ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่1 กลับมา

    “นี่เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...?” บาสยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่เก่าๆ ของบ้านไม้ ต่อจากนั้นความทรงจำได้แล่นเข้าสู่สมองจนล้มตึง“บาสเป็นไรน่ะลูก” ด้วยเสียงล้มบวกกับเป็นบ้านไม้ มันจึงค่อนข้างดัง แม่ของบาสรีบเข้ามาดูลูกชายด้วยความเป็นห่วงบาสที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แสนคิดถึง แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเหมือนกับสายน้ำ “แม่ครับ...แม่ครับ” “ไม่เป็นไรนะ แม่อยู่นี่แล้ว” บาสไม่ได้เจ็บเพราะล้ม หากแต่รู้สึกตื้นตันที่ได้พบแม่อีกครั้ง ในอนาคตที่เขาจากมาแม่ได้จากไปเพราะทำงานหนัก เธอทำงานหนักเพื่อลูกๆ สุดท้ายก็จากไปอย่างน่าเวทนา
    บาสที่มองใบหน้าของแม่หน่อยเวลานี้ ได้แต่ฝืนรอยยิ้มขม แล้วบอกไปว่า “แม่ครับ ต่อจากนี้ไปผมจะตั้งใจเรียน ไม่เกเรอีกแล้ว” เมื่อก่อนบาสเป็นเด็กเกเร สุดท้ายจบแค่ม. 3 ปลายทางของชีวิตคือทำงานโรงงาน หรือไม่ก็แบกหาม ค่าแรงวันละสามร้อยห้าสิบซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สามารถทำให้เขาใช้ชีวิตได้สุขสบาย ได้แต่อดมื้อกินมื้อ เมื่อย้อนอดีตกลับมาจึงอยากทำให้แม่ภูมิใจ เพราะเมื่อก่อนเขาทำแม่เสียใจมากกับเรื่องอนาคต กลับมาอดีตทั้งทีบาสจึงอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง
    “ดีแล้วแหละลูก แล้วไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย” แม่หน่อยรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ลูกชายคนเล็กเป็นเด็กเกเรที่ไม่ชอบไปโรงเรียน เธอรู้สึกเป็นห่วงอนาคตเขายิ่งกว่าพี่ๆ
    “บาสไม่เป็นไรครับ” “ถ้างั้นลงไปกินข้าวกัน แม่ทำไข่ยางมะตูมของโปรดลูกด้วยนะ”
    “ว้าว นั่นของโปรดผมเลยนะ” ดวงตาของเขากระพริบปริบๆ อาหารฝีมือของแม่หน่อยอร่อยอย่าบอกใคร เขาไม่ได้กินอาหารที่อบอุ่นแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว
    “มาสิ ถ้าช้าเดี๋ยวจะเย็นหมดนะ” บาสกับแม่ลงไปชั้นล่าง ชั้นล่างนั้นเป็นดิน ไม่มีพื้นปูนหรืออะไรทั้งนั้น เรียกได้ว่ามันเปิดโล่งให้คนภายนอกได้เห็นด้านใน บ้านของบาสเป็นบ้านสองชั้นก็จริง ชั้นบนเป็นไม้ ส่วนชั้นล่างเปิดกว้าง มีเพียงห้องนอนหนึ่งห้องกับห้องครัว ส่วนห้องอาบน้ำต้องเดินออกจากตัวบ้านไปนิดหน่อย ส่วนชั้นบนนั้นไม่มีห้อง มีแค่มุ้งสามมุ้งกับฟูกเก่าๆ สามอัน มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่ได้มาเห็นสิ่งต่างๆในอดีตอีกครั้ง
    “บาสแกทำไรอะไรวะ เสียงดังมากเลย คงไม่ได้ทำของพี่ตกใช่มั้ย” พี่เมย์พูดจาขึงขังแต่เเฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม เธอเป็นพี่ของบาสอายุห่างกันหนึ่งปี ตอนนี้เธอเรียนอยู่มัธยมปลายปี1
    “คงจะซุ่มซ่ามเหมือนเคยแหละนะ ฮิฮิ” พี่สาวอีกคนหัวเราะ เธอชื่อว่าน้ำ เป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลายปี.2 เธอเป็นคนน่ารักที่ใครๆต่างหมายปอง ต่างจากน้องชายคนนี้ที่ไม่ได้เรื่อง
    “นั่งลงสิแล้วกินข้าวกัน” พ่อรุ้งหยิบผักจิ้มน้ำพริกแล้วบอก เมื่อเห็นใบหน้าของครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาบาสยิ่งรู้สึกขมขื่น มองดูหน้าพ่อรุ้งกับแม่หน่อยที่ยังไม่ค่อยมีริ้วรอยได้แต่กัดฟันแน่น คิดในใจว่า“พ่อครับแม่ครับ ผมจะทำให้พ่อกับแม่สบายให้ได้ ถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าย้อนมาในอดีตได้ยังไง แต่มันเหมือนกับเป็นรางวัล รางวัลของชีวิต!”
    “จะยืนอีกนานมั้ย” พี่เมย์เอ็ด “นั่งลงแล้วกินข้าวได้แล้ว ไหนบอกจะให้พี่ติวหนังสือให้อีก”
    “นั่นสินะ” บาสได้แต่เกาหัวแกรกๆ แล้วนั่งลง อาหารมีอยู่ห้าอย่าง น้ำพริก ผัก ไข่ยางมะตูม ปลาทูทอด และสุดท้ายผัดกระเพราหมู ถึงแม้มันจะเป็นอาหารพื้นๆ แต่บาสกลับรู้สึกว่าอร่อยมาก การกินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเป็นอะไรที่มีความสุขที่สุข
    เมื่อก่อนเคยมีคนบอกว่าอาหารจะอร่อยขึ้นเมื่อกินกับคนที่รัก บาสเห็นคนคนนั้นพูดในทีวีก็อดขำไม่ได้ แต่พอมาอยู่ตรงจุดนี้เขากลับรู้สึกเช่นนั้น อาหารที่เรียบง่ายแต่กลับอร่อย มันไม่สำคัญว่าจะเป็นอาหารราคาแพงมั้ย ทุกจานสำหรับเขาคือสิ่งวิเศษ มันเป็นเหมือนกับของขวัญ
    “วันนี้นึกยังไงเนี่ยลูกถึงได้กินผัก” แม่หน่อยอดแซวไม่ได้ ปกติบาสไม่เคยเเตะผักแม้แต่ครั้งเดียว“นั่นสิ ผีเข้าหรือไงวะ” พี่เมย์หัวเราะ“อย่าพูดเรื่องผีบนโต๊ะอาหารสิ” พี่น้ำมองเมย์อย่างเอาเรื่อง
    ที่จริงมันก็ไม่ใช่โต๊ะหรอก บ้านของบาสไม่มีโต๊ะทานข้าว มีเพียงเสื่อผืนหนึ่งแล้วนำจานอาหารมาวาง นั่งชนเข่ากินกัน บรรยากาศเรียบง่ายแต่ทว่ามันกลับหาที่ไหนไม่ได้แล้วในอนาคต เมื่อก่อนบาสดูถูกครอบครัวว่ายากจน แม้แต่โต๊ะก็ไม่มีจะกินข้าวยังต้องนั่งพื้น แต่ตอนนี้เขาไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย
    “ไม่มีผีเข้าหรืออะไรทั้งนั้นแหละ แค่เห็นพ่อกินทุกวันแล้วมันน่าอร่อย ก็เลยลองกินดู” บาสบอก
    “แล้วเป็นไง ถูกปากหรือเปล่าลูก” แม่หน่อยเป็นห่วงที่บาสตัวเล็กจ้อย หากเขาไม่เลือกกินคงตัวใหญ่กว่านี้
    “บาสชอบมากเลยครับ ไม่นึกเลยว่าผักจิ้มน้ำพริกจะอร่อยขนาดนี้ เห็นทีแม่ต้องเก็บผักมาเพิ่มซะแล้ว ไม่งั้นมันคงไม่พอสำหรับกระเพาะบาส” ช่วงชีวิตที่ผ่านมาในวัยทำงานนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบาก บาสที่เมื่อก่อนเลือกกินจำต้องกินอาหารทุกอย่าง ถ้าไม่งั้นคงอดตาย
    “งั้นดีเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่จะเก็บผักมาให้เยอะๆเลยนะ”“เก็บให้พ่อด้วยสิ”“จ้าๆ”
    การได้มาอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตามันช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายจริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาอยากบอก เขาจะต้องทำให้ครอบครัวสบายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องพยาพยามแค่ไหนก็ตาม!
    เช้าตรู่ของอีกวัน บาสตื่นขึ้นมาในเวลาหกโมงเช้า สร้างความตกตะลึงให้กับคนในบ้านไม่น้อย ปกติแล้วบาสเป็นเด็กขี้เซา กว่าจะตื่นก็ปาไปเจ็ดโมงกว่า แม่หน่อยต้องมาปลุกลูกชายให้ไปโรงเรียนทุกครั้ง คิดย้อนกลับไปแล้วอดสมเพชตัวเองไม่ได้ แม่หน่อยช่างดีเหลือเกิน ถึงเเม้ลูกชายจะไม่ได้เรื่องแต่เธอกลับไม่บ่นสักคำ แม้แต่ตอนจากไปยังคงยิ้มให้ นี่เหมือนแผลในใจที่กรีดแทงเขา
    “บาสวันนี้แกตื่นเช้าจังวะ นัดสาวไว้เหรอวะ ถึงได้อาบน้ำแต่งตัวแบบนี้” พี่เมย์อดแซวไม่ได้
    “สาวที่ไหนกันล่ะพี่” บาสส่ายหน้า “พี่ก็รู้ว่าโรงเรียนเล็กๆ อย่างบ้านดอนมดไม่มีสาวสวยหรอก จะมีก็แต่โรงเรียนใหญ่ในตลาดอย่างโรงเรียนพี่ จริงมั้ย”
    โรงเรียนของพี่น้ำและพี่เมย์อยู่ในตลาด ชื่อว่าโรงเรียนโนนเหล็ก ห่างจากหมู่บ้านดอนมดไปประมาณ 7 กิโลเมตร ทั้งสองต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามาอาบน้ำกินข้าวแต่งตัวไปขึ้นรถรับส่งส่วนทำไมถึงไม่เรียนโรงเรียนในหมูบ้าน นั่นเพราะว่าโรงเรียนดอนมดมีถึงแค่ชั้นมัธยมต้นเท่านั้น หากจะต่อม.ปลายจำต้องไปเรียนที่ตลาด
    บาสเห็นพี่ๆทั้งสองไปเรียนม.ปลายก็รู้สึกอิจฉา เมื่อก่อนเขาไม่มีโอกาสทำให้แม่ภูมิใจ แต่ตอนนี้สวรรค์ได้ประทานรางวัล เขาจำต้องคว้ารางวัลนั้นไว้!
    “เฮ้ยบาส วันนี้ตื่นเช้าชะมัด ลมอะไรหอบมึงให้ตื่นเช้าวะ” อี๊ด เพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันของบาส หมอนี่สูง 160 เซ็นติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม นับว่าเป็นเจ้าอ้วนร่างใหญ่ของชั้นม.3เมื่อยืนใกล้ๆ จะเห็นได้ว่าบาสตัวเล็กจ้อยเพียงใด สูงเพียง 150 เซ็นติเมตร เพราะงั้นบาสจึงเป็นคนตัวเล็กสุดในห้อง
    มีความรู้สึกแปลกๆ เมื่อมองไปที่อี๊ด ถึงแม้หมอนี่จะเรียนห่วยแต่ชีวิตภายหลังก็ดีกว่าบาสมาก ด้วยความขยันอี๊ดเรียนจบ ปวส ช่างยนต์ ทำงานห้าปีแล้วเปิดอู่รถเป็นของตัวเอง ถือเป็นความสำเร็จที่บาสไม่เคยคิดว่ามันจะไปถึงจุดนั้นได้ มองดูหน้าของอี๊ดในเวลานี้ได้แต่ถอนหายใจ หากเขาไม่เกเรคงไม่จบแค่ ม.3 หรอก
    “คนเรามันต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างสิวะ จะมาย่ำอยู่กับที่ได้ยังไง” บาสบอก สายตาของเขาดูแน่วแน่
    “ว้าว แปลกชะมัด ร้อยวันพันปีมึงไม่เคยพูดแบบนี้สักครั้ง นอกจากอยากโดดเรียน วันนี้ไปเล่นเกมที่ไหนดี หรือไปแอบงีบที่ไหนดี” อี๊ดมองบาสอย่างไม่เชื่อสายตา รู้สึกว่าเพื่อนที่รู้จักกลายเป็นอีกคนในชั่วข้ามคืน แต่ถึงแม้จะแปลกยังไงแต่อี๊ดก็ไม่เก็บมาคิด ใครล่ะจะคิดว่าเด็กเกเรคนนี้จะย้อนเวลากลับมา นิสัยและทุกอย่างเปลี่ยนไป ความตั้งใจในการเรียนของเขาหลังจากนี้คงทำให้คนอื่นๆ แปลกใจไปตามๆกัน
    “วันนี้ไม่ให้แม่มาเป็นเพื่อนเหรอ วิชัย” ครูสาวสวมแว่นมองบาสด้วยรอยยิ้มเหยียด ครูคนนี้ชื่อว่าอักษร ชอบดูถูกบาสสารพัด เธอเป็นครูเข้มงวด เห็นว่าบ้านอยู่ในเมืองได้มาสอนเด็กบ้านนอกจึงไม่พอใจนัก จึงมักเอาความไม่พอใจนั้นมาลงกับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะบาส
    “ไม่จำเป็นครับ ผมสามารถเดินมาโรงเรียนได้เองโดยไม่มีปัญหา” บาสถึงกับยิ้มขม นึกย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็ก นึกดูแล้วก็อาจเป็นเพราะครูอักษร ด้วยความช่างจี้และเหยียดๆ ของเธอตั้งแต่ชั้นม.1 ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตในโรงเรียนช่างแย่เหลือเกิน อยากจะกลับบ้านแล้วไปนอนเล่นแทบทุกครั้งที่นึกถึงโรงเรียน แต่ตอนนี้เมื่อมองดูครูอักษรก็อดที่จะสงสารไม่ได้ หลังจากเรียนจบไปเขาได้ข่าวว่าเธอเสียลูกและสามีไปกับอุบัติเหตุรถยนตร์ ภายหลังเธอเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวช “โห เดี๋ยวนี้กล้าเถียงครูแล้วเหรอ?” ครูอักษรแปลกใจกับคำพูดของบาส ปกติแล้วเด็กคนนี้จะต้องก้มหน้าก้มตาสิ แต่ตอนนี้กลับจ้องหน้าโดยไม่วางตา ความรู้สึกแปลกๆ ที่ได้รับรู้จากสายตาคู่นั้นเหมือนคนละคน ราวกับว่านี่ไม่ใช่นักเรียนบาสที่เธอรู้จัก
    “บาสมันตื่นเช้าเกินไปเลยยังหน่วงๆ น่ะครับ มันเลยพูดแบบนั้นโดยไม่ตั้งใจ” อี๊ดรีบแก้ตัวให้ “รีบไปเถอะบาส”