สายนอกกำลังจัดการทดสอบ เหล่าศิษย์ต่างมารวมตัวกันที่สนามทดสอบ ตอนนี้ห้องพลังปราณจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน
เมื่อนั่งลงมุมหนึ่งในห้องพลังปราณจนได้ที่ หลินโม่จึงหลับตาลง
พลันพลังแห่งฟ้าดินก็ทะลักขึ้นมาต่อเนื่อง หลั่งไหลผ่านแขนขาทั้งสี่เส้นโลหิต และชีพจรทั้งแปดเข้ามาอย่างไม่ขาดสายในที่สุดทั้งหมดก็ถ่ายทอดไปสู่บริเวณตันเถียน
สีหน้าของหลินโม่ขรึมลงเล็กน้อย สองปีที่ผ่านมาเพื่อที่จะปลุกปราณิญญากลายพันธุ์ทุกครั้งที่ฝึกตนก็ต้องอาศัยพลังแห่งฟ้าดินเป็ตัวนำทาง แต่มันไม่มีการเคลื่อนไหวมานานแล้ว ตอนนี้จึงตั้งใจจะทิ้งมันไปแล้วเตรียมตัวเลื่อนขั้นบำเพ็ญทว่าสุดท้ายปราณิญญากลายพันธุ์นี้ กลับดูดพลังแห่งฟ้าดินทั้งหมดไปอย่างรุนแรง
ชั่วขณะหนึ่ง ในใจของหลินโม่เกิดความโมโหขึ้น อยากจะระงับเอาไว้ ทว่าแรงดึงดูดในจุดตันเถียนนั้นน่าหวาดกลัวเกินไปเดิมทีก็ไม่มีทางสูบพลังปราณได้แม้แต่น้อย จึงทำได้เพียงมองดูมันหลั่งไหลเข้ามา
“สองปีที่ผ่านมา เ้ารู้จักแต่เรียกร้องแต่กลับไม่รู้จักตอบแทน ข้าอยากรู้ว่าเ้าจะทำอะไรได้บ้าง” หลินโม่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเยือกเย็น
ตูม!
ทันใดนั้น เกิดเสียงะเิดังสั่นะเืขึ้นภายในจุดตันเถียน ราวกับเสียงแห่งการเริ่มต้นของโลกที่แฝงไปด้วยความลึกลับอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แรงดึงดูดอันทรงพลัง ดึงเอาจิตใจของหลินโม่เข้าไป
ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายที่ไม่สิ้นสุด สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์นับพันร้องคำรามผสานกึกก้อง ทุกๆ ครั้งที่อัสนีฟาดลงจะปลดปล่อยพลังทำลายล้างฟ้าดิน ภายใต้ความโกลาหลของสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ผืนดินค่อยๆ แยกออกจากกัน
ท้องนภาสั่นไหว ดวงอาทิตย์ร้อนแผดเผาสาดส่องตรงลงมาดวงดาวและดวงจันทร์กะพริบเปล่งประกาย เสียงของเหิงกู่ซวนดังกึกก้อง
โครม!
ท่ามกลางแผ่นดินใหญ่ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์โบราณแตกออกจากผืนดินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ราวกับจะทะลวงท้องนภา
พื้นพิภพแตกแยกออกจากกัน ูเาศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นจากพื้นดินอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดก่อเกิดแม่น้ำแห่งเทพและความหลากหลายของพลังแห่งฟ้าดิน
ครืน...
เสียงคำรามสะท้านฟ้าแผ่กระจายกึกก้องไปทั่วโลกสิ่งมีชีวิตโบราณถือกำเนิดขึ้นต่อเนื่อง
หลินโม่รู้สึกใมากกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้านี่คือการปรากฏตัวครั้งแรกของสัตว์โบราณในตำนานเก่าแก่ที่มีบันทึกเอาไว้ในหนังสือโบราณแต่ขั้นตอนในการบันทึกนั้นยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง
จู่ๆ โลกโบราณก็พังทลายลง กลายเป็รูปแบบเวทย์มากมายนับร้อยพัน สลับที่แทนกันไปมาในที่สุดจึงรวมตัวกันกลายเป็ส่วนหนึ่งของหนังสือแห่งโลกศักดิ์สิทธิ์
หนังสือแห่งโลกศักดิ์สิทธิ์ถูกแบ่งออกอีกครั้งกลายเป็ประตูใหญ่ทั้งห้าบานที่แฝงความหมายโบราณเอาไว้
ประตูใหญ่ห้าบานมีสีต่างกันออกไป เริ่มจากบานแรก แบ่งเป็สีทอง เขียวมรกตน้ำเงิน แดง และเทา
กลิ่นอายลมปราณที่แผ่กระจายออกจากประตูใหญ่แต่ละบานก็แตกต่างกันประตูใหญ่สีทองอบอวลอัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่น ประตูใหญ่สีเขียวมรกตเปล่งประกายไปด้วยพลังชีวิตอันฮึกเหิมประตูใหญ่สีน้ำเงินไหลเวียนคล้ายกับคลื่นน้ำประตูใหญ่สีแดงพลิ้วไหวราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนประตูใหญ่สีเทาทั้งหนักทั้งหนาและแข็งแกร่ง
เสียงของหลิงกู่ซวนดังออกมาจากประตูทุกด้านสะท้อนทับกันไปมา
เมื่อมองประตูใหญ่ทั้งห้าบาน หลินโม่อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปเขาไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ทว่าแรงดึงดูดบางอย่างท่ามกลางความมืดมิดนั้นดึงให้เขามุ่งตรงไปสู่ประตูใหญ่สีทองบานแรกทีละก้าว
ทันทีที่ัันิ้วลง เสียงลึกลับดังกึกก้องไปทั่วจิตใจของหลินโม่และแล้วการเชื่อมต่ออันน่าพิศวงก็เกิดขึ้น
แกร็ก!
ทันใดนั้นประตูใหญ่สีทองก็เปิดออก ลำแสงแหลมคมเปล่งออกมาพร้อมท่วงทำนองจังหวะโบราณ ในชั่วพริบตาก็พุ่งทะลุร่างของหลินโม่ไป
หลินโม่แข็งทื่อไปทั้งร่างรู้สึกแค่ว่ามีบางอย่างกำลังก่อกำเนิดขึ้นในร่างกาย นั่นคือิญญากลายพันธุ์ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมาเป็ระยะเวลาสองปี ซึ่ง ณ เวลานี้ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว
ใจกลางประตูใหญ่สีทองที่เปิดอยู่ ทุกส่วนมืดสนิทจนมองไม่เห็นด้านในว่ามีอะไรกันแน่ แต่หลินโม่กลับรู้สึกได้ว่า ในประตูบานใหญ่นั่นแฝงไปด้วยกลิ่นอายเข้มข้นของลมปราณโบราณและพลังอันน่าสะพรึงกลัว
หลินโม่เดินเข้าไปอย่างประหลาดใจ ครั้นเมื่อถึงทางเข้าก็ถูกพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นผลักกลับออกมา
หลังจากลองอยู่หลายครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม
หลินโม่หันไปมองประตูอีกสี่บานที่เหลือการที่พลังิญญากลายพันธุ์สามารถตื่นขึ้นมาได้เป็เพราะประตูใหญ่สีทองปลดปล่อยแสงโบราณอันแหลมคมนั้นออกมาเมื่อดูรูปลักษณ์ภายนอกของประตูทั้งสี่แล้วต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังิญญาทั้งสี่รูปแบบอย่างคลุมเครือ ด้านในคงไม่มีิญญาทั้งสี่อยู่ใช่ไหม?
เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปดูทว่าสุดท้ายประตูทั้งสี่บานกลับถูกพลังที่มองไม่เห็นปิดกั้นเอาไว้ หมดหนทางที่จะเข้าใกล้ได้
หลินโม่พยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังถูกพลังที่มองไม่เห็นนั่นขวางกั้นเอาไว้ ในที่สุดจึงทำได้เพียงทิ้งความตั้งใจนี้ไป
เมื่อปล่อยวางจิต หลินโม่ก็กลายเป็ลำแสงพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศครั้นมองจาก้าลงไป ประตูทั้งห้าซ้อนทับกันตามลำดับ ราวกับส่วนหนึ่งของหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณ...
ภายในห้องพลังปราณ
หลินโม่หลับตาลงและนั่งสมาธิ
ลำแสงสีทองสาดส่องออกมารอบกายอย่างต่อเนื่องด้วยความรวดเร็วโอบพันรอบด้านของหลินโม่ราวกับเปิดวังวนขึ้นก็ไม่ปาน ลำแสงดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินโดยรอบอย่างบ้าคลั่งเห็นเพียงพลังแห่งฟ้าดินถูกเกี่ยวพันเข้ามารวมตัวกันเป็มัดแล้วหลั่งไหลเข้าสู่ภายในร่างของหลินโม่
ทันใดนั้นพลังแห่งฟ้าดินมหาศาลก็ถูกถ่ายทอดเข้ามาไม่หยุดลำแสงสีทองที่พันรัดรอบกายของหลินโม่ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งแข็งแกร่ง
ชั่วพริบตา พลังแห่งฟ้าดินของห้องพลังปราณก็ถูกดูดซับเอาไปจนหมดพลังดูดซับของแสงสีทองนั้นแกร่งจนเหนือความคาดหมายของหลินโม่ เห็นเพียงแรงถูกดูดซับผ่านลงไปใต้พื้นของห้องพลังปราณ
ในส่วนล่างสุด เส้นโลหิตชีพจริญญาเส้นเล็กๆถูกตัดฝังเอาไว้
เมื่อแรงดูดซับเข้าสู่เส้นโลหิตชีพจริญญาพลังบริสุทธิ์ถูกดูดออกจากด้านในอย่างบ้าคลั่ง พลังมหาศาลถูกดึงแยกออกมา แล้วไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินโม่
ลำแสงสีทองที่โอบรัดรอบกาย นานเข้าก็ยิ่งหนาแน่น ในที่สุดก็กลายเป็รังไหมแสงกระแสอากาศรอบด้านได้รับผลกระทบ เกิดเสียงสวบสาบขึ้นเพียงพริบตาเมื่อเส้นโลหิตชีพจริญญาเส้นสุดท้ายถูกดูดแสงออกมา
ตูม!
รังไหมแสงะเิออก
ความหนาแน่นราวกับห่าฝนของลำแสงสีทอง ทำลายกระแสอากาศเสียหายฝุ่นละอองมหาศาลลอยฟุ้งกระจายไปทั่วผนังโดยรอบ
เมื่อฝุ่นสลายจางไปแล้วผนังสี่ด้านของห้องลมปราณราวกับถูกอาวุธนับไม่ถ้วนแทงทะลุก็ไม่ปาน เกิดรูพรุนมหาศาลมากเกินบรรยาย
เมื่อรู้สึกถึงการบำเพ็ญที่เลื่อนขั้นขึ้นของตนเองหลินโม่ก็เผยรอยยิ้มขึ้น การฝึกตนเมื่อกี้ ทำให้การฝึกร่างจากขั้นที่สองของเขาทะลุไปสู่ขั้นที่ห้าแล้วขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ถึงพลังมหาศาลของิญญากลายพันธุ์เช่นกัน
สาเหตุที่ผู้ฝึกปราณิญญานั้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนธรรมดาเป็เพราะปราณิญญาสามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนดูดรับพลังได้มากยิ่งขึ้นซึ่งปราณิญญากลายพันธุ์นั้นแข็งแกร่งเหนือยิ่งกว่าแต่หลินโม่รู้สึกได้ว่า ปราณิญญารุ่ยจินดูดซับพลังได้มากกว่าที่คิดเอาไว้ คาดไว้ในใจว่าอาจเป็ไปได้ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณในร่าง
เมื่อเห็นสภาพของห้องพลังปราณ รอยยิ้มของหลินโม่พลันหายไปห้องพลังปราณกลายเป็แบบนี้ไปแล้วไม่แน่ว่าผู้รับผิดชอบสายนอกอาจตามให้เขาไปชดใช้ค่าเสียหาย หลินโม่จึงฉวยโอกาสตอนไม่มีใครเห็นรีบหนีจากห้องพลังปราณไปอย่างรวดเร็ว
การทดสอบของสายนอกเป็อันเสร็จเรียบร้อย เหล่าศิษย์พากันทยอยแยกย้ายศิษย์บางคนที่ออกไปนานแล้วก็รีบมุ่งไปยังห้องพลังปราณเพื่อเตรียมฝึกตนแข่งกับเวลา
ศิษย์กลุ่มแรกสุดที่ไปถึงห้องพลังปราณต่างพากันตกตะลึงไปทันที เมื่อเห็นรอยรูพรุนนับพันของห้องพลังปราณ
“ให้ตาย...”
“มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่? ทำไมห้องพลังปราณถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้?”
“คงไม่ไม่ได้มาจากการฝึกตนใช่ไหม?” ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเงียบๆ
“เกิดจากการฝึกตนอย่างนั้นหรือ? เ้าก็ช่างคิดได้แปลกเหลือเกินกำแพงทั้งสี่ด้านของห้องพลังปราณล้วนตัดมาจากหินอัคนีดำทั้งนั้นเพียงพอที่จะต้านทานความเสียหายจากการฝึกร่างขั้นที่แปดได้ แม้จะเป็เหล่าผู้ฝึกตนที่ฝึกร่างขั้นที่แปดก็ไม่มีทางใช้อาวุธไปทิ่มแทงทะลุเยอะได้ขนาดนั้นพูดอีกอย่างคือ ในสายนอกของเราคนที่สามารถไปถึงระดับทำลายห้องพลังปราณได้นั้นก็มีเพียงศิษย์พี่ฉิวจวิ้นฉิวอันดับหนึ่งของสายนอกแล้วล่ะ”
“เ้าหมายความว่าศิษย์พี่ฉิวเป็คนทำงั้นหรือ?”
“เ้าหุบปากไปซะ! ข้าแค่พูดว่าความสามารถบรรลุถึงระดับนี้ก็เท่านั้นประโยคไหนกันที่เอ่ยเหมือนสิ่งที่เ้าว่า ข้าไม่เคยพูดสักนิด”
“ใครเป็คนทำ สายนอกจะจัดการสืบค้นเองเดือนถัดไปก็จะดำเนินการประเมินครั้งสุดท้ายแล้ว เวลาเร่งด่วนสำคัญอย่ามัวเสียเวลาเลย รีบไปฝึกกันเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์ตรงหน้าประตูก็ทยอยหลั่งไหลกันเข้ามาในห้องเพื่อฝึกตน
กลุ่มศิษย์ที่ตั้งใจจะพุ่งตัวหนีเมื่อกี้ก็กลับมานั่งทำสมาธิ แล้วเริ่มรวบรวมพลังลมเพื่อดูดซับพลังแห่งฟ้าดินทว่าดูดซับได้เพียงครู่เดียว กลับไม่เห็นถึงพลังแห่งฟ้าดินที่ไหลเข้าร่างเลยแม้แต่น้อย
“แปลกจริง ทำไมข้าดูดซับไม่ถึงพลังแห่งฟ้าดินกัน?”
“ข้าก็เช่นกัน”
“สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? พลังแห่งฟ้าดินของห้องพลังปราณล่ะ?”
เสียงวิจารณ์จอแจดังขึ้นทั่วห้องพลังปราณ เหล่าศิษย์ต่างพากันซักถามกันไปมาสุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่า สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ภายในห้องพลังปราณที่ไร้ซึ่งพลัง นี่เป็ครั้งแรกที่เกิดเื่ขึ้นในรอบสองปีที่ผ่านมา
ณ เวลานี้ จู่ๆ เงารูปร่างงดงามอรชรก็ปรากฏขึ้นภายในห้องพลังปราณ
เสียงโหวกเหวกในห้องพลังปราณพลันเงียบลงในพริบตา