หลังจากที่เฟิ่งเซียนร่วมประลองจนสามารถผ่านเข้ารอบสองได้ เวลาก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว กลุ่มที่สี่และห้าได้ขึ้นทำการประลองเป็ที่เรียบร้อย
ผลปรากฏว่าศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผาสามารถผ่านเข้ารอบสองมาได้ทุกคน และยังมีองค์ชายรอง องค์ชายสี่และองค์หญิงห้าอีกด้วย
ฝั่งองค์ชายสี่และองค์หญิงห้านั้นนางคาดการณ์ไว้แล้ว ว่าอาจผ่านเข้ารอบมาได้ แต่สำหรับองค์ชายรองนั้น พลังของเขาต่ำกว่าผู้อื่นมากนัก เหตุใดยังสามารถผ่านเข้ารอบมาได้อีก
แต่หากกล่าวถึงเื่ที่นางเสียดายคงไม่พ้นสองพี่น้องคู่นั้น หากผ่านมาได้ นางก็เตรียมวิธีจัดการอย่างสาสมอยู่แล้ว น่าเสียดายจริงๆ
เมื่อการประลองสิ้นสุดลง และมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ แต่กระนั้นก็ยังไม่มีการประกาศว่า ผู้ใดจะได้เป็คู่ประลองกันบ้าง คาดว่าจะมีการประกาศในวันที่ทำการประลอง
หลังจากสิ้นคำประกาศรายชื่อ ผู้คนต่างทยอยออกมาจากบริเวณสนามประลอง ส่วนวันพรุ่งนี้นั้น สนามประลองแห่งนี้จะจัดการแข่งขันปรุงโอสถรอบแรกขึ้น ส่วนผู้ผ่านเข้ารอบเช่นนางนั้น จะมาชมหรือไม่ นั่นขึ้นกับแต่ละคน ไม่มีข้อบังคับในการเข้าร่วมแต่อย่างใด
ส่วนตัวนางนั้นคาดว่าคงมิได้มาชมเป็แน่ สาเหตุคงมิพ้นบุรุษวัยกลางคนที่คล้ายจะเฝ้ารอนางออกไปจากลานประลองผู้นั้นแน่ ชั่งเป็บุรุษที่น่ารำคาญเสียจริง
หลังจากที่เดินแยกออกมาจากองค์ชายใหญ่ฉีหมินเซียนและคุณชายอันแล้ว เฟิ่งเซียนก็เดินตรงไปที่ประตูทางออกทันที ขณะที่กำลังจะก้าวขาออกจากไปนั้น ก็มีเสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้น
"ไป๋เฟิ่งเซียน" เสียงของเสนาบดีฝ่ายซ้ายดังขึ้น ตนนั้นมั่นใจว่าคนผู้นี้คือบุตรสาวของตนเป็แน่
เฟิ่งเซียนที่แม้จะได้ยินแต่ก็ไม่แม้แต่จะสนใจ นางเพียงเดินก้าวต่อไปข้างหน้าเพียงเท่านั้น
ไป๋จิ้งเทียนเมื่อเห็นบุตรสาวก็อดที่จะใไม่ได้ ที่นางทำเป็เมินเฉยไม่สนใจเขา ก่อนหน้านี้ไม่ใช่นาง้าความรักจากเขามากหรือ เหตุใดจริงกล้าเมินเฉยใส่เขาเช่นนี้ พอคิดแล้วจิ้งเทียนก็คล้ายจะเริ่มมีโทสะขึ้นมา
"เ้าไม่คิดจะคารวะพ่อของตนบ้างหรือไร ช่างเป็ลูกอกตัญญูนัก!''
เฟิ่งเซียนที่ในตอนแรกไม่อยากสนใจอันใดมากนัก เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงหันหน้าไปมองผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็บิดาของร่างนี้
จริงอยู่ว่าชายผู้นี้เป็บิดาของร่างที่นางอยู่ แต่อย่าลืมนางมิใช่เด็กน้อยอยู่นั้นเสียหน่อย
"ท่านไม่ใช่บิดาข้า ตัวข้านั้นอยู่ในป่าในเขามาตลอด เหตุใดท่านจึงอ้างตัวเป็บิดาข้าเล่า"
คำพูดของเฟิ่งเซียนนั้นคล้ายไปจี้ใจดำผู้ฟังนัก แต่เดิมตัวจิ้งเทียนนั้นไม่เคยสนใจบุตรของอดีตฮูหยินใหญ่ผู้นี้เลยสักครั้ง
ยิ่งพอเมื่อวัดพลังแล้วนางไม่สามารถฝึกปราณได้ จนเป็เพียงแค่ขยะภายในตระกูลนั้น เขาก็แทบจะขับไล่นางออกจากจวน และเมื่อมีคนมารายงานว่านางหายไปจากจวน ตนก็ไม่เคยคิดแม้แต่จะแยแสหรือตามหานางเลยสักครั้ง สำหรับเขาหากนางตายก็เหมือนกับเก็บกวาดขยะชิ้นหนึ่งออกจากตระกูลเพียงเท่านั้น
แต่เป็เช่นนั้นจริงแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อวันนี้นางสามารถฝึกปราณได้แล้ว ซ้ำยังเก่งกาจเพียงนี้ อย่างไรเสียนางก็เป็คนตระกูลไป๋ แม้ตายก็ต้องเป็ผีเฝ้าตระกูลไป๋
"จะไม่ใช่ได้อย่างไร ใบหน้าของเ้าคล้ายกับมารดาเพียงนี้ ตัวเ้านั้นคิดว่าข้าผู้นี้โง่หรือไร!"
"หากใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร จะสั่งคนมาสังหารข้า เฉกเช่นเดียวกับที่บุตรสาวและบุตรชายของท่านเช่นนั้นหรือ"
เฟิ่งเซียนยกยิ้มมุมปาก หากนางมิคิดจะไปมีหรือที่เขาจะบังคับให้นางไปกับเขาได้
หากคิดใช้อำนาจข่มขู่นาง นางก็มีหลักฐานการกระทำผิดมากมายของเขา จนสามารถถูกปลดออกจากตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย
ถ้าเป็ในฐานะบิดาเล่า บิดาที่ยอมปิดตาข้างลืมตาข้าง ทั้งที่รู้ว่าเมื่อสี่ปีก่อนเกิดอันใดกับนางขึ้นบ้าง แต่เขากลับเมินเฉย คิดจะปล่อยให้นางตาย ดูเอาเถิดคนเช่นนี้จะหาสิ่งใดมาแอบอ้างได้อีก
รอเมื่อสิ้นสิ้นการประลองก่อนเถิด ข้าจะจัดการพวกเ้าให้สาสม!
จิ้งเทียนที่ตอนนี้กำลังใกับคำพูดของผู้ที่ได้ชื่อว่าบุตรของตน เป็ไปได้อย่างไร แม้เหยาฮูหยินจะเคยทำเื่ไม่ดีอยู่บ้าง แต่บุตรของตนนั้นไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่ บุตรของเขาเป็คนดียิ่ง
หากเฟิ่งเซียนได้ยินความคิดของไป๋จิ้งเทียนแล้วล่ะก็คงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเป็แน่ คนดีอันใดกัน มารดาก็ชั่วช้าเพียงนี้ บิดาก็แทบจะไม่ต่างกัน บุตรจะออกมาเป็คนดีเช่นนั้นหรือ ฝันกลางวันอยู่กระมัง
เฟิ่งเซียนไม่คิดแม้แต่จะรอฟังคำพูดใดต่อ นางเดินออกมาจากที่ตรงนั้นโดยไม่คิดจะหันกลับไม่มองแม้แต่น้อย นางรู้ว่าต่อให้วันนี้นางไม่ไปกับเขา อย่างไรเขาต้องหาวิธีการทำให้นางยอมจำนนเป็แน่
.
.
.
.
ทางด้านของเหยาฮูหยินนั้นตอนนี้กำลังนั่งรอข่าวดีจากบุตรทั้งสองของตน
เอี๊ยด! เสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับร่างทั้งสองที่ก้าวเข้ามาภายในห้อง
"เป็เช่นไรบ้าง"
เหยาฮูหยินถามบุตรทั้งสองด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ แต่เมื่อกล่าวจบก็ต้องชะงักทันที เหตุใดสีหน้าของบุตรทั้งสองถึงขาวซีดเช่นนั้นเล่า คงไม่ใช่ว่างานไม่สำเร็จเช่นนั้นหรอกกระมัง
"ศิษย์พรรคมารผู้นั้นทำงานไม่สำเร็จขอรับ...ไม่เพียงไม่สำเร็จแต่ยังาเ็เจียนตายอีกด้วย คาดว่าคงมีชีวิตลอดผ่านคืนนี้ไม่ได้เป็แน่"
เสียงของบุตรชายกล่าวจบ เหยาฮูหยินนั้นก็แทบล้มทั้งยืน ไม่ใช่ว่าศิษย์ผู้นั้นมีระดับพลังมากกว่าหรือ แล้วเหตุใดจริงเพลี่ยงพล้ำพลาดท่าจนตนเองาเ็เจียนตายเช่นนั้นเล่า แล้วมันเป็ไปได้ด้วยหรือที่ผู้ที่มีพลังด้อยกว่าจะทำเช่นนี้ได้
"ท่านแม่ หากนางรู้ว่าเป็ฝีมือพวกเรา เราจะทำเช่นไรกันดี นังเฟิ่งเซียน...นังเฟิ่งเซียนมันน่ากลัวเหลือเกิน ตอนที่มันโจมตีใส่คนผู้นั้น มันช่างน่ากลัวยิ่งนัก
มันไม่แม้แต่ลังเลแม้แต่น้อย คล้ายกับว่าการสังหารผู้คนนั้นเป็เื่ปกติของนาง แล้วหาก....แล้วหากนางคิดแก้แค้นพวกเราขึ้นมา พวกเราจะทำเช่นไรดี"
ฟานซินที่ตอนนี้คล้ายกับเสียสติไปแล้ว นางกลัวเหลือเกิน สายตาของมันดูว่างเปล่า บรรยากาศรอบตัวนั้นเย็นะเืจับใจ
"เหตุใดเ้าไม่ขอความข่วยเหลือจากองค์ชายรองเล่า ถึงอย่างไรพระองค์ก็เป็บุตรของฮองเฮา หากพระองค์ออกหน้าเอง มีหรือมันจะกล้า!
ตอนไปบอกพระองค์เ้าสิ่งที่เ้าต้องทำก็เพียงแค่ ทำตัวให้น่าสงสาร กล่าวออกไปถึงความชั่วช้าของมันออกไปเพียงเท่านั้น ถึงอย่างไรพระองค์ก็ปักใจรักเ้า คงไม่ยอมให้เ้าถูกรังแกโดยไม่คิดจะทำอันใดแน่"
"ข้าจะลองดูท่านแม่ หากมันเป็ทางเดียวที่เราจะต่อกรกับมันได้!"
ฟางซินได้ให้บ่าวไปส่งข่าวให้แก่องค์ชายรองว่า' ให้ไปพบกันที่โรงเตี้ยมที่เดิม' โดยในจดหมายนั้น ระบุวันเวลาไว้อย่างชัดเจน
ก่อนนางและพี่ชายจะออกจากห้องของมารดา แต่เมื่อเปิดประตูออกมานั้น ก็พบบิดาที่ยืนรออยู่หน้าห้องเสียแล้ว
"ท...ท่านพ่อ"
ฟางซินตาเบิกกว้างใ เหตุใดท่านพ่อถึงมาอยู่ที่นี่เล่า หรือว่าท่านจะรู้เื่ที่พวกนางทำ ไม่! เป็ไปไม่ได้!
เหยาฮูหยินเมื่อได้ยินสิ่งที่บุตรกล่าว ก็รีบเดินออกมาที่ประตูห้องทันที
"พวกเ้ารู้ความผิดของตนหรือไม่! "
จิ้งเทียนกล่าวออกไปด้วยโทสะ ตนนั้นไม่เคยดุด่าบุตรเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ พวกนางถึงกล้ากระทำข้ามหน้าข้ามตาตนเช่นนี้
"ท่านพ่อ....เหตุใดท่านต้องตะคอกใส่ข้าด้วยเล่า สิ่งที่พวกข้ากระทำมันผิดมากหรือ มันก็แค่บุตรที่ท่านไม่เหลียวแล ท่านจะสนใจไปทำไม"
ฟางซินกล่าวตัดพ้อผู้เป็บิดา ั้แ่เกิดมาบิดาไม่แม้แต่ขึ้นเสียงกับนางด้วยซ้ำ แต่เวลานี้กลับดุด่านาง เพราะนังแพศยานั่น!
"สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว เ้าคิดบ้างหรือไม่ ว่าหากเรานำตัวนางกลับมาได้ ตระกูลเราจะแข็งแกร่งมากเพียงใด
อำนาจเงินทองก็จะไม่หลั่งไหลเข้ามาหรือ! ข้าไม่คิดเลยว่าบุตรที่เลี้ยงมานั้นจะทำตัวไร้ความคิดเช่นนี้!"
เหยาฮูหยินและบุตรทั้งสองนิ่งค้าง พวกตนไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อนเลย คิดแค่เพียงกำจัดให้พ้นทางเสียเท่านั้น
"ท่านพี่คิดว่านางจะยอมกลับมาหรือ หากนางคิดจะกลับมาจริงเหตุใดถึงไม่เคยมาที่จวนเลยเล่า เช่นนี้ก็คล้ายกับว่านางตัดขาดจากจวนไปแล้วไม่ใช่หรือ"
เสียงของเหยาฮูหยินดังขึ้น เอ่ยถามผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็สามีของตน
"นางเป็คนตระกูลไป๋ ต่อให้ตายก็เป็ผีตระกูลไป๋ เ้าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยนางไปหรือ! แคว้นฉีของเราเน้นหลักความกตัญญูเป็สำคัญ หากนางยังต่อต้านคงไม่พ้นถูกตราหน้าว่าเป็ลูกอกตัญญูเป็แน่"
แต่ตัวของจิ้งเทียนนั้นคงลืมนึกสิ่งสำคัญไป ต่อให้ความกตัญญูจะสำคัญเพียงใด แต่โลกนี้เข้าข้างผู้แข็งแกร่ง เพียงแค่มีพลังความสามารถ ก็สามารถทำให้ผู้คนเอนเอียงเข้าข้างได้ แม้เื่นั้นจะผิด ก็ยังสามารถทำให้ถูกต้องได้
นี่แหละหนาความอยุติธรรมของโลกใบนี้
จิ้งเทียนคิดจะใช้เื่นี้มาเป็เครื่องต่อรอง เช่นไรตนนั้นก็เป็ถึงเสนาบดี ซ้ำยังมีองค์ชายรองที่ชมชอบบุตรสาวตนอีกด้วย ต่อให้นางเก่งกาจเพียงใด หากต้องสู้กับคนทั้งแคว้นเช่นนี้ ย่อมพ่ายได้โดยง่าย
จิ้งเทียนตั้งใจจะดูสถานการณ์ไปก่อน ไม่แน่ว่าตัวของไป๋เฟิ่งเซียนนั้น อาจสามารถเป็หนึ่งในตัวแทนของแคว้นก็เป็ได้ เมื่อถึงเวลานั้น ตนจะประกาศเื่นี้ออกไป ต่อหน้าผู้คนมากมายที่เข้ามาชมการประลอง หากนางปฏิเสธ คงมีแต่คนกร่นด่าว่านางเป็บุตรอกตัญญูเป็แน่
หลังจากที่เล่าแผนการเสร็จจิ้งเทียนจิ้งแยกออกมาจากภรรยาและลูกของตน ซ้ำยังเน้นย้ำไม่ให้พวกเขากระทำการสิ่งใดโง่ๆ อีก
.
.
.
.
ทางด้านของเฟิ่งเซียนนั้นเมื่อกลับมาก็ได้ส่งข่าวไปบอกหน่วยองครักษ์ที่แฝงตัวในเมืองหลวงว่า ้าให้พวกเขาจัดตาดูคนตระกูลไป๋ไว้ หากมีสิ่งผิดปกติอันใดให้มาแจ้งนางได้ทันที
เฟิ่งเซียนใช้วิหคปราณ ซึ่งเป็ปราณที่ใช้สร้างมาเพื่อส่งข่าวระหว่างบุคคล ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ ผู้ที่ไม่ใช่เป้าหมายจะไม่สามารถเปิดอ่านหรือทำสิ่งใดได้เลย
หลังจากส่งวิหคปราณออกไป เฟิ่งเซียนก็กลับเข้ามาภายในมิติเช่นเดิม ก่อนจะเดินไปหาสัตว์เทพทั้งสี่เพื่อให้เตรียมตัวสำหรับการประลองในรอบต่อไป หลังจากกล่าวเื่ที่้าเสร็จแล้ว เฟิ่งเซียนก็เดินไปที่โขดหินข้างน้ำตกอมฤต ซึ้งแยกออกมาจากทะเลสาบน้ำอมฤตอีกที
น้ำตกแห่งนี้เป็สถานที่ที่เฟิ่งเซียนมักจะมาดูดซับปราณบริสุทธิ์เมื่อว่างเว้นจากการฝึกวรยุทธ์และฝึกปรุงโอสถ
โดยรอบของน้ำตกนั้นมี ต้นท้อสีรุ้งอยู่มากมาย ผลท้อสีรุ้งเป็ผลไม้ที่มีพลังปราณอัดแน่นมาก โดยมีจุดกำเนิดมาจาก์ชั้นดาวดึงส์ แต่ไม่รู้เหตุใดจึงมีอยู่ภายในมิตินางได้
ผลท้อสีรุ้งนั้นเมื่อทานเข้าไปแล้วจะทำให้ผู้ฝึกลมปราณฝึกได้รวดเร็วขึ้นถึงสองเท่า จึงเป็สถานที่ที่เฟิ่งเซียนโปรดปราณนักหาก้าดูดซับพลังปราณเช่นนี้
*****