บางทีนกขมิ้นที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ตัวนั้นอาจได้ยินเสียงคนพูดมันจึงรีบบินหนีไปทันที
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้ววางพู่กันวาดภาพในมือลง
แม่นมชำเลืองมองภาพวาดที่ยังไม่เสร็จแล้วก็ตกใจที่ทำลายสมาธิขององค์หญิงไปนางจึงรีบวางถ้วยน้ำชาลงและขอประทานอภัย “หม่อมฉันไม่ทราบว่าได้รบกวนพระองค์เข้าขอพระองค์โปรดลงโทษหม่อมฉันด้วยเถิด”
หญิงสาวคนนั้นยกมือขึ้นอย่างไม่ใส่ใจแล้วหยิบชาถ้วยนั้นขึ้นมาดื่มครึ่งหนึ่ง แล้วจู่ๆนางก็คิดถึงบางคนและบางเรื่องขึ้นมา ทำให้นางมีความเศร้าหมองปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“แม่นมกองทัพของพี่เป่าอยู่ที่ไหนแล้วหรือ?”
“หม่อมฉันได้ยินว่ายามนี้อยู่นอกเมืองหลวงห่างไปเพียงสี่ร้อยลี้แล้วเพคะอีกไม่เกินสามวันก็จะเข้ามาในเมืองเพคะ” แม่นมโค้งคำนับตอบแล้วก็บอกเพิ่มเติมด้วยความกังวลว่า “ฝ่าบาททรงหงุดหงิดมากขึ้นทุกวันเมื่อวานก็เพิ่งเฆี่ยนคนรับใช้ในวังจนตายไปอีกสองคน ทหารอารักขาวังหลวงทั้งสามพันนายก็ขึ้นไปยืนเฝ้าบนกำแพงวังหลวงหมดแล้วแต่… เฮ้อ ทุกคนก็รู้ว่าพวกเขาไม่อาจต้านทานกองทัพอี้จวินได้เลยเป็นได้แค่ตั๊กแตนที่ห้ามรถก็เท่านั้น[2]!”
แววตาขององค์หญิงฉายแววซับซ้อนขึ้นมาครู่หนึ่งและแฝงไปด้วยความละอายใจเล็กน้อย ก่อนจะกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยในตอนสุดท้ายราวกับสระน้ำที่ลึกและสงบนิ่ง ไม่มีใครสามารถมองเห็นเงาที่สะท้อนอยู่ในใจนางได้…
แม่นมยังอยากจะพูดอะไรอีกแต่ได้ยินนางกำนัลที่อยู่นอกประตูส่งเสียงรายงานมาเสียก่อน “องค์หญิงเพคะฝ่าบาททรงส่งคนมาเชิญพระองค์เสด็จไปที่ตำหนักไท่จี๋เตี้ยน”
องค์หญิงขมวดคิ้วอีกครั้งแล้วส่งสายตาให้แม่นมถามไถ่
แม่นมรีบเดินไปที่ประตูและถามเรื่องราวด้วยเสียงเบาๆแล้วกลับมารายงานว่า “ขันทีที่มาจากตำหนักไท่จี๋เตี้ยนก็ไม่ทราบว่าเรื่องอะไรเพียงแต่บอกว่าเซียวกุ้ยเฟยเพิ่งได้รับความโปรดปราน”
องค์หญิงมีสีหน้าที่แฝงด้วยความรังเกียจราวกับว่าได้ยินชื่อของเซียวกุ้ยเฟยสามคำนี้แล้วทำให้หูของนางแปดเปื้อนสิ่งสกปรกไม่มีผิด
แม่นมพูดด้วยความลังเลว่า“เวลานี้ เกรงว่าฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดีนัก มิสู้ให้บ่าวเข้าไปกราบทูลแทนดีหรือไม่เพคะและบอกว่าองค์หญิงไม่ค่อยสบาย”
แต่องค์หญิงส่ายศีรษะแล้วลุกขึ้นยืน “คงจะไม่เหมาะสม ข้าควรไปเองดีกว่าบางทีเสด็จพี่อาจมีเรื่องจะตรัสกับข้ากระมัง?”
แม่นมยังอยากจะทัดทานแต่เมื่อนึกถึงป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำที่มอบแผ่นดินครึ่งหนึ่งของตระกูลซือหม่าก็พอจะเข้าใจความรู้สึกผิดขององค์หญิงนางจึงรีบหยิบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดงมาสวมให้องค์หญิงแล้วเรียกนางกำนัลสี่คนตามไปด้วย
เหล่าขันทีทั้งแปดคนยกเสลี่ยงขึ้นและออกเดินทางมีลมพัดมาเบาๆ พร้อมความเย็นเล็กน้อยพวกเขาเดินไปอย่างรวดเร็วจนถึงหน้าตำหนักไท่จี๋เตี้ยนเมื่อมีขันทีและนางกำนัลเห็นจากไกลๆ พวกเขาก็รีบคุกเข่าคำนับลงกับพื้นสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและปีติยินดี
ใครเล่าจะไม่รู้ว่าองค์หญิงชิงเฉิงงดงามราวกับเทพธิดาแถมยังมีจิตใจเมตตาราวกับเทพธิดาจริงๆแม้ว่านางจะมาเยือนตำหนักไท่จี๋เตี้ยนไม่บ่อยนักแต่ทุกครั้งที่มานางมักจะทะเลาะกับฝ่าบาทอยู่เสมอตราบใดที่นางเห็นเหล่าขุนนางหรือคนในวังหลวงถูกลงอาญา นางจะเอ่ยปากขอความเมตตาให้เสมอแม้ว่าบางคนจะถูกฝ่าบาทกริ้วจัดจนสั่งประหารด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมกว่าเดิมแต่ก็ยังมีบางคนที่รอดชีวิตไปได้
ถ้าจะบอกว่าทั้งวังหลวงเป็นเหมือนนรกองค์หญิงก็เปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในนรกนั้นทุกคนแทบจะอยากอยู่ใกล้ชิดข้างกายของนาง ไม่อยากห่างไปแม้แต่ก้าวเดียวเพื่อภาวนาให้มีชีวิตรอดและขับไล่ความกลัวออกไป…
เสลี่ยงหยุดลงที่หน้าประตูตำหนักอย่างมั่นคงองค์หญิงถูกประคองลงจากเสลี่ยงด้วยมือของแม่นมเมื่อเดินเข้ามาถึงประตูตำหนักก็ขมวดคิ้วทันที
พระตำหนักที่เคยกว้างขวางและหรูหราตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเล้าหมูบ้านๆ เลยไหเหล้าและจอกเหล้าถูกโยนเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้น พรมบนพื้นไม่รู้ว่ามีคราบอะไรเปรอะเปื้อนบ้างและยังมีคราบบางอย่างที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีแดงเข้มซือหม่าเชวี่ยนนอนเผยแผงอกพิงอยู่บนม้านั่งของพระสนม โดยมีเสื้อคลุมมังกรสีเหลืองอ่อนคลุมอยู่เพียงครึ่งตัวและชุดนั้นก็ยับเยินจนดูไม่ได้
ซือหม่าเชวี่ยนไม่คาดคิดว่าน้องสาวของเขาจะมาถึงเร็วขนาดนี้เขาหรี่ตามองที่ประตูพระตำหนักอย่างมึนเมา แต่สติก็กลับมาถึงสามส่วนทันทีเขารีบลุกขึ้นนั่งแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “หย่าหลาน เจ้ามาแล้วหรือรีบมานั่งเร็วเข้า!”
ซือหม่าหย่าหลานปิดตาลงซ่อนความรังเกียจและดูแคลนในแววตาของนางแล้วเอ่ยปากพูดด้วยเสียงราบเรียบแต่สุภาพว่า “ยามนี้อากาศยังแปรปรวนเสด็จพี่ต้องถนอมพระวรกายเอาไว้ด้วยทรงแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย”
ซือหม่าเชวี่ยนได้ยินดังนั้นก็อับอายจนหน้าแดงเขารีบสวมเสื้อคลุมมังกรอย่างลวกๆ แล้วตะโกนก่นด่าขันทีและนางกำนัลที่คุกเข่าอยู่บนพื้น“ทำไมยังไม่รีบเก็บกวาดกันอีกล่ะ? หรือจะให้ข้าลงมือเอง?ถ้ายังชักช้ากันอีกข้าจะสั่งเฆี่ยนให้ตายทุกคน!”
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างก็กัดฟันแน่นด้วยความโกรธพวกเขาพยายามเก็บกวาดพระตำหนักหลายครั้งแล้วแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ถูกจอกเหล้าปาใส่ หรือถูกลากออกไปเฆี่ยนตายอย่างโหดเหี้ยมตอนนี้กลับพูดราวกับว่าพวกเขาไม่ได้ปรนนิบัติรับใช้อย่างดีนับว่าเป็นเรื่องที่ทั้งน่ากลัวและน่าโกรธพวกเขาแทบอยากให้กองทัพอี้จวินบุกเข้ามาในวังหลวงทันทีแล้วจับทรราชย์คนนี้หั่นเป็นแปดชิ้นให้สิ้นซาก
ซือหม่าหย่าหลานใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูกแล้วพูดเบาๆ “ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างกายเสด็จพี่ล้วนเป็นคนดีพวกเขาก็ทำงานอย่างเต็มที่ เสด็จพี่อย่าทรงประหารคนอย่างง่ายดายนัก ยังไงชีวิตก็มีเพียงชีวิตเดียว”
ซือหม่าเชวี่ยนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วพูดตอบ “เจ้าไปอยู่ที่วัดนานเกินไปเลยใจอ่อนมากไปแล้ว พวกข้ารับใช้เหล่านี้หากไม่ฆ่าเป็นตัวอย่างสักคนสองคน เดี๋ยวพวกมันก็จะกล้าข่มเหงข้า!”
ซือหม่าหย่าหลานแอบถอนหายใจในใจนางไม่ได้ใจร้ายที่ยอมยกแผ่นดินครึ่งหนึ่งของซีเฮ่าให้ชายที่นางหมายปองตั้งแต่ยังเด็กแต่เสด็จพี่ของนางโหดเหี้ยมและใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยเกินไป แผ่นดินที่บรรพบุรุษของสกุลซือหม่าและบรรพกษัตริย์ได้เสียสละชีวิตเพื่อสร้างและปกครองไม่ควรพินาศลงในมือของเสด็จพี่ หากเสด็จพี่มีความสามารถแม้เพียงเล็กน้อยหรือมีความรับผิดชอบสักนิด นางก็คงไม่ทำเช่นนี้
แต่น่าเสียดายที่ฮ่องเต้ไม่กล้าออกรบฆ่าฟันศัตรูกล้าสั่งแต่เพียงเฆี่ยนตีข้ารับใช้ในวังหลวงเพราะฤทธิ์สุราช่างเป็นความอัปยศของสกุลซือหม่าจริงๆ!
เมื่อเหล่าข้ารับใช้ทำความสะอาดพระตำหนักเสร็จเรียบร้อยและถอยออกไปอย่างนอบน้อมแล้วซือหม่าหย่าหลานก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า“เสด็จพี่เรียกข้ามามีเรื่องอะไรหรือ?”
ซือหม่าเชวี่ยนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัวน้องสาวคนนี้แม้จะอายุน้อยกว่าเขาหลายปี และยังเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมาแต่เขาก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่านางคิดอะไรอยู่ นอกจากเรื่องที่นางชื่นชอบกงจื้อหมิงแล้วก็ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถทำให้นางแสดงอารมณ์ออกมาได้เลยแม้แต่นิดเดียวจนบางครั้งเขาก็สงสัยว่านางเป็นเทพยดาที่ตกลงมาจากสวรรค์จริงๆ
ก่อนหน้านี้ที่เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะวางยาพิษกงจื้อหมิงให้ตายและยึดครองแผ่นดินซีเฮ่าเอาไว้อย่างมั่นคงน้องสาวของเขากลับทะเลาะกับเขาอย่างรุนแรงจนถึงวันนี้เขายังจำดวงตาสีแดงก่ำราวกับเลือดของนางได้ถ้าพวกเขาสองคนไม่ได้เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน เกรงว่านางคงฆ่าเขาไปแล้วจริงๆ
ตอนนี้กงจื้อหมิงฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่และนางเพิ่งกลับมาถึงวังหลวง เขาอยากจะเปิดปากพูดเรื่องการส่งตัวนางไปแต่งงานแต่ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง
เขายกแก้วเหลียงฉาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนจะทำท่าทางไม่ใส่ใจแล้วพูดว่า “หลานเอ๋อ เจ้าอายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วปีนี้ก็สิบแปดแล้ว ว่ากันตามหลักแล้วก็ควรจะแต่งงานได้แล้วเจ้ามีชายหนุ่มคนใดในใจหรือไม่ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เจ้าก็แค่บอกพี่พี่จะจัดการเรื่องการแต่งงานให้เจ้าเอง”
ซือหม่าหย่าหลานรู้สึกใจสั่นโดยไม่รู้ตัวนางจึงนั่งตัวตรงและตอบเสียงเบาๆ “ขอบพระทัยเสด็จพี่ที่ทรงห่วงใยข้าปฏิญาณไว้ว่าจะอธิษฐานขอพรให้เสด็จพ่อสามปี ตอนนี้ยังเหลืออีกกว่าครึ่งปีความหวังดีของเสด็จพี่ข้ารับรู้แล้ว แต่เรื่องนี้ไว้ค่อยพูดกันทีหลังเถอะ”
“เอ่อ” ซือหม่าเชวี่ยนโดนปฏิเสธอย่างจัง ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดแต่ก็พยายามอดทนแล้วพูดต่อ “หลานเอ๋อร์ ตอนที่เสด็จพ่อยังมีชีวิตอยู่ท่านเคยพูดว่าอยากยกเจ้าให้กับกงจื้อหมิง ถึงแม้จะไม่มีพิธีหมั้นหมายหรือของแทนใจแต่สัญญาหมั้นหมายนั้นยังคงมีผลอยู่ เกรงว่าตอนนี้กงจื้อหมิงก็คงยังคิดถึงเจ้าไม่เช่นนั้นคงไม่บุกมาอย่างรุนแรงเช่นนี้ พี่คิดว่าเราน่าจะส่งจดหมายไปบอกเขาแล้วเลือกวันแต่งงานของพวกเจ้าหลังจากนั้นพี่จะให้เขตทางใต้ของแม่น้ำลี่สุ่ยเป็นสินสมรสของเจ้า เจ้าคิดว่า…”
“ฝ่าบาท!” ไม่ทันที่ซือหม่าเชวี่ยนจะพูดจบ แม่นมอาวุโสก็ตกใจจนเบิกตาโตเส้นเลือดที่หน้าผากปูดขึ้นด้วยความโกรธ “ในตอนนั้น ท่านอ๋องเพียงพูดลอยๆไม่มีการแลกเปลี่ยนของแทนใจ หมายความว่าสัญญาหมั้นหมายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงอีกอย่าง แม้ว่าจะมีสัญญาหมั้นหมายอยู่ แต่หากองค์หญิงแต่งงานในเวลาเช่นนี้องค์หญิงจะกลายเป็นอะไร? ชื่อเสียงขององค์หญิงจะเป็นเช่นไร?นอกจากนี้ตอนนี้ท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อกำลังจะยกทัพเข้ามาถึงเมืองหลวงจะเป็นไปได้หรือที่เขาจะแต่งงานกับองค์หญิงแล้วคืนแผ่นดินครึ่งหนึ่งให้เรา?”
“เจ้าบ่าวทราม!” ซือหม่าเชวี่ยนถูกเปิดโปงอย่างสิ้นเชิงจนอับอายกลายโทสะเขาคว้าถ้วยชาแล้วขว้างออกไป ก่อนจะสั่งให้คนมาลากตัวแม่นมอาวุโสออกไปเฆี่ยนจนตายแต่ซือหม่าหย่าหลานกลับลุกขึ้นยืน สีหน้าของนางเย็นชาจนทำให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากกว่าเดิม“เสด็จพี่จะสั่งเฆี่ยนตีแม่นมจนตายอีกแล้วอย่างนั้นหรือ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าแม่นมรับใช้เสด็จแม่จนกระทั่งเสด็จแม่จากไป?”
แม่นมอาวุโสเห็นเช่นนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้นแล้วร่ำไห้ทันที“ท่านหญิง เหตุใดท่านจากไปเร็วเช่นนี้? ทิ้งให้องค์หญิงเติบโตมาอย่างเดียวดายตอนนี้ยังจะถูกฝ่าบาทส่งออกไปราวกับเป็นสิ่งของอีก! ท่านหญิง หากวิญญาณท่านอยู่บนสวรรค์ขอให้ท่านรีบมาดูเถิด องค์หญิงช่างน่าสงสารเหลือเกิน!”
ซือหม่าเชวี่ยนโกรธจนหน้าเขียวเขาแทบอยากจะบีบคอแม่นมอาวุโสคนนี้ที่กำลังอาละวาดเหมือนหญิงชาวบ้านให้ตายแต่ก็เหมือนที่น้องสาวพูด แม่นมคนนี้รับใช้พระชายาองค์ก่อนมาครึ่งชีวิตแม้เขาจะโกรธแค่ไหนก็ไม่สามารถละเลยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสด็จแม่ได้
“ช่างเถอะ วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตหญิงเฒ่าเช่นเจ้าสักครั้ง รีบไสหัวออกไปซะ!”
แววตาของซือหม่าหย่าหลานเต็มไปด้วยความผิดหวังมากยิ่งขึ้น“เสด็จพี่ ยังไงก็หาวิธีอื่นแลกคืนแผ่นดินมาเถิด ข้าจะไม่แต่งงานเช่นนี้เด็ดขาดหากบรรพบุรุษของสกุลซือหม่าโกรธเคืองในอนาคต ข้าจะเป็นคนไปขอขมาต่อหน้าพวกท่านเอง”
พูดจบนางก็หมุนตัวแล้วประคองมือของแม่นมอาวุโสเดินออกไปทิ้งให้ซือหม่าเชวี่ยนทุบทำลายข้าวของทุกอย่างอย่างบ้าคลั่งแล้วตะโกนเหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกกักขัง “ข้าคือฮ่องเต้แห่งแผ่นดิน ข้าสั่งเจ้าเช่นไรเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขืน!แม้แต่เจ้าก็ดูถูกข้าด้วยใช่ไหม? ดี ดี!”
ซือหม่าเชวี่ยนผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดวงตาแดงก่ำ เขาจับแขนขันทีประจำพระองค์แล้วรับสั่ง“เขียนและส่งจดหมายไปบอกเจ้าหนุ่มกงจื้อถ้าอยากได้องค์หญิงก็ต้องคืนแผ่นดินซีเฮ่าให้เราไม่เช่นนั้นข้าจะประทานยาพิษให้น้องสาว! หญิงงามอันดับหนึ่งของแผ่นดินองค์หญิงชิงเฉิง เขาจะไม่มีวันได้เห็นนางอีกต่อไป ฮ่าฮ่าฮ่า! ถ่ายทอดคำสั่งไปเตรียมสินสมรสให้องค์หญิงยิ่งเยอะยิ่งดี น้องสาวของข้าจะแต่งงานทั้งทีจะต้องไม่ให้นางลำบาก!”
เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขันทีประจำพระองค์ที่กลัวจนตัวสั่นเหมือนใบไม้ไหวก็ไม่รู้ว่าจะขีดเขียนอะไรลงบนพระราชโองการไปบ้างจากนั้นก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว…
ส่วนที่สวนหลิวเซียนแม่นมอาวุโสเห็นมือขององค์หญิงที่ถือถ้วยชาไว้แน่นจนขาวซีดและข้อนิ้วผุดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดนางรีบเข้าไปปลอบโยนด้วยความสงสาร “องค์หญิง ทรงระงับโทสะไว้ก่อนฝ่าบาทก็จนตรอกแล้วถึงได้ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง…”
ซือหม่าหย่าหลานทนไม่ไหวอีกต่อไปนางยกถ้วยชาขึ้นแล้วขว้างลงพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ “บรรพบุรุษสกุลซือหม่าทั้งหลายล้วนแต่เป็นคนฉลาดเฉลียวเสด็จพ่อและเสด็จแม่ก็มีสติปัญญาและเข้าใจเหตุผล เหตุใดถึงคลอดเขาออกมาเป็นคนโง่เขลาเช่นนี้ได้?”
แม่นมอาวุโสลอบถอนหายใจในใจเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ถึงกับทำให้องค์หญิงผู้ไม่เคยสนใจเรื่องทางโลกต้องหลุดปากพูดคำหยาบคายออกมาแสดงว่านางคงโกรธถึงขีดสุดแล้วจริงๆ!
“องค์หญิงโปรดระงับโทสะ เมื่อครู่ท่านพูดกับฝ่าบาทอย่างชัดเจนไปแล้ว เรื่องนี้คงจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีก…”
บางทีวันนี้อาจเป็นวันโชคร้ายของแม่นมอาวุโสหลังจากที่เกือบถูกเฆี่ยนจนตายเมื่อครู่ตอนนี้ก็มีนางกำนัลคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน “องค์หญิงเพคะมีราชโองการส่งออกมาจากตำหนักไท่จี๋เตี้ยน! ฝ่าบาททรงสั่งให้เตรียม…สินสมรสและได้ยินว่าฝ่าบาทส่งจดหมายไปยังทัพอี้จวินแล้วด้วย...”
-----------------------------------------
[1] ไผ่ดีแต่แตกหน่อที่ไม่ดี 好竹出歹笋 หมายถึง เปรียบเปรยถึงพ่อแม่ที่เป็นคนดี แต่ให้กำเนิดลูกเป็นคนไม่ดี
[2] ตั๊กแตนห้ามรถ 螳臂挡车 หมายถึงคนที่ทำอะไรไม่ดูกำลังและความสามารถตัวเอง หรือทำอะไรเกินตัวจนเดือดร้อนนั่นเอง