‘ เสียงอาจารย์ ? ’
กู้เซียนเซียนสะดุ้งตื่นขึ้นมาตามเสียงเรียกของชายหนุ่ม ยามนั้นเป็นช่วงเวลาที่แสงสีทองสุดท้ายของวันสาดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้องแล้ว เพียงแต่นางมองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้เท่านั้น
“ อาจารย์ ! “ นางเปล่งเสียงเรียกออกมา มือเล็กๆยกขึ้นกวาดไปมาที่ด้านข้างเตียง ก่อนพยายามลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ทำให้อาการวิงเวียนพะอืดพะอมกลับมาทันที หญิงสาวรีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดปากไว้แน่น
“ อาจารย์ “ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาเจือความผิดหวังชัดเจน
ภายในห้องนอนตอนนี้ นอกจากเสียงกระดิ่งเล็กๆที่แขวนอยู่ตรงขอบหน้าต่างส่งเสียงดังกรุ้งกริ้งๆอยู่เป็นระยะยามมีสายลมอ่อนโชยเข้ามาแล้วก็ไม่ปรากฏเสียงใดๆอีกเลย
“ อาจารย์ “ นางยังคงส่งเสียงเรียกเบาๆต่อไป แม้จะตระหนักได้ว่าความฝันตลอดหลายปีของนางจะไม่มีวันเป็นจริงอีกครั้ง
“ ไม่มีใครอยู่ใช่ไหม ข้าปวดหัวมาก “ นางเอ่ยถามถึงคนอื่นๆในห้อง เพราะหากนางพูดประโยคนี้ ไม่ว่าหมอ หรือบ่าวหญิงที่อยู่ใกล้ไกลแค่ไหนก็จะรีบกรูกันเข้ามาดูแลนาง ทุกวันต่อหน้าคนอื่นนางจะพยายามฝืนยิ้มตอบรับทุกคน ไม่ว่าร่างกายจะต้องอดทนต่อความเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม เพื่อให้คนรอบข้างคลายกังวล ไม่ต้องเป็นทุกข์ไปพร้อมกับนาง ผู้คนในบ้านหลังนี้ล้วนดีกับนาง ดีจนนางไม่อาจแบกรับมันไว้ได้อีก คำพูดเช่นว่านางป่วยไข้ไม่สบาย จึงแทบไม่เคยหลุดออกมาจากปากของหญิงสาวเองเลย
และหากอาจารย์ของนางอยู่ เขาก็จะต้องมาหานางเช่นกัน แต่คงไม่ใช่ในยามนี้
‘ ที่แท้เสียงของท่าน ก็เป็นเพียงฝันตื่นหนึ่งของข้า ’ กู้เซียนเซียนยิ้มเจื่อนให้กับตัวเอง หลังแน่ใจแล้วว่าในห้องนี้นอกจากนางก็ไม่มีใครอื่นอีก
หลังนั่งเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ แยกแยะระหว่างความจริงและความฝันได้อย่างกระจ่างชัด ขาสองข้างก็ค่อยๆขยับลงจากเตียง เพราะไม่รู้ว่าเป็นยามใหน นางจึงไม่ส่งเสียงเรียกคนดูแลเข้ามา ความรู้สึกผิดประหนึ่งภาระก้อนโตไร้ประโยชน์สะสมอยู่มากขึ้นทุกวัน ชั่ววูบหนึ่งนางยังเคยคิดว่าทุกวันนี้พี่ชายหนานจะรู้สึกเสียใจบ้างหรือไม่ที่ไปช่วยดึงนางกลับมาจากมือของยมบาลในวันนั้น
มือที่ยึดเสาหัวเตียงจู่ๆพลันลื่นหลุดจนร่างบอบบางไถลล้มลงไปอยู่ข้างเตียง แต่กู้เซียนเซียนไม่ได้ส่งเสียงร้องสักนิด นางยังคงใช้มือคลำไปตามพื้นรอบๆตัว ดันร่างสั่นเทาคลานไปตามพื้นเย็นเยียบช้าๆ ความเจ็บปวดทุกๆข้อต่อกระดูกค่อยทุเลาลงหลังจากไม่ต้องพยายามฝืนยืนขึ้นอีก พื้นที่เย็นจนแข็งยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทั่วร่างได้ดีพอๆกับน้ำเย็นจัด เพราะมันชาจนไร้ความรุู้สึก หากตอนนี้มีคนอื่นอยู่ในห้องนางคงไม่แสดงท่าทางอ่อนแอน่าสมเพชเช่นนี้ออกมา แต่ตอนนี้นางไม่จำเป็นต้องแสดงความเข้มแข็งให้ใครดูอีก
เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นตามไรผมแค่เพราะนางใช้ความพยายามในการปีนป่ายขึ้นนั่งที่โต๊ะกลมที่ตั้งอยู่กลางห้องนอน มือผอมบางขยับคลำไปตรงตำแหน่งที่มีกาน้ำชาก่อนรินให้ตัวเองและหยิบขนมเปี๊ยะที่ถูกห่อตั้งทิ้งไว้มาหักออก ก่อนกินครึ่งชิ้นที่เหลือ
ความพะอืดพะอมเอ่อขึ้นมาจุกที่คออีกครั้งจนกู้เซียนเซียนต้องหยุดเคี้ยว ขนมเปี๊ยะเกือบครึ่งชิ้นถือว่าเป็นปริมาณที่มากที่สุดเท่าที่นางพอจะรับได้ในหนึ่งมื้อแล้ว
หญิงสาวหยิบขนมที่เหลือห่อรวมกันกลับไป ก่อนพาร่างสั่นเทาลุกขึ้นช้าๆเดินคลำไปทางทิศของหน้าต่างตามความคุ้นเคย นางจับขอบตั่งเพื่อย่อตัวลง มือผอมคลำหากุญแจที่ซ่อนไว้ในช่องเล็กๆใต้ตั่งนั่งยาว แล้วจึงลากเอากล่องของใช้ส่วนตัวที่วางอยู่บริเวณใกล้ๆกันนั้นออกมา นางไขกุนแจเปิดออกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนวางห่อขนมลงไปในกล่องแล้วจึงไขกุญแจปิด และดันกล่องไม้กลับเข้าไปเก็บที่เดิม
ตอนนี้นางพอจะคาดเดาได้แล้ว ยามนี้น่าจะยังไม่ดึก นางน่าจะนอนหลับไปไม่นาน เพราะหากเป็นเวลาค่ำคืน ภายนอกห้องที่มีเพียงผ้าม่านยาวกั้นอยู่จะมีสาวใช้นอนอยู่ด้วยเสมอ แต่วันนี้ เวลานี้กลับไม่มี นั่นแสดงว่าตอนนี้คงยังไม่ถึงเวลาที่พวกนางจะมานั่นเอง
นางเดินตัวงอคุดคู้กลับมาที่เตียง นั่งลงเพียงครู่หนึ่งร่างบางก็เลื่อนตัวเองลงไปที่ข้างเตียงมือความหาโถฉี่ด้านล่างออกมา ก่อนจัดเจงตัวเองจนเสร็จแล้วคลานกลับขึ้นมานั่งคุดคู้อยู่บนเตียงอีกครั้ง
วันนี้นอกจากจะมีไข้แล้ว ความเจ็บปวดตามร่างกายดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าช่วงก่อน กระทั่งดวงตาที่เคยมองเห็นแสงลางๆได้เมื่อหลายวันก่อน ผ่านไปไม่กี่วันดูเหมือนจะมองไม่เห็นอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว หากสภาพร่างกายของนางยังเป็นเช่นนี้ต่อไป มิสู้ จากไปเสียดีกว่า
หญิงสาวล้มตัวลงนอนตะแคง ดวงตาไร้ประกายมองตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย มือข้างหนึ่งคลำจี้หยกที่คอไปมาตามความเคยชิน
“ ท่านพ่อ.. ท่านแม่จากข้าไปแล้ว ท่านรู้หรือไม่ “ กู้เซียนเซียนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ คำว่ารักจากมารดาที่นางเฝ้ารอล้วนจางหายไปราวน้ำค้างในยามเช้า
“ พี่ชายพี่สาว อยู่กับท่านหรือเปล่า สภาพข้าตอนนี้ ..คง..ออกไปตามหาพวกท่านไม่ได้อีกแล้ว “
“ พวกท่านยังอยากเจอข้าบ้างไหม หรือบางที … ข้ายังเป็นส่วนเกินสำหรับพวกท่านอยู่ดี “ กู้เซียนเซียนเอ่ยพึมพำไปเรื่อยๆ
“ ข้า.. บางที..อยากจะกลับไปอยู่กับท่านแม่แล้ว .. “ เสียงสุดท้ายเอ่ยออกมาอย่างแหบแห้งเจือความเจ็บปวดอยู่เต็มสิบส่วน หวังว่าหากนางจากไปแล้ว พี่ชายหนานจะไม่เสียใจมากเกินไป ส่วนกับบิดา พี่ชาย พี่สาวนั้น นางรักและผูกพัน แต่ไม่เคยคาดหวังว่าพวกเขาจะเสียใจต่อการจากไปของนาง
“ หากเจ้าเสียใจ ทำไมไม่ร้องไห้ออกมา“ เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างเตียง
กู้เซียนเซียนตกตะลึงตาค้าง..ร่างบางนอนคุดคู้สั่นเทา กลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นความฝันหนึ่งตื่น หากนี่เป็นความฝัน นางขอไม่ตื่นขึ้นมาเลยจะดีกว่า
“ อะ..อา.อาจารย์ “ เสียงเล็กๆเอ่ยสั่นเครือถามออกไปให้แน่ใจอีกครั้ง
' ว่ากันว่าคนที่ธาตุไฟไกล้แตก บางครั้งก็จะได้ยินเสียงหรือภาพที่อยู่ในห้วงสำนึกสุดท้าย ' “ หรือข้าใกล้จะตายแล้ว ” กู้เซียนเซียนเอ่ยออกมาปลอบใจตัวเอง
เตียงที่ข้างตัวพลันยุบยวบลง หญิงสาวที่นอนตะแคงอยู่จึงค่อยๆยกมือกวัดกวาดออกไปเบื้องหน้าช้าๆ ตอนที่มือเล็กสัมผัสกับท่อนแขนแข็งตึงนางถึงได้รู้ว่าในห้องนี้ไม่ได้มีนางอยู่ตัวคนเดียว
มือเล็กขยับขึ้นไปจับแขนของคนที่นั่งอยู่ด้านข้างช้าๆ ขยับขึ้นลงคลำไปมาสะแปะสะปะอย่างไม่เชื่อตนเอง
“ ว่ากันว่าคนไกล้ตายจะเห็นภาพหลอน ตอนนี้ศิษย์ไม่ได้เห็นภาพหลอนแค่นั้น แต่ยังสัมผัสท่านได้ด้วย “ กู้เซียนเซียนยิ้มแก้มปริ เป็นยิ้มที่ออกมาจากใจของนางจริงๆ เช่นนี้นับว่าตายตาหลับแล้ว
มือหนาหยาบข้างหนึ่งเลื่อนมาสัมผัสบริเวณหน้าผาก ก่อนคิ้วงามตวัดเฉียงของเขาจะขมวดมุ่น
“ เหลวไหล “ เซียวหลงบอกแก่นาง
“ เสียงของท่าน ต่างไปจากเดิมเล็กน้อย ดูหนักแน่นสมเป็นบุรุษมากขึ้นไปอีก “ นางรีบยกตัวนั่งลงข้างๆเขาอย่างลืมความเจ็บปวดที่ผ่านมา ก่อนใช้มือทั้งสองข้างโอบจับไปที่ใบหน้าของเขาแล้วลูบคลำไปมา
“ อาจารย์ ใบหน้าท่าน.. ไม่ต่างจากเดิมเลย เพียงแต่.. อืม…ผอมลงนิดหน่อย “ กู้เซียนเซียนส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง ก่อนโผร่างบางพิงเข้าไปที่หน้าอกของเขาทั้งตัว มือสองข้างโอบกอดเอวเขาไว้แน่น ก่อนจะรู้สึกว่ามีมือสองข้างโอบกอดนางกลับเบาๆ
“ ข้าคิดถึงท่าน ข้าคิดถึงท่านมากเหลือเกิน “ นางยิ้มอยู่ภายในอ้อมกอดของอาจารย์ แม้จะสัมผัสกลิ่นกายของเขาไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ความอบอุ่นของเขานางรับรู้ได้
“ เด็กดี ร้องไห้ให้อาจารย์ดูหน่อย “ เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นมาเหนือศีรษะของกู้เซียนเซียน
“ เอ๋ .. ร้องไห้ .. “ กู้เซียนเซียนทำหน้าฉงน ก่อนส่ายหัวไปมาเร็วๆ
“ ข้าดีใจ จะให้ร้องไห้ทำไม ท่านมิใช่ประหลาดไปแล้วหรือ จู่ๆมาบอกให้คนร้องไห้ “ สตรีในอ้อมแขนยังคงกอดเขาไว้แน่น เพราะกลัวว่าหากนางตื่นขึ้นมาอีก ความฝันนี้จะสลายไปเหมือนทุกครั้ง แต่หากได้กอดเขาเอาไว้แบบนี้แล้วไม่ตื่นตลอดไปจะดีสักแค่ใหน
เซียวหลงกอดนางนิ่งๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจพูดบางคำกับนาง หวังช่วยให้นางหลุดพ้นจากความทรมานที่เป็นอยู่
“ เซียนเซียน บิดาของเจ้าเขาไม่อยู่แล้ว“ เซียวหลงเอ่ยออกมา แต่กู้เซียนเซียนกลับนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆ
“ อะไรคือไม่อยู่ ? “ นางยังคงสับสน ใบหน้าเล็กยังซบอยู่ในอ้อมอกกว้างของเขาทำให้เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูอู้้อี้เล็กน้อย
เซียวหลงก้มหน้ามองไปยังสตรีผอมบางที่อยู่ในอ้อมแขน ก่อนโอบนางไว้แน่นขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบหัวยุ่งๆของนางเบาๆ
“ เจ้าลืมกระทั่งการร้องไห้ มันทำให้เจ้าเก็บกด ร่างกายถึงเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่ร้องไห้ให้อาจารย์ดูหน่อย มันจะทำให้เจ้าดีขึ้น “
“ เขาตายได้ยังไง “ กู้เซียนเซียนยังคงไม่เปลี่ยนเรื่อง แต่เซียวหลงกลับไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ของนางได้
เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเอ่ยตอบแก่นางไป “ เขาฆ่าตัวตาย “ เขาตัดสินใจเอ่ยคำตอบอย่างตรงไปตรงมา หวังให้นางได้ปลดปล่อยความเสียใจออกมา
ในจดหมายที่เขาได้รับจากอินั่วอันและหมอคนอื่นๆที่ส่งมาดูแลกู้เซียนเซียนก่อนหน้า เขารู้ว่านางป่วยหนัก จนหมอหลายคนบอกให้มาดูใจเป็นครั้งสุดท้ายดีกว่าสิ้นเปลืองเงินทองรักษาประหนึ่งใช้จ่ายเงินไปกับถุงก้นรั่วอยู่เช่นนี้
แต่อินั่วอันกลับบอกว่านางจะดีขึ้นหากได้ระบายความขมขื่นที่เก็บกดไว้ในใจออกมาบ้าง
“ ท่านพ่อจากไปแล้ว พวกเขาไปอยู่ด้วยกันแล้ว “
‘ ทุกคนต่างทิ้งข้าไว้คนเดียว เหมือนที่ผ่านๆมา ไม่เคยมีใครอยู่รอนาง วนเวียนกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว ’ กู้เซียนเซียนพูดเหมือนละเมอออกมา
ไม่มีน้ำตาจากกู้เซียนเซียน มีเพียงร่างกายที่สั่นเทาอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของเขา
เซียวหลงขมวดคิ้วแน่น กระชับร่างบางให้แน่นขึ้นไปอีก
“ เจ้าเสียใจ ก็ร้องไห้ออกมาเถอะ แล้วมันจะดีขึ้น อย่าทำแบบนี้อีกเลย “ เขาเอ่ยกับศิษย์ในอ้อมแขน
แต่กู้เซียนเซียนกลับส่ายหน้าไปมา “ อาจารย์ ศิษย์ปวดหัวมากเลย ปวดหัวมากจริงๆ “ นางพูดออกมาตามตรงขณะที่เซียวหลงพลันชะงัก สังเกตเห็นเปลือกตาบนของนางเริ่มกระตุกถี่ อ้อมแขนของนางกลับแข็งเกร็งขึ้นเรื่อยๆ ฟันบนล่างขนกันจนกัดกระพุ้งแก้มเลือดอาบย้อมริมฝีปากซีดขาวก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวจางๆ
“ ฮึ่กๆๆ .. อา จารย์ “ นางเอ่ยมาได้เพียงเท่านี้ ร่างกายก็เหมือนไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป มันกระตุกจนแข็งแกร็ง ก่อนจะรู้สึกปวดหนึบที่ท้ายทอยและภาพทุกอย่างเบื้องหน้าจะพร่าเลือน
ภายในห้องนอนกู้เซียนเซียน
“หากนางไม่คลานออกมาเอง ใครก็ช่วยนางไม่ได้ “ อินั่วอันเอ่ยอย่างหัวเสียขณะจับชีพจรที่ตีกันสับสนให้กู้เซียนเซียนที่นอนหลับไหลอยู่บนเตียง ก่อนหันไปมองหน้าเซียวหลงที่ยืนเหยียดตรงอยู่บริเวณปลายเตียง
“ ศิษย์พี่ ท่านเองก็สีหน้าไม่สู้ดี ให้ข้าตรวจท่านด้วยดีกว่า “ นางเอ่ยขึ้นกับเซียวหลง แต่บุรุษร่างสูงกลับเดินหันหน้าไปหยิบกล่องไม้จากใต้ตั่งข้างหน้าต่างออกมา โดยไม่ได้สนใจคำพูดของนาง
“ เห๊อะ “ อินั่วอันพ่นเสียงออกทางจมูกอย่างขัดใจ ‘ รั้นพอกันทั้งคู่ ’ เป็นข้อสรุปที่นางใช้กับสองศิษย์อาจารย์
เซียวหลงเปิดกล่องที่ค่อนข้างหนักออก โดยไม่ได้ใช้กุญแจไข แท้จริงแล้วกล่องใบนี้มีกลไกง่ายๆเพียงดึงสลักกุญแจโลหะขึ้นไปด้านบนเบาๆทีหนึ่งก็เปิดได้แล้วเพียงแต่เด็กสาวบนเตียงไม่รู้เรื่องนี้
ทันทีที่กล่องถูกเปิดออก กลิ่นอาหารบูดเน่าก็โชยออกมา เซียวหลงถือกล่องไว้ด้วยมือข้างหนึ่งก่อนมองสำรวจอาหารที่เต็มไปด้วยคราบดำๆเหลืองๆเร็วๆรอบหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มฉายแววกังวลอยู่ตลอดเวลา
“ ข้าถึงบอกไง ว่านางต้องรักษาโรคทางใจก่อน “ อินั่วอันเอ่ยถึงปัญหาของกู้เซียนเซียนขึ้นมาอีก “ เด็กนั่น อะไรๆก็ดีไปหมด หากไม่ใช่เพราะมีอะไรไปกระทบจิตใจจนเกิดอาการประสาทหลอนออกมานะ “
นางเอ่ยเล่าพฤติกรรมของกู้เซียนเซียนให้เซียวหลงฟังทางจดหมาย หลังจากที่นางสังเกตุเห็นด้วยตัวเองตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ในช่วงแรกๆ นั่นแปลว่านางจะต้องเป็นแบบนี้มาตลอด และน่าจะเป็นมานานแล้ว
หญิงตาบอดนางนี้จะคอยเก็บอาหารเก่าๆไว้ในกล่องความลับของนาง และบางวันหากมีอะไรไปกระตุ้นจิตใต้สำนึกดำมืดของนาง ตกกลางคืนก็จะเห็นนางคล้ายนอนละเมอคลานเข้าไปนอนในตู้ไม้เก่าๆแคบๆ แต่เพียงตื่นเช้ามาทุกอย่างดูจางหายไปในอากาศ นางสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เซียวหลงขมวดคิ้วมุ่นอย่างกังวล เขาวางกล่องไม้ไว้ที่เดิม ก่อนเดินไปเปิดตู้เก็บของแคบๆของกู้เซียนเซียนออกดู ที่พื้นด้านล่าง ไม่มีสิ่งของอะไรตั้งวางอยู่เว้นแต่ห่อกองผ้าห่มสองสามผืนเท่านั้น หากจะนอนจริงๆก็เป็นไปได้ เพียงแต่ต้องนอนขดตัวให้เล็กลงเท่านั้น
“ รักษาได้ไหม “ เสียงของเซียวหลงดังขึ้น
“ ไม่รู้สิ “ อินั่วอันเอ่ยตอบออกไปก่อนที่จะเงยหน้ามองไปที่ศิษย์พี่ของนาง หลังเห็นสายตาเย็นเยียบของเขา นางก็แทบอยากจะคว้าจับคำพูดที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่กลับมาก่อนทันที
“ เอ่อ ข้าหมายถึง “ นางรีบเอ่ยขยายคำอธิบายเพิ่มเติม “ หมายถึง.. เอ่อ. หากนางเพิ่งเป็นไม่นานมานี้ ก็น่าจะรักษาได้ แต่หากนางเป็นโรคนี้มานานแล้ว โอกาสที่จะดีขึ้นก็พอมี “
‘ เพียงแต่ไม่มาก เท่านั้น ‘ อินั่วอันเอ่ยต่ออยู่ในใจ
“ หนายข่ายหลี่ รู้เรื่องนี้ ? “ เซียวหลงเลิกคิ้วถามศิษย์น้อง
อินั่วอันรีบตอบคำถามง่ายๆนี้ออกไปทันที “ อื้ม รู้สิ พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทั้งยามหลับยามตื่น หากไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนละเอียดอ่อน.. เอ๊ะ!.. อิดอี๊ ! .. “ เสียงเจื้อยแจ้วของอันอันจู่ๆก็ถูกสกัดจุดใบ้ สายตาคมกริบของนางจ้องเขม็งไปที่เซียวหลงทันที
‘ ทำไมข้าพูดอะไรผิดอีก ‘
เซียวหลงยังคงยืนนิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามที่ส่งผ่านมาทางสายตาของศิษย์์น้อง นึกเทียบเหตุการณ์นี้กับเหล่าทหารในแนวหน้า ทหารใหม่หลายคนที่ไม่เคยสู้รบในสงครามจริงมาก่อน ครั้งแรกของเขาเหล่านั้น จะตอกย้ำบาดแผลในใจไปจนวันตาย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าคนครั้งแรก ตอนที่เห็นเพื่อนทหารถูกฆ่าตาย หรือตอนที่ตัวเองกำลังจะถูกฆ่า สายตาของพวกเขาก็เป็นเหมือนกู้เซียนเซียนในตอนนี้ เหม่อลอยไร้สติ คนที่มีจิตใจแข้มแข็งอาจใช้เวลาเพียงไม่นานก็จะผ่านมันไปได้ แต่หลายคนก็มีโรคทางใจติดตัวไปจนตลอดชีวิต
ชายหนุ่มมองไปยังหญิงสาวที่เดินหงุดหงิดกลับไปนั่งที่โต๊ะกลางห้องอีกครั้ง เขาพลันเอ่ยบอกออกไปราวกับคำสั่งว่า “ ต่อไปข้าถามอะไร เจ้าตอบเพียงเท่านั้น ไม่ต้องสาธยายไร้สาระอีก “
‘ เห๊อะ ไร้สาระ ไร้สาระหรือแทงใจดำเจ้ากันแน่ เจ้าไม่อยากฟัง แต่ข้าอยากพูดนี่ ‘
ศิษย์น้องอันอันถลึงตาเขียวใส่เซียวหลง ก่อนหันหลังให้ทางเขา ลมปราณแรงๆสายหนี่งกระแทกเข้าที่จุดใบ้บริเวณไหล่ ทำเอานางถึงกับไอโขลกออกมาหลายที ยกมือพาดไหล่ขึ้นมาลูบที่จุดใบ้เบาๆ ‘ เจ็บเป็นบ้า ’ เป็นประโยคที่นางได้แต่คิด แต่ไม่กล้าพูดออกไป
หลังนางตั้งตัวได้จึงรีบเอ่ยประโยคที่ค้างคาใจมานาน “ ศิษย์พี่ ต้องแจ้งแก่จางจิ้งไหม “
เซียวหลงตอบสวนกลับมาโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด “ ไม่จำเป็น บอกแค่ว่านางสบายดี หนานข่ายหลี่ดูแลอยู่ก็พอ “
‘ หนานข่ายหลี่ หนานข่ายหลี่ ข้าจะดูว่าเจ้าหมูนั่นจะขโมยกินหัวผักกาดขาวเจ้าไปเมื่อใด ฮ่าๆๆๆ ‘
อินั่วอันคิดอย่างแค้นใจ ลูกศิษย์ของศิษย์พี่ป่วย แท้จริงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางเลย หากอ้างว่านางเป็นน้องสาวของจางจิ้ง นางยังให้ความรู้สึกผูกพันมากกว่านี้ อย่างไรก็เป็นน้องสาวของสหาย แต่นี่หากไม่ใช่รู้จากหนานข่ายหลี่ว่านางคือน้องสาวของจางจิ้ง ป่านนี้กู้เซียนเซียนก็เป็นแค่ลูกศิษย์ของเซียวหลงที่นางต้องมาดูแลอยู่นั่นเอง‘ คนอะไร กระทั่งจะบอกฐานะที่แท้จริงของนาง ก็ไม่ยอมบอกให้นางรู้ หวงอะไรกันนักหนา ’
' แต่ดูจากที่เขาทุ่มเทขนาดนี้ ดูท่า… นางคงไม่ใช่แค่ลูกศิษย์ตัวน้อยกระมัง '
‘ แต่เดี๋ยวก่อน หากอนาคตนางเลื่อนฐานะขึ้นมา ข้าอินั่วอันจะไม่ต้องคารวะนางเช้าเย็นแล้วเรียกนางว่าศิษย์พี่หญิงหรอกหรือ ไม่สิ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ศิษย์พี่ไม่น่าเอาตัวเองมาผูกพันกับเด็กไร้ประโยชน์คนนี้ โดยปกติเขาเป็นคนรอบคอบ ให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ก่อนเสมอ คนที่ไม่ควรค่ากระทั่งจะยกรองเท้าให้เขา อย่างไรเขาก็ไม่เอาไว้ข้างตัว ไม่ต้องพูดถึงใบหน้าเหี่ยวย่นอัปลัษณ์ ร่างกายผ่ายผอมจนเหลือแต่กระดูกนั่นเลย ข้าคิดมากเกินไปแล้วจริงๆ ’
สายตาอินั่วอัน มองกลับไปกลับมาระหว่างเซียวหลงและกู้เซียนเซียนบนเตียงนอน จนชายหนุ่มด้านข้างสังเกตุเห็น เขาจึงโบกมือไล่นางออกไป
“ ศิษย์พี่ อันอันหมดประโยชน์แล้ว ขอตัว “ นางจงใจกระแทกคำว่าหมดประโยชน์ให้เซียวหลงได้ยิน หนึ่งเพราะนางประชดประชัน ยามต้องการนางก็เรียกใช้สอยไม่สนใจว่านางจะเต็มใจมาหรือไม่ สองคือเน้นให้เขารู้ว่าสตรีที่นอนไข้ขึ้นสูงอยู่บนเตียงนั้น ไม่มีประโยชน์ใดๆกับเขาเลย หากยังจะเก็บไว้ รังแต่จะนำโชคร้ายมาให้เขาเสียมากกว่า แต่เซียวหลงดูจะไม่สนใจคำประชดของนาง เขายังคงเดินกลับมานั่งที่ข้างเตียงหยิบขวดยาเล็กๆออกมาจากอกเสื้อ กระทั่งหางตาก็ไม่เหลือบมองศิษย์น้องที่ยืนหงุดหงิดพยายามยั่วโมโหเขาอยู่ อินั่วอันจึงทำได้เพียงหันหลังปิดประตูห้องจากไปอย่างปั้นปึง