ไม่ต้องพูดถึงว่าหลิวหวยเซิงจะเป็ขุนนางที่ดีจริงหรือไม่ หรือคำพูดที่เขาเคยกล่าวกับจ้าวสิงด้วยความโกรธแค้นในตอนนั้นจะเป็เื่จริงหรือไม่
แต่ไม่ว่าจะเป็จูหยวนจางหรือหม่าฮองเฮา ต่างก็รู้ดีว่าสิ่งที่เหล่าบัณฑิตเรียกว่าศักดิ์ศรีและคุณธรรมนั้นรุนแรงเพียงใด พวกเขาสามารถเอาหัวชนเสาตายกลางท้องพระโรงได้เลยด้วยซ้ำ
หากหลิวหวยเซิงเคยด่าทอจ้าวสิงจริง ๆ ไม่ว่าอย่างไรก็คงยากที่จะยอมลดตัวลงไปร่วมทางกับเขา แม้จะเป็ขุนนางกังฉินก็ยังเป็เช่นนี้
ในที่สุดจ้าวสิงก็หัวเราะจนพอใจ แล้วเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา "ราษฎรแม้แต่ข้าวก็ยังไม่อิ่มท้อง เสื้อผ้าก็ยังไม่อบอุ่น แล้วจะมีแก่ใจไปอ่านหนังสือได้อย่างไร?"
"ตอนนั้นหลิวหวยเซิงเดินทางไปมอบเงินสามร้อยตำลึงให้ราษฎรด้วยตัวเอง ผลคือไม่มีใครฟังเลย และในตอนท้าย เขายังถูกราษฎรด่าทอต่อหน้าต่อตาอีกด้วย"
"พวกเขาด่าว่าเขาไม่รู้ซึ้งถึงความลำบากในการใช้ชีวิต ด่าว่าเขามาขัดขวางการทำมาหากิน ตอนนั้นข้าให้คนไปสืบดู เห็นว่าบรรยากาศช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก"
จ้าวสิงพูดพลางรู้สึกเข้าถึงบทบาทขึ้นมาทันที "มา ๆ ข้าจะเลียนแบบให้พวกท่านทั้งสามดู"
"พอนึกถึงตอนที่หมอนั่นถูกด่า ข้าก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ใครใช้ให้เขามาด่าข้ากันเล่า!" สิ้นเสียงคำพูด จ้าวสิงก็ราวกับเปลี่ยนเป็คนละคน
เขาห่อไหล่ แววตาหม่นแสงและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ในขณะนี้ จูหยวนจางรู้สึกราวกับว่าตนเองคือนายอำเภอแห่งอำเภอผิงในตอนนั้น ที่ถือหนังสือในมือหวังจะสั่งสอนราษฎร
ส่วนจ้าวสิงที่อยู่ตรงหน้า คือราษฎรที่ยากจนข้นแค้นจนไม่มีข้าวกิน และไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่
"ท่านเป็เ้าเมืองของพวกเรา พวกเรายอมทนคลุกคลีกับท่านครั้งหนึ่งสองครั้ง เรียนไอ้ตำราสามอักษรบ้าบอนี่ได้ แต่ขอให้ใต้เท้าโปรดเห็นใจพวกเราด้วยเถิด"
"ลูกที่บ้านรอข้าวลงหม้อ คนแก่ที่บ้านรอยาประทังโรค หนังสือเล่มนี้พวกเราท่องจำได้แล้ว อ่านออกแล้ว แต่มันเอามาให้ลูกกินแทนข้าวได้ไหม? เอามาเป็ยารักษาแม่ที่ป่วยหนักเรื้อรังติดเตียงของข้าได้ไหม?"
เดิมทีจ้าวสิงเพียง้าเลียนแบบ่หนึ่ง แต่พอแสดงไปเรื่อย ๆ เขาก็นึกถึง่เวลาที่ตนเองเพิ่งทะลุมิติมา
ตอนนั้นอำเภอเฟิ่งหยางยากจนจริง ๆ แม้ตนเองจะเป็นายอำเภอ แต่ก็แค่โชคดีที่มีหมั่นโถวแป้งขาวกินวันละสามลูก
และสำหรับราษฎรเ่าั้แล้ว หมั่นโถวแป้งขาวมันล้ำค่าราวกับทองคำ ความนุ่มและอบอุ่น เป็สิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง การมีแป้งธัญพืชหยาบ ๆ กินก็นับว่าดีมากแล้ว และยังมีอีกหลายคนที่ต้องกินรำข้าว
จ้าวสิงถึงขั้นเคยพาราษฎรไปขอทาน และไปเทสิ่งปฏิกูล คำพูดที่ราษฎรอำเภอผิงกล่าวในตอนนั้น ก็คือสิ่งที่จ้าวสิงนำมาใช้กับหลิวหวยเซิง คนเราไม่มีข้าวกินแล้ว ยังต้องมารู้จักมารยาทและความละอายใจอะไรอีก?
"ใต้เท้า พวกเราจะอดตายแล้ว พวกเราจะอดตายแล้ว!!"
"ท่านได้กินข้าว แต่พวกเรากลับกินได้เพียงมื้อเดียวต่อวัน หากไม่ได้ทำงาน ครอบครัวทั้งหมดต้องอดตายแน่!"
"หากท่านเป็ที่พึ่งพิงของพวกเราจริง ๆ ได้โปรดให้เงินพวกเรา ให้เสบียงอาหารแก่พวกเรา ให้พวกเศรษฐีที่ดินเลิกกดขี่พวกเรา ให้ผืนดินนี้ปลูกพืชผลได้มากขึ้น และให้พวกเราสามารถซื้อผ้าจากร้านผ้าได้!"
"ข้าเป็คนปลูกฝ้าย แต่กลับไม่มีปัญญาทำเสื้อนวมให้ลูกสักตัว! ลูกเจ็ดคน เลี้ยงรอดมาได้แค่สี่! ในนั้นมีคนหนึ่งหนาวตาย สองคนไม่มีเงินรักษาจนป่วยตาย และอีกคนหนึ่ง เลี้ยงไม่ไหวจริง ๆ จึงต้องส่งไปขายเป็ทาสในบ้านเศรษฐี"
เมื่อแสดงจบ จ้าวสิงก็ยืดตัวตรง กลับมาเป็ท่าทางเสเพลและไม่ใส่ใจโลกดังเดิม เขาหยิบขนมประณีตบนโต๊ะยัดเข้าปาก แล้วดื่มน้ำชาตามไปอึกหนึ่ง
จากนั้นก็ตบหน้าอกตัวเองแล้วถอนหายใจยาว "โชคดีที่ข้ามีข้าวกิน"
"เพียงแต่ตอนนั้น หลังจากหลิวหวยเซิงถูกด่า เขาก็กลับบ้านไปด้วยสภาพจิตใจที่แตกสลาย แล้วก็ป่วยหนักครั้งหนึ่ง มีไข้สูงไม่ลดต่อเนื่องเกือบสองเดือน ถึงจะหายดีเป็ปกติ"
"นั่นไง พอเขาหายป่วยเขาก็มาส่งของกำนัลให้ข้า" จ้าวสิงทำท่าทางลำพองใจ จนหางแทบจะชี้ฟ้าต่อหน้าจูหยวนจาง
"เหล่าจู ท่านว่าข้าคนนี้เก่งหรือไม่? รีบชมข้าเร็วเข้า"
จูหยวนจางมองท่าทางกะล่อนของเขาแล้ว อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก รู้สึกว่ามือขวาของตนเริ่มสั่น อยากจะตบหน้าใบนี้ให้กระเด็นไปไกลหมื่นลี้เสียจริง
"เหล่าจู ท่านว่าการแสดงที่ยอดเยี่ยมของข้าเมื่อครู่ พูดจนคอแห้งผาก ท่านควรจะให้ค่าชาน้ำแก่ข้าสักหน่อยหรือไม่?"
"ข้างนอกนั่นฟังคนเล่านิทานยังต้องเสียเงินเลย นับประสาอะไรกับเื่ที่ข้าเล่าให้ท่านฟัง ซึ่งมีจุดพีคขนาดนี้"
เมื่อเห็นท่าทางละโมบอยากได้เงินของจ้าวสิง มุมปากของจูหยวนจางก็กระตุกเบา ๆ
"ไป ๆ ไสหัวไปไกล ๆ ข้าไม่มีเงิน พวกเราล้วนเป็คนจน" จูหยวนจางมองจ้าวสิงด้วยสายตาระแวดระวัง เขากุมถุงเงินของตนเองแล้วรีบเบี่ยงตัวหลบ
"ข้าก็เป็เพียงญาติห่าง ๆ ที่แทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับฝ่าา เป็เชื้อพระวงศ์ที่ธรรมดาที่สุด ในมือไม่มีเงินหรอก"
"จริงเหรอเนี่ย?" จ้าวสิงขยับเข้าไปใกล้
จูหยวนจางทำหน้าบึ้งตึง มุมปากกระตุกเล็กน้อย แม้แต่หนวดของเขาก็ยังสั่น
อะไรคือจริงเหรอเนี่ย? พูดจายังต้องทำปากยื่น ต้าิมีขุนนางเช่นนี้ช่างน่าขายหน้านัก
จูหยวนจางสะกดกลั้นอารมณ์แล้วพยักหน้ากล่าวว่า "ข้าไม่มีเงินแล้ว"
จ้าวสิงส่ายหัว "จริงหรือ? ข้าไม่เชื่อ"
"พับผ่าสิ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!"
หม่าฮองเฮาที่อยู่ด้านข้างครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเกลี้ยกล่อม "เอาละ ๆ เื่ราชการบ้านเมืองพักไว้ก่อน วันนี้พวกเราคุยกันเื่การค้าเท่านั้น"
"ในเมื่อนายอำเภอจ้าวมีวิธีหาเงิน เหตุใดไม่ลองเล่าให้พวกเราฟังให้มากขึ้น หากพวกเราหาเงินได้ ย่อมไม่ลืมที่จะตอบแทนท่านแน่นอน"
ดวงตาของหม่าฮองเฮาฉายแววเฉลียวฉลาด ดูจากตอนนี้ เด็กคนนี้ไม่ได้เลวร้ายถึงรากเหง้า เพียงแต่มีความคิดที่แปลกแยก แนวทางการทำงานก็ไม่เหมือนกับผู้อื่น
จูหยวนจางเริ่มมีความคิดพลิกแพลง อยากจะลองหยั่งเชิงจ้าวสิงดู
เขาแอบกระซิบที่ข้างหูของจ้าวสิงเบา ๆ ว่า "ข้าก็ไม่ใช่ว่าจะหาเงินไม่ได้เลย ของพวกนั้นที่เห็นในสถาบันวิจัยน่ะ น้องชายเ้าช่วยใจอ่อนหน่อย ขายปืนใหญ่ให้ข้าสักรุ่นหนึ่ง เ้าจะเรียกเงินเท่าไหร่ก็ได้ตามใจเ้าเลย"
ขณะพูด จูหยวนจางก็แกว่งถุงเงินในอกให้จ้าวสิงเห็น ความหมายของการติดสินบนนี้ชัดเจนยิ่งนัก
แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของจูหยวนจางคือ สีหน้าของจ้าวสิงเ็าลงทันที "หากการค้าที่พวกท่านอยากทำจริง ๆ คือการค้าอาวุธา เช่นนั้นเงินสามหมื่นตำลึงของถ้วยหลิวหลี ข้าจะคืนให้พวกท่านทั้งหมดเดี๋ยวนี้"
"พวกท่าน้าค่าปิดปากเท่าไหร่ ข้าก็จะให้ตามนั้น การค้านี้ ข้ายอมขาดทุน ดีกว่าที่จะทำ!"
ความสงสัยในใจของจูหยวนจางยิ่งเพิ่มมากขึ้น เ้าเด็กนี่กุมเื่อาวุธไว้ในมืออย่างแ่า แต่กลับไม่ใช่เพื่อเงิน หรือว่าเขาคิดจะก่อฏจริง ๆ ?