บทที่ 1
กันยายน 1714สายฝนแห่งฤดูใบไม้ร่วงกระหน่ำหนักลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทุกหยาดหยดที่กระเซ็นซัดมาต้องกระจกหน้าต่าง เปรียบเสมือนหยาดน้ำตาของไอเรนี่ คาร์เลตั้นที่หลั่งรินออกมาจากหัวใจแสงสว่างภายในห้องค่อนข้างสลัว จะมีก็แต่เพียงแสงจากช่อเชิงเทียนที่จุดตามไว้ แต่กระนั้นก็ดูจะไม่อาจสู้กับความมืดที่เคลื่อนเข้าปกคลุมห้องนั้นไว้ได้มากนัก ที่ตั้งอยู่ใกล้กับช่อเชิงเทียนคือนาฬิกาโบราณ ซึ่งหยุดเดินมานานเนื่องจากไม่มีผู้คอยไขลานอีกต่อไป เตาผิงภายในห้องเย็นเยือก แม้จะมีท่อนไม้กองอยู่ในลังและวางอยู่ข้างๆ ... แต่ก็ไม่มีผู้ใดจุดขึ้น ม่านที่ประดับอยู่ตรงหน้าต่างถูกรูดปิดสนิท ราวจะปิดบังความหมองหม่นของบรรยากาศภายนอกไว้โดยสิ้นเชิงทุกสิ่งทุกอย่างหยุดสนิทปราศจากความเคลื่อนไหวฉ่ำชื้นอยู่ด้วยสายฝนกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่เริ่มโรยรา ซึ่งประดับอยู่ในแจกันทั่วทั้งห้องหญิงสาวลูบคลำลูกไม้สีดำที่ขลิบขอบแขนเสื้อชุดไว้ทุกข์สีดำอย่างใจลอย หยาดน้ำตาลามไหลนองหน้าวันนี้เป็นวันฝังศพพ่อกับแม่...และวันนี้ก็เป็นวันเกิดครบรอบปีที่ยี่สิบของเธอด้วย...วันนี้...ควรจะเป็นวันแห่งความสดชื่นรื่นเริง วันแห่งเสียงหัวเราะและอบอุ่นอยู่ด้วยความรักของทุกคนในครอบครัวถ้าหากว่าก่อนหน้านี้เกือบสองเดือน เธอกับน้องสาวจะไม่ได้รับจดหมายจากมิสเตอร์เมย์ฟิลด์ผู้เป็นทนายความประจำครอบครัวซึ่งอยู่ในลอนดอนในตอนแรกเธอคิดว่ามันจะเป็นจดหมายจากพ่อแม่ผู้เดินทางไปต่างประเทศกว่าหกเดือนมาแล้ว ที่เขียนมาเล่าถึงความสนุกในการเดินทางท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ จึงรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นออกและลงมืออ่านทันที แต่แล้ว รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากก็จางลง เมื่อสายตาพบกับลายมือที่ไม่เคยคุ้น ไม่อยากเชื่อว่า มันจะเป็นจดหมายที่ทนายความประจำครอบครัวจะเขียนมาถึงด้วยตนเอง และข้อความในจดหมายฉบับนั้นมันเป็นยิ่งเสียกว่าข่าวร้ายและทันใดโลกที่เธอเคยอยู่อย่างมีความสุข อบอุ่นปลอดภัยอยู่ด้วยความรักก็แหลกสลายลงต่อหน้า สายตาของเธอพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา ขณะที่อ่านจดหมายฉบับนั้นทวนซ้ำอีกครั้ง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังอ่านอยู่เลยร่างของเธอทรุดฮวบลงในเก้าอี้ เมื่อส่งจดหมายฉบับดังกล่าวให้กับเอ็มม่าผู้เป็นน้องสาว ทันทีที่อ่านจดหมายจบลงเอ็มม่าโถมเข้ากอดร่างพี่สาวไว้ร้องไห้โฮออกมา ทั้งสองพี่น้องกอดกันร้องไห้อยู่เช่นนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง ไอเรนี่พยายามปลอบโยนน้องสาวเท่าที่จะทำได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องปลอบตัวเองด้วย แต่ถึงอย่างไรความโศกเศร้าก็ดูจะไม่ยอมจางลงเลยไอเรนี่เฝ้าบอกตัวเองว่า บัดนี้ เธอจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบแล้ว จะต้องบังคับจิตใจตนเองให้เข้มแข็งไว้ อย่างน้อยก็เพื่อน้องสาวผู้มีอายุอ่อนกว่าเธอสองปีแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึงสองเดือนแล้ว แต่เธอก็ยังจดจำข้อความในจดหมายของมิสเตอร์เมย์ฟิลด์ได้ขึ้นใจ เขาเล่ามาให้ฟังว่าพ่อแม่ของเธอได้เดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของอิตาลี ขณะนั้นกำลังมีโรคระบาดเกิดอยู่ในหมู่บ้านพอดี ทำให้จอห์น คาร์เลตั้นกับแฟนนี่ ภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาเกือบยี่สิบสองปีต้องล้มเจ็บลงอย่างหนักอาการของโรคร้ายนั้นคุกคามอยู่เพียงสามวัน พอถึงเช้าวันที่สี่ทั้งสองก็ถึงแก่ความตายโดยสงบเจ้าหน้าที่ของอิตาลีได้ติดต่อมาถึงมิสเตอร์เมย์ฟิลด์ซึ่งพวกเขาได้พบชื่อในเอกสารที่ทั้งสองติดตัวไป และได้แจ้งให้เขาทราบว่าจะส่งศพของบุคคลทั้งสองมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งก็คงจะต้องใช้เวลาประมาณเดือนครึ่งกว่าจะถึงอังกฤษ มิสเตอร์เมย์ฟิลด์ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียอันไม่คาดฝันของสองพี่น้อง จากข้อความในจดหมายฉบับนั้นไอเรนี่รู้ว่าเขาเองก็รันทดใจอย่างที่สุดเช่นกันไอเรนี่ตระหนักดีว่าเธอจะต้องเช็ดน้ำตาให้แห้ง สร้างความกล้าหาญให้เกิดขึ้นไว้ และเริ่มตระเตรียมงานศพอย่างเต็มความสามารถ เธอได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้บาทหลวงประจำท้องถิ่นทราบ จากนั้นก็เขียนจดหมายไปถึงญาติข้างแม่ที่อยู่ในลอนดอน รวมทั้งเพื่อนสนิทมิตรสหายของครอบครัวที่อยู่ในต่างประเทศ หลังจากนั้นเธอก็เขียนจดหมายถึงมิสเตอร์เมย์ฟิลด์ ถามเขาว่านับแต่นี้เธอจะต้องทำอย่างไรต่อไป...?จดหมายตอบของเมย์ฟิลด์ทำให้ความเป็นเด็กของไอเรนี่ยุติลงโดยฉับพลัน เธอจะต้องประพฤติตนเช่นผู้ใหญ่ที่เจริญวัยแล้ว เวลานี้ไม่มีบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเธอเหลืออยู่ในครอบครัว เธอกับเอ็มม่าเป็นเพียงสองคนสุดท้ายแห่งตระกูลคาร์เลตั้น และเธอคือคนโตหญิงสาวห่อไหล่ด้วยความหนาวเย็น เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง เลิกม่านหน้าต่างทอดสายตามองออกไปข้างนอกเธอมองดูหยาดน้ำฝนที่ลามไหลอยู่บนกระจกหน้าต่างลมหายใจทำให้เกิดเป็นไอขึ้น เธอไล้ปลายนิ้วอยู่บนฝ้ามัวนั้นแต่จะเป็นรูปอะไรไม่ได้สังเกต ด้วยจิตใจกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดศพของพ่อกับแม่มาถึงเมื่อสองวันก่อน...และเป็นสองวันก่อนถึงวันเกิดไอเรนี่ด้วย เธอจึงต้องรีบจัดพิธีฝังศพในวันนี้ โบสถ์เล็กๆ ในหมู่บ้านคลาคล่ำด้วยผู้คน และเพื่อนบ้านที่มาร่วมแสดงความเสียใจกับพี่น้องสองสาวที่ต้องกลายเป็นลูกกำพร้าไปแล้วไอเรนี่ต้อนรับแขกเหรื่อและตอบคำถามของคนเหล่านั้นด้วยจิตใจกล้าหาญ ขณะเดียวกันก็อดขอบคุณมิสเตอร์เมย์ฟิลด์อยู่ในใจไม่ได้ที่เขาได้แจ้งให้เธอทราบอย่างเป็นความลับว่า บิดาของเธอนั้นได้เตรียมการไว้เพื่ออนาคตของเธอทั้งสองมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ด้วยมองเห็นการณ์ไกลว่า ถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับตนและภรรยา ลูกทั้งสองจะได้ไม่ลำบากในวันข้างหน้ารายได้จากที่ดินทั้งหมดได้ส่งเข้าเก็บไว้ในทรัสต์ และไอเรนี่จะได้รับเงินก้อนนั้นเมื่ออายุครบยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์สำหรับเอ็มม่าจะได้รับส่วนแบ่งของเธอเมื่อบรรลุนิติภาวะ สำหรับที่ดินนั้นบางส่วนจะต้องขายไปเพื่อใช้หนี้สินที่มีอยู่ ส่วนที่เหลือมิสเตอร์เมย์ฟิลด์จะดูแลต่อไปจนกว่าไอเรนี่จะอายุยี่สิบเอ็ดสำหรับญาติของแม่ที่อยู่ในลอนดอน คือครอบครัวด๊านซ์ฮอลแลนด์นั้น ภายหลังจากที่ไอเรนี่ได้เขียนจดหมายไปเล่าเหตุการณ์ให้ทราบ ประมาณหนึ่งเดือนต่อมาเธอก็ได้รับจดหมายตอบยาวเหยียดถึงห้าหน้า บรรยายถึงความโศกเศร้าปานหัวใจสลายของเลดี้เฮสเตอร์ แต่เนื่องจากขณะนี้เธอกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคหวัดที่รุนแรงมาก จนแพทย์ไม่ยอมอนุญาตให้ย่างเท้าออกจากบ้านในลอนดอนอย่างเด็ดขาด ซึ่งเธอได้ยืนยันว่าเธอพยายามคัดค้านคำสั่งของแพทย์ผู้ให้การรักษาแล้วแต่เขาไม่ยินยอม ดังนั้น จึงมาร่วมพิธีฝังศพญาติที่รักไม่ได้อย่างไรก็ตาม เลดี้เฮสเตอร์ได้ขอร้องให้ไอเรนี่เขียนจดหมายถึงอีกสักครั้ง เนื่องจากจดหมายฉบับก่อนนี้ได้ไปถึงช้ามากจนไม่อาจเตรียมตัวได้ทันไอเรนี่สูดลมหายใจลึกร้าวรานอยู่ในอกเมื่อยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า เธอจับตามองดูสายฝนที่กระหน่ำอยู่ภายนอกอีกเป็นครู่ มองดูกิ่งไม้ที่หรุบลู่ลงด้วยน้ำหนักของสายน้ำ ถอนใจออกมาอีกครั้งก่อนจะเบือนหน้าจากภาพนั้นบอกตัวเองว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่จะต้องจัดการให้เรียบร้อย พ่อแม่คงไม่หวังจะเห็นเธอปล่อยตัวให้จมอยู่กับความโศกเศร้าจนเกินไปนักเธอเหลือบตามองไปทางกระจกเงาที่ติดอยู่ฟากตรงข้ามของห้อง ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ผิวพรรณที่เคยเป็นสีชมพูปลั่งด้วยเลือดสาวบัดนี้เผือดซีดเศร้าหมอง สีดำของเสื้อผ้าชุดไว้ทุกข์ เน้นความเข้มของเรือนผมสีแดงแกมทอง และทำให้เธอดูซีดลงกว่าเดิมไอเรนี่พยายามปัดความเศร้าออกจากใจ เอื้อมไปหยิบกระดิ่งขึ้นมาเขย่าสั้นๆ ผู้ชายในชุดดำเดินตัวตรงเข้ามา“ผมเอาเมล์เที่ยวบ่ายมาให้ครับผม คุณไอเรนี่” เขาพูดเสียงเบา สีหน้าบอกความเป็นห่วงนายสาวอย่างมาก“ขอบใจมากนะ บัทเตอร์ฟิลด์”เขาวางถาดเงินลงบนโต๊ะเบื้องหน้าก่อนจะกล่าวต่อว่า“เดี๋ยวผมจะให้สาวใช้เข้ามาติดเตาผิงนะครับ”เธอเพียงพยักหน้าและสั่งให้เขาเอาน้ำชาเข้ามาให้หวังเพียงว่าน้ำชาร้อนๆ จะช่วยให้อาการหนาวเย็นจนขนลุกขณะนี้คลายลงได้บ้าง วันนี้เธอไม่ได้แตะต้องอาหารเลย แม้ว่าภายหลังจากพิธีฝังศพเสร็จสิ้นลง เพื่อนบ้านส่วนใหญ่จะนำอาหารต่างๆ มาให้ก็ตาม แต่สองพี่น้องดูจะกินน้ำตาต่างอาหารตลอดเวลาเธอทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้ตัวหนึ่ง เอื้อมไปหยิบปึกจดหมายที่บัทเตอร์ฟิลด์นำเข้ามาให้ ขณะนี้มีเธอนั่งอยู่เพียงลำพัง ทั้งนี้เพราะเอ็มม่ายังโศกเศร้าอยู่มากจึงขอตัวกลับขึ้นห้องก่อน... แต่ไอเรนี่ยังมีเรื่องของอนาคตที่จะต้องคิดถึงอีกมาก