“ก่อนที่เราจะพูดเื่เ้าตัวเล็ก ข้าว่าพวกเราไปช่วยรักษาชีวิตเ้านั่นกันก่อนดีไหม?” เสี่ยวผิงบุ้ยปากไปทางด้านหลังของเหอซือหาน
สองสหายค่อยๆ คลานถูพื้นถอยหลังไปทีละน้อย จนในที่สุดพวกเขาก็ถึงเป้าหมายที่้า
“เ้าหลับขณะเฝ้าประตูพระตำหนักเชียวหรืออาเฟย” เหอซือหานยืดเท้าไปสะกิดเด็กชายตัวผอมแห้งรูปหน้าเล็กแต่คิ้วกลับหนาเตอะจนดูเหมือนว่าเขามีตาสี่ตา
“ไม่ได้หลับสักหน่อย..ข้าส่งกระแสจิตคอยวนเวียนเฝ้ายามอยู่แถวนี้ต่างหากเล่า!” อาเฟยตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“กระแสพลังของเ้าส่งผ่านเสียงกรนหรืออย่างไร?” เสี่ยวผิงแทรกขึ้นก่อนที่เด็กทั้งสามจะหัวเราะเบาๆ ออกมาพร้อมกัน
่เวลาสนุกสนานเหล่านี้มักจะสั้นเสมอ โดยพลันเด็กชายทั้งสามเหลือบไปเห็นขันทีาุโคนเดิมชะเง้อมองมาทางพวกตนอีกครั้ง จนเหอซือหานและเสี่ยวผิงต้องรีบปิดปากแล้วออกแรงก้มขัดพื้นพลางส่งเสียงหอบหายใจแรงๆ เพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวเราะเมื่อครู่
พอสิ้นวันทั้งสามคนก็เดินกลับไปเรือนพักขันทีชั้นต่ำที่แบ่งเป็ห้องเล็กๆ เรียงแถวยาวไปจนสุดสายตา พวกเขาโชคดีที่ยังได้พักรวมอยู่ในห้องเดียวกันเหมือนเดิม แต่ก็มีบางครั้งที่อาจจะถูกส่งตัวไปทำงานคนละที่ เหมือนเช่นวันนี้
“ดูเหมือนหลี่เอินจะไม่ได้กลับมานอนที่นี่ั้แ่เมื่อวานแล้วนี่?” อาเฟยร้องทักเมื่อเห็นเตียงนอนของหลี่เอินยังคงว่างเปล่า
“อืม..ไม่รู้ถูกส่งตัวไปที่ตำหนักไหนกันแน่” เหอซือหานเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“อย่าห่วง..ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาหรอก พวกเ้าอย่าลืมสิว่าถ้าหาก..มีใครเป็อะไรไป พวกเขาก็จะเอาเสื่อม้วนตัวพวกเราออกไปทิ้งนอกวังพร้อมกับของใช้ส่วนตัว แต่ข้าวของของหลี่เอินยังอยู่ที่นี่ครบ” เสี่ยวผิงตั้งข้อสังเกต
เหอซือหานมองตามมือสหายไปก็เห็นว่าเป็เช่นนั้นจริงจึงได้พยักหน้าวางใจ เขาหันเดินไปจุดตะเกียงที่วางอยู่บนหัวเตียงของตัวเองขึ้นมาดวงหนึ่ง
แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าที่อ่อนล้าแต่ในดวงตาของเด็กชายวัย 12 ปีกลับส่องประกายแวววาว เพราะวันนี้เป็วันแรกในรอบหลายเดือนที่เขาเหลือเงินเบี้ยเลี้ยงไว้ส่งกลับไปให้ครอบครัว!
ก่อนหน้านี้ขันทีฝึกหัดทุกคนต่างก็ได้รับเบี้ยเลี้ยง แต่พอหักค่าเสื้อผ้าใหม่ที่ได้รับในวันแรกเข้า ค่าสบู่ ค่ากระดาษพู่กันกับของใช้ส่วนตัวที่จำต้องใช้ซึ่งทยอยให้หักไปจนครบ เหอซือหานจึงเพิ่งจะเหลือเงินเบี้ยเลี้ยงเป็เดือนแรก
เขานับเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อเดือนหน้าจะได้ไม่ต้องเป็หนี้อีก อีกส่วนตั้งใจจะเก็บสะสมไว้ไถ่เ้าตัวเล็ก แต่พอมองเศษเหรียญทองแดงที่เหลืออยู่ในมือเพียงไม่กี่เหรียญก็จำต้องเลิกล้มความตั้งใจแล้วเทเหรียญทั้งหมดกลับลงไปในซองรับฝาก
เด็กชายเรียนรู้การอ่านและฝึกใช้กิ่งไม้เขียนอักษรบนพื้นดินมาั้แ่เด็ก เมื่อเข้าวังมาจึงได้ก้าวหน้าได้รวดเร็ว แต่การเขียนจดหมายถึงบิดาเป็ครั้งแรกด้วยพู่กันและน้ำหมึกก็ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วตัวเกร็งไม่น้อย
'ท่านพ่อไม่ต้องห่วง วังหลวงนั้นกว้างใหญ่กว่าทุ่งนาที่บ้านเราหลายเท่า ข้าได้กินข้าวใหม่ทุกวัน มีสหายที่ดีและได้เรียนรู้ว่าการขัดพื้นนั้นมีวิชาแฝงอยู่มากกว่าที่คิด ข้ามีเงินส่งให้ท่านได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น วันหนึ่งข้าจะก้าวหน้าและจะส่งเงินให้ท่านมากกว่านี้นะขอรับ ข้าคิดถึงพวกท่านทุกคน จากเหอซือหาน'
“เ้ากำลังทำอะไรน่ะ” อาเฟยถาม
“เขียนจดหมายถึงทางบ้านน่ะ พวกเ้าไม่เขียนกันบ้างเหรอ?”
อาเฟยยักไหล่แล้วหมุนตัวกลับไปนอนต่อไม่ได้กล่าวอะไร เหอซือหานจึงมองไปที่เสี่ยวผิง
“ข้าไม่มีครอบครัวอยู่ข้างหลังหรอก ข้าถูกผู้อื่นเลี้ยงดูมาั้แ่เด็ก พอเข้าตาจนเขาก็ขายข้าแลกเงิน..” เสี่ยวผิงนอนมองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า “เ้าโชคดีมากเลยนะที่ยังมีคนเป็ห่วงเ้าอยู่ที่บ้าน”
“ต่างกันตรงไหนเล่า คิดถึงแทบตายก็ไม่อาจได้พบหน้า พวกเราก็เหมือนกันนั่นล่ะเสี่ยวผิงอย่าคิดมากเลย”
“ข้าไม่ได้คิดมากเสียหน่อย ดีเสียอีกที่พวกเราไม่มีบ้านให้กลับ ไม่ต้องหาเงินส่งให้ผู้ใด! เอาไว้ข้ารวยแล้วข้าจะช่วยเ้าไถ่เ้าตัวเล็กออกมาเอง ใช่ไหมอาเฟย!!”
“อืม..ข้าขออย่างเดียว อย่ามาชวนข้าคุยตอนข้าจะนอน พวกเ้าจะทำอะไรก็ทำไปเถิด..”
เหอซือหานยิ้มบางมองสหายสองคนด้วยสายตาซาบซึ้งใจ ก่อนจะค่อยๆ สอดจดหมายลงในซองรับฝากเงินเพื่อส่งกลับบ้านในวันพรุ่งนี้
……….
ขันทีเด็กใหม่มักจะถูกโยกย้ายไปทำงานในหลายๆ ที่ภายในวังหลวง และในเช้าวันต่อมาเหอซือหานก็ถูกส่งมาเป็ส่วนหนึ่งของฝ่ายซักล้าง หน้าที่ฟังดูต่ำต้อยหากแต่แฝงด้วยความยุ่งเหยิงที่ไม่เคยสิ้นสุด
ตอนเช้าเขาต้องแบกถังน้ำเดินผ่านตำหนักสูง ครู่ต่อมาก็ต้องซักผ้าเปื้อนของเชื้อพระวงศ์ ขณะที่เขายังปรับตัวไม่ทันเสียงะโก็ดังก้องขึ้นจากเื้ั
“เฮ้!! เ้าน่ะ! อย่าทิ้งสบู่ไว้ในอ่างสิ”
เหอซือหานหันกลับไปมอง เ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาจัดว่าดีมากในหมู่ขันทีรุ่นใหม่ เขาผูกผ้าคาดเอวเอาไว้หลวมๆ สีหน้าดูหงุดหงิดแต่สายตากลับมีประกายซุกซน
“หลี่เอิน!! ที่แท้เ้าก็อยู่ที่โรงซักล้าง!” เหอซือหานยิ้มแก้มแทบแตก
อีกฝ่ายมองเขาสักพักก่อนจะเปรย “ดูเนื้อตัวเ้าสิเลอะเทอะชะมัด! ไม่เคยซักผ้าหรือไรซือหาน”
เหอซือหานหัวเราะเบาๆ ความรู้สึกอุ่นใจเริ่มปรากฏอีกครั้งเมื่อรู้ว่าตนไม่ได้ถูกส่งมาอยู่ที่ฝ่ายซักล้างเพียงคนเดียว
“ทำไมเ้าถึงไม่กลับไปนอนที่เรือนนอนเล่า หรือว่าที่นี่มีเรือนแยกให้พวกเราพัก?”
“ข้าก็อยากกลับอยู่หรอก แต่เ้าดูกองผ้าที่สูงท่วมหัวเหล่านี้สิ” หลี่เอินผายมือไปด้านหลังเผยให้เห็นกองผ้าที่อัดแน่นอยู่ในตะกร้าหลายใบ
“หมายความว่าเ้านั่งซักผ้าทั้งวันทั้งคืนไม่ได้นอนเลยเช่นนั้นหรือ! หัวหน้าขันทีที่โรงซักล้างนี่โหดชะมัด!!”
“ข้าไม่คิดว่านี่เป็เื่โหดร้ายหรอก แต่มันเรียกว่าเห็นแก่ตัวมากกว่า!! รอให้ข้าโตเป็ขันทีรุ่นพี่ก่อนเหอะ ข้าจะสั่งให้เด็กรุ่นใหม่ซักผ้าล้างจาน รวมทั้งซักถุงเท้าให้ข้าด้วย!!”
“ถ้าเราทำเช่นนั้น เด็กรุ่นต่อไปก็ต้องทำตามอย่าง แล้วเมื่อใดวงเวียนน่ารังเกียจเช่นนี้มันจะจบสิ้นกันเล่า ข้าจะไม่ทำแบบนั้นแน่” เหอซือหานก้มมองฝ่ามือตัวเองก่อนจะรำพันออกมา
หลี่เอินยืนนิ่งอยู่ที่เดิมชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วกล่าว
“ตอนนี้ข้ายังไม่ได้เป็รุ่นพี่ผู้ใดเสียหน่อย แต่ที่แน่ๆ ข้ามีเ้ามาช่วยซักผ้าอีกคน คืนนี้พวกเราต้องได้กลับไปนอนบนเตียงของเรา! เริ่มลุยกันเถิดสหาย!!”
หลังจากซักผ้าเสร็จ ก้อนสบู่ถูกใช้จนกลายเป็เศษเล็กๆ จมอยู่ในอ่าง มีเพียงฟองเล็กๆที่ลอยอยู่เหนือน้ำบางเบา เขาทั้งสองต่างก็เหน็ดเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หลี่เอินจะเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“เ้ารู้ไหม ทำไมข้าถึงสมัครมาเป็ขันที”
“ทำไม”
“เพราะท่านแม่บอกว่าถ้ามาอยู่ในวังหลวงจะได้กินเป็ดพะโล้น่ะสิ! ท่านแม่ยังบอกอีกว่าฮ่องเต้มีพ่อครัวฝีมือเยี่ยม ถ้าเราได้เป็ขันทีดีเด่นก็จะได้ลิ้มรสเป็ดพะโล้ปีละหนึ่งคำ!”
เหอซือหานกลั้นขำไม่อยู่ “ปีละหนึ่งคำเท่านั้น!?”
“อย่างน้อยก็มากกว่าที่ข้าเคยกินมาทั้งชีวิตล่ะน่า..อ๋า..ไม่สิ! ชีวิตนี้ข้ายังไม่เคยได้กินเป็ดพะโล้เลยสักคำเลยต่างหาก!!”
เสียงหัวเราะดังแว่วขึ้นมาท่ามกลางแสงจันทร์ที่ลอดผ่านระแนงไม้เข้ามา เด็กทั้งสองค่อยๆเอนตัวลงบนพื้นเย็นๆ ความเหนื่อยล้าแปรเปลี่ยนเป็การผ่อนคลาย
“ที่แท้เ้าก็ยังมีคนข้างหลังที่รอเ้าอยู่เช่นกัน”
“อืม..ท่านพ่อจากพวกเราสองคนไปั้แ่ข้ายังเล็ก ั้แ่จำความได้ข้าก็มีท่านแม่คอยดูแลเพียงลำพังเท่านั้น พวกเราลำบากกันไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ”
“ดูเหมือนว่าอดีตของพวกเราก็ไม่ต่างกันเท่าใดนะ อาหวู่ ไฉนั่ว หรือจ้าวผิง ทุกคนก็ล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจนกันทั้งสิ้น”
“ต่างสิ!! ข้าน่ะไม่ได้เข้ามาเป็ขันทีเพราะจำใจนะ ข้ามาเพราะเป็ดพะโล้ต่างหากเล่า!!”
เสียงหัวเราะของเด็กชายสองคนดังขึ้นอีกครั้ง แต่เื้ัของเสียงหัวเราะนั้น เหอซือหานยังคงไม่ลืมเหตุผลที่แท้จริงที่ตนเข้าวังมา เขาไม่ได้มีความฝันจะได้ลิ้มรสเป็ดพะโล้หรือเดินเหินในวังอย่างสง่าผ่าเผย
แต่เขามาเพราะครอบครัวยากจน เขาไม่มีทางเลือก และหวังว่าจะหาเงินส่งให้น้องชายกับน้องสาว รวมทั้งบิดาและท่านย่าได้มีกินโดยไม่ต้องลำบากมากเกินไป