พลันแสงสีม่วงละมุนก็ฟาดเข้าใส่เงาสีดำน่ากลัวนั้นจนหายไปในพริบตาทว่ามันยังไม่จบลงเมื่อยังมีเงาสีดำดาหน้าเข้ามาหาธามิณีราวกับการฟื้นของเธอนำพามาซึ่งสิ่งแปลกประหลาดที่เธออยากจะเรียกมันว่าภูติผีแต่ก็ไม่แน่ใจนัก เด็กสาวกอดตัวเองแน่น เธอพยายามบอกให้ตัวเองไม่กลัวเพราะเงาสีดำยังคงไม่ลดละ
มันเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อเงาสีดำใกล้เธออีกหนึ่งก้าวแสงมีม่วงจะฟาดใส่ราวกับใครสักคนทำแบบนั้น ธามิณีมองหาที่มาของแสงนั้นเขาทำมันขึ้นมาอย่างนั้นหรือ
เขาเป็ใครกัน?
เงาดำทั้งหมดถูกทำลายจนสลายหายไปทั้งหมดทุกอย่างรอบตัวกลับสู่ความสลัวราง ชายคนนั้นก้าวมายืนข้างเตียงธามิณีเงยหน้ามองเขาก่อนจะมองไปรอบตัว แล้วถอนใจโล่งอกพ่อเคยเล่าเื่เหนือธรรมชาติให้เธอฟังแต่ไม่เคยเลยที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับเธอแบบใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจเขาคนนี้คงเป็สิ่งที่เหนือธรรมชาติและไม่ใช่มนุษย์ แต่เธอยังระบุชัดไม่ได้ว่าเป็อะไรกันแน่การที่เธอเห็นเขาในคืนที่เกิดอุบัติเหตุไม่ใช่ความบังเอิญใช่ไหม
“คุณ...ช่วยพ่อกับแม่ฉันไว้หรือเปล่าคะ” ธามิณีถามเริ่มปะติดปะต่อว่าตอนนี้ที่เธออยู่คือโรงพยาบาลถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่อาจจะอยู่ใกล้ๆ กระมัง เราทั้งหมดคงได้รับาเ็จากอุบัติเหตุนั้นชายคนนี้เป็คนช่วยไว้แล้วพามาส่งที่โรงพยาบาลใช่ไหม
“ทำไมฉันต้องช่วยพ่อแม่ของเธอด้วยล่ะหากว่ามันเป็ชะตากรรมของมนุษย์อยู่แล้ว”
ประตูห้องเปิดออกในวินาทีนั้นพยาบาลคนเดิมเห็นธามิณีฟื้นแล้วก็ดีใจพร้อมกับโทรหาหัวหน้าพยาบาลทันที
“คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ”
ธามิณีหันไปมองพยาบาลเพียงเสี้ยววินาที พอหันกลับมายังชายที่มีแสงสีม่วงเป็อาวุธแต่เขากลับหายไปแล้ว เขาหายไปได้อย่างไรกันเด็กสาวมองไปรอบตัวก่อนจะเห็นแสงสีม่วงจางๆ จากนอกประตูห้อง เธอดึงทุกสายที่ร้อยรัดออกจากแขนทั้งสองข้างแล้วกระโจนลงจากเตียงในวินาทีนั้น ลืมความเจ็บแปลบที่ข้อเท้าไปชั่วขณะก่อนจะวิ่งผ่านพยาบาลออกไปทันทีอย่างเร่งรีบ
“น้องธามิณีคะ” พยาบาลเรียกพร้อมกับวิ่งตามมา
ธามิณีวิ่งไปตามทางเดิน แต่แสงสีม่วงได้หายไปแล้วเธอยังคงวิ่งแม้จะเริ่มเวียนหัวและเหนื่อยหอบจนไม่น่าเชื่อว่าร่างกายที่เคยแข็งแรงนี้ทำไมช่างอ่อนแอราวกับไม่ใช่ตัวเธอ
“หายไปไหนแล้ว”
ธามิณีมองไปทั่วทางเดินที่ว่างเปล่า พยาบาลวิ่งตามมาแล้วจับแขนของเธอไว้เด็กสาวนั่งลงยองๆ พลางหายใจหอบๆ ก่อนจะยอมลุกขึ้นแล้วเดินตามพยาบาลซึ่งเข้ามาช่วยพยุงเพื่อกลับมาที่ห้องโดยที่พยาบาลได้ถามว่ามีเหตุผลอะไรธามิณีถึงวิ่งออกไปแบบนั้นและถามอาการของเธออีกหลายอย่างก่อนจะยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียง จนกระทั่งประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง
“คุณหมอมาแล้ว เดี๋ยวพี่ไปโทรหาคุณป้าของน้องก่อนนะคะ”
ธามิณีพยักหน้าพลางบอกว่าขอบคุณและเก็บความสงสัยไว้เพราะหลังจากตอบคำถามที่เกี่ยวกับอาการของตัวเองไปมากมายแต่ไม่มีใครตอบเธอเลยว่าพ่อกับแม่ไปไหน นอนรักษาตัวอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่าทำไมทุกคนเลี่ยงไม่ตอบจนเธอกลัวที่จะถามซ้ำว่าเหตุผลของความเงียบนั้นเป็ความลับที่เธอเริ่มเห็นคำตอบด้วยตัวเองหรือเปล่า
ผ่านไปอย่างเงียบงัน แต่ธำรงค์รู้ว่า ‘ท่าน’ กลับมาถึงแล้ว ทว่าสีหน้าที่มักเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายหลังจากผ่าน 200ปีแรกสู่ปีที่ 749 ของการต้องเห็นอาทิตย์ขึ้นและตกเกิดและตาย จนไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อการสูญเสียอีกแล้วทว่าวันนี้ในความเรียบเฉยนั้นกลับแฝงความแปลกใจระคนไม่พอใจ แต่จากใครและเพราะอะไร
โชคดีเหลือเกินที่เขาเห็นพระราหูมาถึงแล้วเทพที่มาเยือนโลกมนุษย์เป็ครั้งคราวการทำตัวให้เหมือนมนุษย์ด้วยการขับรถมาจอดหน้าบ้านสองชั้นที่เป็ตึกเก่าซึ่งนำมารีโนเวทเสียใหม่ หลังจากท่านคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่สัก 10 ปีก่อนจะเดินทางไปพักประเทศอื่นการมีชีวิตที่ไม่รู้ว่าจะดับขันธ์เมื่อไหร่ทำให้การคงเดิมกลายเป็เื่ที่น่าสงสัยและอาจเป็อันตรายหากไม่ย้ายที่อยู่เมื่อถึงเวลา
“เหตุใดถึงทำสีหน้าเช่นนั้นเล่าศนิธำรงค์บอกว่าเด็กคนนั้นฟื้นแล้วไม่ใช่หรือ ก็น่าจะเป็ข่าวดี” พระราหูเอ่ย เื่นี้ไม่ใช่ความลับการที่จู่ๆ มีมนุษย์คนหนึ่งเข้ามาในวังวนของเหล่าเทพที่ถูกลงโทษเป็เื่น่าสนใจเสมอ
“ใช่ ฟื้นแล้วแต่พลังของเรากลับไม่ได้ผลดังเดิม เด็กนั่นจำเราได้ ทั้งๆที่ถูกเราลบความทรงจำไปแล้ว ช่างน่าประหลาดนัก”
สิ่งนี้เองที่ทำให้ศนิขบคิดมาั้แ่กลับจากโรงพยาบาลเขาลบความทรงจำที่ธามิณีมีต่อเขาถึง 2 ครั้ง แต่ว่ามนุษย์ผู้นั้นกลับจำเขาได้ดังเดิม จนกระทั่งวิ่งตามมา
“ถ้าอย่างนั้นก็น่าแปลกท่านลองกับคนอื่นดูแล้วหรือยังล่ะ”
“ลองแล้วมันได้ผลดีเช่นเดิม” แต่ทำไมถึงไม่ได้ผลกับธามิณี “บางทีอาจเป็เพราะ...”
“เพราะอะไร”
ผลึกกาลอีกครึ่งของเขาเองแม้ศนิไม่มีสิทธิ์ได้มันคืนมาในตอนนี้ แต่ว่าเขามีผลึกกาลอีกครึ่งในตัวเช่นกันซึ่งมีพลังมากพอที่จะควบคุมผลึกกาลในตัวของธามิณีไม่ให้สำแดงพลังอันเหลือล้นออกมาไม่เช่นนั้นธามิณีคงตายในคืนที่มาสุจากไปแล้ว แสดงว่าอายุขัยของธามิณีไม่ได้จบลงในวันนั้นเขาไม่ได้ทำให้อายุขัยของเธอเปลี่ยน สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว
การที่ธามิณีหลับมายาวนานถึง31 วันก็เพราะร่างกายกับผลึกกาลกำลังผนึกเป็ส่วนเดียวกันนับว่าธามิณีพยายามเพื่อที่จะมีชีวิตรอด ร่างกายของเธอยอมให้ผลึกกาลผนึกอยู่ที่หัวใจดวงนั้นหากเธอพยายามมากพอที่จะมีชีวิต เขาจะไปขัดขวางอะไรได้
“เอาไว้แน่ใจจนสิ้นสงสัยเราจะตอบ” แม้ศนิจะคิดว่าคำตอบของเขาไม่พลาด แต่ตลอดเวลา 749 ปี ธามิณีเป็มนุษย์คนแรกที่ผลึกกาลเลือก ทั้งๆที่มันถูกเก็บไว้กับพระสูรยะ ผลึกกาลทำแบบนี้เองหรือว่าพระสูรยะเป็ผู้กระทำกันแน่เขาคงต้องใช้เวลาหาคำตอบให้นานกว่านี้ “แล้วท่านมาทำไมหรือราหูยังไม่ใช่่เวลาว่างของท่านไม่ใช่หรือ” ท้องฟ้าที่มืดในคืนจันทร์อับแสงนั่นล่ะงานของพระราหู
“ท่านลืมไปแล้วว่าใกล้ถึงวัน...”
นี่เองสินะเหตุผลที่เพื่อนที่เขามีน้อยจนน่าใจหายอุตส่าห์สละเวลาลงมาโลกมนุษย์
“เราไม่มีวันลืมได้หรอกต่อให้ต้องติดอยู่ในโลกมนุษย์ถึงพันปีก็ไม่มีวันลืม”
ดวงตาที่เคยนิ่งดั่งคืนเดือนดับกลับมาส่องแสงสีม่วงแม้จะวูบเดียวแต่พระราหูรู้ดีว่าเวลาที่อยู่ในโลกมนุษย์มาหลายร้อยปียังไม่อาจดับความแค้นของศนิได้เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะชำระแค้นนั้น
ธามิณีนั่งอยู่ในห้องคนป่วยเพียงลำพังเพราะหมอกับรัดเกล้าออกไปยืนคุยกันอยู่ข้างนอกเธอประสานมือกันด้วยความรู้สึกกลัว การที่ฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เห็นพ่อกับแม่ทำให้เธอเกิดคำถามที่ไม่กล้าตอบตัวเองพอหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งเปิดเครื่องของตัวเองแล้วโทรหาพ่อกับแม่การที่ไม่มีสัญญาณตอนรับยิ่งทำให้ความกลัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ธามิณีรออย่างใจจดใจจ่อจนกระทั่งประตูเปิดออกแล้วรัดเกล้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะดีนักเธอมองออกว่ารัดเกล้าพยายามฝืนยิ้ม แต่ดวงตาคู่นั้นเศร้ามากเธอเองก็เศร้าเช่นกันเพราะความกลัว
“พ่อกับแม่ล่ะคะป้ารัดธามโทรหาแล้วกลับไม่มีสัญญาณ” ธามิณีถามในขณะที่หัวใจเต้นระรัวแรงจนเจ็บ
รัดเกล้าเม้มปากพลางถอนใจนางรู้ดีว่าให้อย่างไรหลานก็ต้องถามถึงธีรากับมาสุแต่นางจะตอบได้อย่างไรว่าตอนนี้ทั้งสองคนตายแล้ว
“ธามจำได้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองจนทำให้ธามสลบไม่ฟื้นมาเป็เดือน”
ธามิณีพยักหน้าเพราะพยาบาลบอกเธอแล้วเหตุผลที่เธอแทบไม่มีแรงตอนที่ลงจากเตียงแล้ววิ่งตามชายคนนั้นก็เพราะร่างกายอยู่ในสภาพหลับใหลมานานนั่นเอง
“ค่ะ ธามจำได้ตอบคำถามของธามมาเสียทีได้ไหม พ่อกับแม่ไปไหนคะป้ารัด”
รัดเกล้าลำบากใจที่จะบอกความจริงกับหลานหมอเพิ่งบอกนางว่าอย่าเพิ่งให้ธามิณีกระทบกระเทือนใจ การอยู่ในสภาพไม่ฟื้นมา 31 วัน อาจมีอาการข้างเคียงที่คาดไม่ถึงได้
“อย่าเงียบสิคะป้ารัดช่วยบอกธามมาเสียทีเถอะ”
ธามิณีไม่ได้อยากร้องไห้เพราะมันจะกลายเป็ลางร้ายพ่อกับแม่อาจจะกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหรือกำลังเดินทางมาหาเธออยู่ใช่ไหม
ใช่...มันต้องเป็แบบนี้แน่ๆ
“ธามนอนพักก่อนเถอะนะถ้ามาสุกับธีรารู้ว่าธามเครียดคงไม่สบายใจหรอก”รัดเกล้าบอกพลางกดไหล่ของหลานให้นอนลง
ธามิณีฝืนตัวเองไม่ยอมนอนลงเธอไม่มีทางหลับตาลงได้ถ้ายังไม่ได้เห็นว่าพ่อกับแม่ปลอดภัยดีหากไม่ได้คำตอบจากรัดเกล้า เธอจะหาคำตอบด้วยตัวเอง
โดยที่ไม่ทันได้ยั้งคิดต่อสิ่งใดธามิณีก็กระโจนลงจากเตียงลืมไปสนิทว่าว่าพยาบาลได้เสียบสายน้ำเกลือกลับมาแล้วทำให้เธอเจ็บแปลบที่หลังมือในทันทีที่ลงมาจากเตียง แต่มันไม่สำคัญอีกแล้วเธออยากรู้ความจริงมากกว่า เด็กสาวตั้งหลักได้ก็วิ่งออกไปจากห้องทันที
“ธาม....ธามอย่าไป!”
เสียงะโของรัดเกล้าทำให้พยาบาลที่อยู่ใกล้ๆวิ่งมาทันที ธามิณีวิ่งมาได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกว่าแน่นที่หน้าอกพร้อมๆลมหายใจขาดเป็ห้วงๆ เธอล้มลงในก้าวต่อมา เด็กสาวกุมหน้าอกที่เจ็บไว้ยังคงพยายามฝืนลุกขึ้นมาแม้จะถูกพยาบาลจับให้นอนลงนิ่งๆน้ำตาของธามิณีไหลรินเมื่อรู้คำตอบด้วยตัวเองแล้วว่าพ่อกับแม่ไม่มีทางมาหาเธอได้อีก
การไม่มีคำตอบจากรัดเกล้านั่นล่ะ...คือคำตอบ
“ฝัน...ต้องฝันอยู่แน่ๆ”ธามิณีพึมพำ
สิ่งที่เธอเห็นในคืนนั้นมันต้องเป็เพียงความฝันเธอแค่ฝันร้ายเกินไป หากเธอตื่นขึ้นมาพ่อกับแม่จะยังรออยู่ในรถเพื่อพาเธอกลับบ้านหลังจากเลิกเรียนใช่ไหม ธามิณียกมือขึ้นมาทุบตัวเองเืที่หลังมือหยดลงบนเสื้อสีขาวหยดแล้วหยดเล่า หากทำแบบนี้เธอจะตื่นแล้วฝันร้ายจะหายไปใช่ไหม
ได้! ถ้าอย่างนั้นเธอต้องทำให้ตัวเองเจ็บจนตื่น
ฝันร้ายจงหายไป...หายไปเสียที
“ธามอย่าทำแบบนี้อย่าทำร้ายตัวเองสิลูก” รัดเกล้าจับมือที่กำลังทุบตัวเองของธามิณีไว้ร้องไห้ปานจะขาดใจไปด้วยอีกคน
หมอเข้ามาวัดชีพจรแล้วสั่งเร็วๆให้บุรุษพยาบาลอุ้มธามิณีกลับไปที่ห้อง ตอนนี้เธอกำลังช็อคแล้วธามิณีเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองราวกับทุกอย่างช้าลงเรื่อยๆจนกระทั่งมันหยุดนิ่งเมื่อร่างของเธอถูกอุ้มมาไว้บนเตียงหมอและพยาบาลมารายล้อมแล้วทำอะไรมากมาย เธอได้ยินเสียงสะอื้นไห้จากรัดเกล้า
ธามิณีสูดหายใจแรงเมื่อรู้สึกว่าอากาศกำลังน้อยลงๆเต็มที มีเสียงนับเลขพร้อมๆ กับแรงกดที่อกของเธอ เธอกำลังจะตายใช่ไหมนะ เด็กสาวมองไปที่ปลายเตียงเมื่อรู้สึกว่าเห็นแสงสีม่วงเธอกะพริบตาเมื่อไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดได้เพราะถูกใส่หน้ากากออกซิเจนไว้
“คุณ...มารับธามไปหาพ่อกับแม่ใช่ไหม”ธามิณีขยับริมฝีปากถามชายคนนั้น แต่แทบไม่มีเสียงออกมาเลย เขาคงไม่ได้ยินกระมัง
ศนิได้ยินคำถามนั้นทว่าใบหน้าของเขากลับเรียบเฉย หากธามิณีตายย่อมเป็ไปตามชะตากรรมของเธอผู้นั้นเพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกดึงให้มารับรู้วาระสุดท้ายของธามิณี เพราะอะไรทำไมถึงเป็แบบนี้ ผลึกกาลเมื่ออยู่ในร่างของมนุษย์ทำให้เกิดอะไรได้บ้างสิ่งนี้ต่างหากที่เขาสนใจหาคำตอบ ไม่ใช่การตอบคำถามของมนุษย์ผู้นั้น
อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้สึกว่าพระเอกคนนี้ทำไมเ็าจัง รออ่านต่อนะคะว่าศนิจะอ่อนโยนกับมนุษย์คนแรกที่ผลึกกาลเลือกเมื่อไหร่ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ
อัมราน_บรรพตี