาสองคนมา หลังจากกลับมาก็ไม่เห็นหนังสือดำเล่มนั้นแล้ว แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร?” อันหยู่ถามทันที
เถ้าแก่หงปัดผมดำข้างหู เผยไฝใต้หางตา ดวงตาคู่สวยในแบบโบราณ
“แต่ว่านะ ตอนฉันกลับมาเหมือนจะััได้ถึงกลิ่นอายของไป๋อิง รู้สึกคล้ายแต่ก็ไม่ใช่ เหมือนกลิ่นอายจากในอดีต”
อันหยู่ได้ยินว่าเป็ไป๋อิงเอาไป แล้วยังหายไปั้แ่ครึ่งปีก่อน ก็ได้แต่คิด “อย่างนี้นี่เอง…งั้นไปหาหนังสือเล่มอื่นดีกว่า”
เถ้าแก่หงยิ้ม มองอันหยู่ที่เข็นรถหาหนังสือ แล้วหันไปคุยกับฉวน “เธอชื่อฉวนใช่ไหม?”
ฉวน “ใช่ค่ะ แล้วควรเรียกคุณว่าอะไรดีคะ?”
เถ้าแก่หง “ฉันเป็ผู้ดูแลห้องสมุดนี้ แต่ชื่อฉันเหมือนจะลืมไปแล้ว ไป๋อิงเรียกฉันว่าเสี่ยวหง ชื่อเชยมาก ส่วนเสี่ยวอันหยู่ก็เรียกฉันว่ายายแก่…ทั้งที่ฉันก็ดูออกจะเด็ก นักเรียนที่นี่ก็เรียกฉันว่าเถ้าแก่หง เธอเรียกฉันว่าอะไรดีล่ะ ฉวน”
ฉวนคิด “งั้นผมขอเรียกคุณว่าเสี่ยวหงแล้วกันค่ะ”
เถ้าแก่หงได้ยินแล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกอยากทุบคนขึ้นมา รู้สึกเดียวกับตอนที่ไป๋อิงเจอเธอแล้วเรียกชื่อเดียวกัน
“หา? บังเอิญเหรอ? ทำไมเหมือนกับไป๋อิงเลย น่าหมั่นไส้ชะมัด เปลี่ยนชื่อเรียกไม่ได้เหรอ ฉวน การเรียกชื่อคือการวางตัวกับผู้อื่นอย่างหนึ่ง มันมีทั้งความเคารพ ทั้งความหยอกล้อ มีหลายความหมาย”
ฉวน “ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยากเรียกแบบนั้น แต่ใจดิฉันบอกให้เรียกแบบนั้น แล้วคุณไม่คิดว่าคำว่าเสี่ยวหงเหมาะกับคุณดีเหรอคะ?”
เถ้าแก่หง “ไม่เลย เธอกับไป๋อิงนี่เหมือนกันเป๊ะ น่าหมั่นไส้ ถ้าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เธอคงเป็สิ่งที่ไป๋อิงสร้างขึ้นแน่ๆ”
ฉวนงุนงง “ทำไมถึงพูดแบบนั้นละค่ะ?”
เถ้าแก่หงไม่ตอบแค่พูดว่า “ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แน่นอนว่าก็บอกคุณชายของเธอไม่ได้เหมือนกัน เดี๋ยวต่อไปเธอก็จะรู้เอง ฉวน”
ฉวนพอฟังก็ยังงงๆ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เถ้าแก่หงมองฉวนแล้วหันไปมองอันหยู่ที่อยู่อีกด้าน ไป๋อิงหนอไป๋อิง เธอคิดอะไรอยู่กันแน่ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน ฉันก็เดาไม่ออกสักที ปวดหัวจริงๆ
ไป๋อิงที่กำลังเดินบนถนน อยู่ๆ ก็จามขึ้นมา พร้อมกับเช็ดจมูก “อะไรเนี่ย? มีใครกำลังนินทาฉัน? ไม่น่าจะใช่นะ…ใครล่ะ เสี่ยวหง!” เอาเถอะ ไปหาซูิเจี๋ยก่อน อันหยู่ชอบลืมคนอื่น ต้องไปจัดการให้เสร็จก่อน เขาพูดด้วยความรำคาญ
“ทำไมทุกทีต้องเป็ฉันเนี่ย ไว้วันหลังต้องให้ฉวนไปบ้างก็ได้”
ไป๋อิงะโโลดเต้นจนไปถึงบ้านซูิเจี๋ย พอเห็นว่าหน้าบ้านไม่เปลี่ยนไปจากครั้งก่อนมาก แค่บางจุดที่มีสีต่างออกไป
“ถึงแล้ว”
ข้างในบ้านซูิเจี๋ยที่กำลังคุยกับเฟิงซินจื่อที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลผ่านโปรแกรมแชท
ทันใดนั้น ไป๋อิงก็เปิดประตูเข้ามาอย่างหน้าตาเฉย เดินขึ้นบันไดไปเปิดประตู เข้าไปทักทายอย่างคนสนิท “โย่ว ซูิเจี๋ย ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ซูิเจี๋ยได้ยินเสียงหันขวับมา “นายมาที่นี่ได้ไง?!”
“ฉันมาสะสางดีลเก่าต่างหาก จำได้ไหม นายข้ามเวลาไปสามครั้ง ตอนนี้ต้องชำระหนี้แล้วนะ”
ซูิเจี๋ยบอกลาเฟิงซินจื่อในคอมแล้วปิดหน้าจอ “อะไรนะ? แล้วตอนนี้…”
“ฟังนะ ครั้งแรกเป็เวลา ครั้งที่สองคือโชคชะตา ครั้งที่สามคือิญญาของนาย ตอนนี้ทั้งตัวทั้งิญญากลายเป็ทรัพย์สินของร้านขายกาลเวลาไปแล้ว”
ซูิเจี๋ย “อะไรนะ?”
ไป๋อิง “นี่นายเลือกเอง อีกอย่างนายก็ได้ในสิ่งที่นาย้าแล้ว ต่อให้นายปฏิเสธฉันก็มีวิธีของฉันอยู่ดี”
ซูิเจี๋ยนั่งลง “งั้นตอนนี้ฉันต้องทำอะไรได้บ้าง?”
ไป๋อิง “ตามฉันมา ตอนนี้นายเป็คนของร้านขายกาลเวลาแล้ว เอาเป็ผู้ช่วยฉันไปก่อน ตามมา” ว่าแล้วก็เปิดประตูออกไป